Thursday, 4 June 2026
ระบบนิเวศ

เกษตรฯ เดินหน้า "5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย" วางหมุดหมายแผน 5 ปีพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนแม่น้ำโขงรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ดึงทุกภาคีร่วมขับเคลื่อน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง เปิดเผยถึงผลการประชุมผ่านระบบ ZOOM ในวันนี้ (28 พ.ย.) โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวง นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง นายทินกร อ่อนประทุม คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตร นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายกฤษฎา บุญชัย จากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนองค์กร ตัวแทนเกษตรกรจากทุกจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ในประเด็นความก้าวหน้าของการทำงานโดยคณะอนุกรรมการฯในพื้นที่ และแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566 - 2570 พร้อมพิจารณาการตั้งของบประมาณในปี 2566 ตามโครงการพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของประชาชนต่อผลกระทบของแม่โขงที่เปลี่ยนแปลงไป

‘กลุ่มจีพีเอสซี’ ร่วมกับ ‘ทัพเรือภาคที่ 1’ และ ‘ศวทอ.’ ส่งมอบหญ้าทะเล เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ณ หาดนภาธาราภิรมย์

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. นำโดย คุณณรงค์ชัย วิสูตรชัย ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสรัฐกิจสัมพันธ์และกิจการสาธารณะ ในฐานะผู้แทนกลุ่มจีพีเอสซี ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) ได้จัดพิธีส่งมอบหญ้าทะเลใน “โครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล” ณ บริเวณชายฝั่งหาดนภาธาราภิรมย์ กิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กองการบินทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นการขยายผลจากโครงการนำร่องปลูกหญ้าทะเล จำนวน 5,000 กอ ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 โดยในพิธีส่งมอบดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก พลเรือตรี สมประสงค์ วิศลดิลกพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธี

หญ้าทะเลถือเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล เป็นแหล่งอาหาร แหล่งขยายพันธุ์ และแหล่งหลบซ่อนศัตรูของสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศป่าชายเลนกับแนวปะการัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน นอกจากนี้ หญ้าทะเลยังช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่งได้อีกด้วย

 

‘อลงกรณ์’ นำทีมเกษตรลุยอีสานผนึกเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดแก้ปัญหาผลกระทบภาคเกษตรและประมงจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรและประมงจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ครั้งที่ 1/2566 (เฉพาะกิจ) และติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาด้านการเกษตรและด้านประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2566 – 2570 ณ โรงแรมบลู โฮเทล  นครพนม จ.นครพนม ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องและขับเคลื่อนแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566 – 2570 ประกอบด้วย 2 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง และแนวทางที่ 2 การบริหารจัดการด้านการประมงและทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืนและคงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (AIC) ประจำจังหวัด ภาคประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำโขง  

สำหรับการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งนี้นับเป็นการประชุมเฉพาะกิจนอกพื้นที่ครั้งแรกร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ/กิจกรรม ด้านการประมงและด้านการเกษตร แบ่งเป็น ด้านการประมง รวมจำนวน 31 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 13,012,140 บาท พื้นที่ดำเนินการ 8 จังหวัด ได้แก่ 

จังหวัดเชียงราย เลย หนองคายบึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อาทิ โครงการการจัดการระบบนิเวศปลาหน้าวัด, โครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมงสนับสนุนธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม, กิจกรรมส่งเสริมเยาวชนนักเพาะเลี้ยง, โครงการเพาะพันธุ์ปลายี่สกไทย (ปลาเอิน) ในแม่น้ำโขง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา,  โครงการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวในบ่อดิน เป็นต้น สำหรับด้านการเกษตรสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สป.กษ.) ได้สรุปแผนงาน/โครงการภายใต้แผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนระดับจังหวัด ปี 2566 – 2570 (ฉบับทบวน) รวมจำนวน794 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 7,770,595,287 บาท แบ่งเป็น งบจังหวัด/กลุ่มจังหวัด 304 โครงการ งบประมาณ1,124,048,495 บาท งบปกติ 375 โครงการ งบประมาณ 6,600,923,240 บาท และงบอื่น ๆ 70 โครงการ งบประมาณ 45,623,552 บาทโดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาบรรจุแผนงาน/โครงการไว้ในคำของบประมาณประจำปีของหน่วยงานต่อไป

ที่ประชุมยังได้หารือและรับทราบในเรื่องอื่น ๆ ได้แก่ 

1. แนวทางการดำเนินการรักษาพันธุ์ปลาบึกในแม่น้ำโขง โดยกรมประมง ซึ่งมี 2 แนวทาง ดังนี้ 1.1) การอนุรักษ์นอกถิ่นแม่น้ำโขง โดยการปล่อยลงในแหล่งน้ำภายในประเทศ ซึ่งกรมประมงจะใช้แม่พันธุ์ปลาบึกรุ่น F1 เพื่อผลิตปลาบึกรุ่น F2 ที่ยังคงความหลากหลายทางพันธุกรรมและยังคงสามารถรักษาไว้ได้จากเดิมให้มากที่สุด โดยปลาบึกรุ่นลูกF2 นี้ สามารถนำไปเลี้ยงไว้ในอ่างเก็บน้ำเพื่อเป็นการนกษาพันธุ์ปลาลึกไว้นอกแหล่งที่อยู่อาศัย และใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงต่อไปได้ในอนาคต และ 1.2) สนับสนุนการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ให้แก่เกตรกร เนื่องจากปลาบึกมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง 

2. ความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนทบทวนแผนพัฒนาการเกษตร ในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน โดย สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สป.กษ. ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัด รับทราบและดำเนินการตามแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2566 – 2570 และแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566 – 2570 แล้ว 

3. ความก้าวหน้าการศึกษาพลับพลึงแม่น้ำโขงและแผนการนำพลับพลึงแม่น้ำโขงกลับไปปลูกคืนถิ่นเดิม โอกาสนี้นายอลงกรณ์ ได้มอบต้นพันธุ์พลับพลึงแม่น้ำโขง (Crinum viviparum) (ที่เพาะพันธุ์จากเมล็ด) ซึ่งถือเป็นพืชเฉพาะถิ่นหายาก และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จำนวน 30 ต้น ให้แก่ นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ผู้แทนสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสานและ1จังหวัดภาคเหนือคือเชียงรายเพื่อนำไปจัดกิจกรรมให้ชุมชนในการปลูกในพื้นที่อาศัยเดิม ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย ตามแผนการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุ์พลับพลึงแม่น้ำโขงของกรมประมงที่ทำการเก็บรวบรวมตัวอย่างต้นพันธุ์จากธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2564 และนำไปศึกษาเพาะเลี้ยงในระบบโรงเรือน และห้องปฏิบัติการจนได้ต้นพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ในปัจจุบัน 

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ พัฒนาขีดความสามารถในทุกด้าน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนและเกษตรกร และคงความหลากหลายของทรัพยากรประมงในแม่น้ำโขงได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘สว.วีระศักดิ์’ เตือนแรง!! ระบบนิเวศโลกหนีไม่พ้นการดิ่งเหว หากยังหลงคิดว่าวัฒนาการอันน้อยนิด จัดการกับธรรมชาติได้

(8 มี.ค.67) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้ออกบทความในหัวข้อ ‘ระบบนิเวศในธรรมชาติของโลก กับเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ (ตอนที่ 1) มีเนื้อหา ระบุว่า...

มนุษย์เรียนรู้เพิ่มทุกวันว่ากระบวนการธรรมชาติซับซ้อนมาก แต่มนุษย์มักถูกกิเลสพาให้หลงคิดไปว่ามีวิวัฒนาการที่ไม่เพียงไล่ทัน แต่ยังสามารถจัดการกับระบบของธรรมชาติได้

บัดนี้ แม้แต่ผู้นำประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดรวมตัวกัน ก็ยอมรับว่าวิวัฒนาการที่มนุษยชาติได้สั่งสมมาทั้งหมด ไม่พอที่จะรักษาให้พวกเขามั่นใจได้เลยว่า หลาน ๆ ของเขาจะมีเผ่าพันธุ์สืบต่อไปได้อีกกี่รุ่น

ผู้นำชาติต่าง ๆ ไม่อาจการันตีกับประชากรได้ ว่าหลาน ๆ ของประชากรของเขาจะได้มีชีวิตอย่างไม่แร้นแค้น

ที่จริง ผู้นำโลกเดินทางไปพบกันเรื่อง โลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะเรือนกระจก และสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ มาหลายสิบหนแล้ว

ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจนเข้าขั้นวิกฤตินี้ ยากจะมีคำปลอบขวัญที่ยืนยันได้ว่าจะควบคุมได้

ข้อเขียนนี้ ถูกผูกขึ้นด้วยเป้าประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ทำไม การแก้ปัญหาระดับวิกฤติการณ์ต่อมวลมนุษยชาติหนนี้ ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างยิ่งใหญ่ของคนยุคเราขนาดไหน

เราทุกคนของยุคนี้ ไม่ว่าท่านจะเจนเนอเรชันอะไร โอกาสรอดจากการถูกประวัติศาสตร์จารึกว่า เราพากันขับรถพุ่งลงเหว ทั้งที่ยังเลี้ยวหลบหรือเบรกกันได้ทันยากเต็มที

จริงอยู่ ว่าเราไม่ใช่ชนรุ่นแรกที่พารถโดยสารวิ่งมาในเส้นทางนี้ แต่ในโศกนาฏกรรมทุกครั้ง ไม่ค่อยมีใครถามหรอกว่า มันเริ่มตอนใครควบคุมอยู่  แต่จะสนใจว่ามันจบตอนไหน และใครคือผู้ถือพวงมาลัยสุดท้ายก่อนตกเหวดับทั้งคัน

หรือจมลงทั้งลำ!!

แม้มีข่าวสารให้เราอ่านได้มากมายในอินเตอร์เน็ตว่า ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง มายังไง แต่ผมก็อยากพยายามสื่อสารกับผู้อ่านสักหน ว่ามันคืออะไร มายังไง และ เราต้องทำอะไร เพื่อชะลอหรือให้ดีกว่านั้น หยุดมันให้ได้

ขอเริ่มจากสภาพของโลกใบนี้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาขนาดนี้นะครับ

ภาวะเรือนกระจกของโลก

เราเรียนมาตั้งแต่เด็กว่า โลกมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่หลายชั้น มองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็น แต่มันทำหน้าที่ของมันตามระบบที่ธรรมชาติจัดสรรมาให้อย่างซับซ้อนในการปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลก

ดวงอาทิตย์ส่งคลื่นความร้อนทะลุทุกชั้นบรรยากาศได้ และพื้นผิวโลกก็สะท้อนความร้อนออกไปบางส่วน กักเก็บความร้อนไว้บางส่วน ซึ่งเกิดจากการดูดซับความร้อนนั้นไว้โดยก๊าซเรือนกระจก ที่มีอยู่หลายชนิด อย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ก๊าซเรือนกระจกจึงทำหน้าที่ควบคุมความอบอุ่นของโลกอยู่ให้ในสภาวะที่สมดุล เกิดสภาพอากาศและฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสัดส่วนของก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ในชั้นบรรยากาศที่ผ่านมาในอดีต มีค่อนข้างสม่ำเสมอ 

ดังนั้น ภาวะเรือนกระจกจึงมีข้อดีของมันมานับล้านปี

แต่บัดนี้ ประชากรมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อการพัฒนาประเทศ ต้องการผลิตไฟฟ้า ต้องการขนส่ง ผลิตขยะและน้ำเสียออกมาในปริมาณมาก อย่างต่อเนื่อง ใช่ครับ เราจึงปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่ชั้นบรรยากาศมากจนเกินสมดุล ความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศจึงมากเกินกว่าที่ควร ผลก็จะเหมือนเรานั่งรถปิดกระจกดับแอร์ ต่อแม้จะเป็นกลางคืน เราก็จะรู้สึกอบอ้าว อึดอัด

และความอึดอัดนี้จะมีทั่วห้องโดยสารไม่ว่าจะนั่งอยู่เบาะหน้าหรือหลัง จะเอนตัวลงนอน หรือลุกขึ้นยงโย่ยงหยก ก็จะ อึดอัด อบอ้าว อยู่ดี

วันนี้ โลกมีประชากรถึง 8พันล้านคน ยังไม่นับปศุสัตว์ที่เราขุนเลี้ยงกันไว้บริโภคอีก จนเยอะกว่าสัตว์ป่าทุกชนิดรวมกัน แม้จะนับนกในธรรมชาติหมดทุกตัวด้วยก็ตาม

ภาวะของเรือนกระจกจึงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันรักษาสมดุล ไม่ให้มีก๊าซใดลอยขึ้นไปอยู่มากหรือน้อยจนเกินไป นี่จึงเป็นที่มาของชื่อองค์การมหาชนของไทย ที่เรียกชื่อว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ภาวะโลกร้อน ช่วงแรกเราสังเกตได้จากการละลายของน้ำแข็งที่ยอดเขาและขั้วโลก ว่ามันละลายหนักกว่าเดิม และละลายนานกว่าฤดูที่มันเคยเป็น

แปลว่าโลกอุ่นขึ้น ศัพท์คำว่า Global warming จึงถูกใช้มาเรื่อย

แต่พอสังเกตนานเข้าก็พบพื้นที่ ๆ ไม่ได้อุ่นขึ้น แต่กลับเย็นหนาวจนหิมะตก ทั้งที่ ๆ นั่นไม่เคยเจอหิมะมาก่อน

ทีนี้ ผู้คนก็เริ่มเห็นภาพของ สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change

แต่น้อยคนจะตระหนักว่า เพดานฟ้าของขั้วโลกนั้น ต่ำกว่าเพดานฟ้าที่เขตอบอุ่น หรือพื้นที่สี่ฤดู

ส่วนเพดานฟ้าที่เขตศูนย์สูตรจะสูงกว่าที่อื่น ๆ ของโลก 

ดังนั้นในวันที่ขั้วโลกเหนือใต้อุ่นขึ้นแล้ว ถึง 5 องศาเซลเซียส คนในพื้นที่อื่นกลับไม่ค่อยรู้สึกตามไปด้วย

เพราะเพดานฟ้าของเขตตัวยังสูงมาก อะไร ๆ ยังเปลี่ยนแปลงไปน้อยเกินจะเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต

จากนั้น ก็มีภัยจากพายุรุนแรง แห้งแล้งยาวนาน น้ำท่วมหนัก และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น กัดเซาะชายฝั่งรุนแรงขึ้น การเกษตรเสียหาย กระทบต่อรายได้ประชาชน เกิดโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ

แต่เราเรียกมันว่าภัยธรรมชาติเหมือนเดิม ไม่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อสิ่งนี้บ่อยขึ้นแต่อย่างไร

เราแก้ไขด้วยการพยายามพยากรณ์เตือนภัยล่วงหน้าให้ได้แม่นขึ้น จัดทีมกู้ภัยให้เร็วขึ้น

“เราถนัดจะแก้ที่ผล ไม่ใช่ที่เหตุ…”

ภายหลังมีคนลองขยับคำเรียกไปเป็น Climate Crisis หรือ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ที่จ๊าบหน่อยก็มีคำเรียกเพิ่มขึ้นว่า ภาวะโลกรวน ด้วยซ้ำ แล้วคำนั้นก็จางหายไป

จนกระทั่งกลางปี2023 เลขาธิการสหประชาชาติประกาศว่า ภาวะโลกร้อนได้ผ่านไปแล้ว บัดนี้เราได้มาพึงยุคภาวะโลกเดือด (Global Boiling) แล้ว

มีข่าวออกสื่อ แต่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงตอบสนองต่อคำนี้ที่ต่างไปจากคำเรียกสภาพการณ์ก่อนหน้านี้แต่อย่างไร

สปีดการแก้ไข ก็ดูจะเดิม ๆ

ส่วนมากเป็นการเอ่ยถึงปัญหา แล้วก็ทำแผนจุ๋ม ๆ จิ๋ม ๆ ซึ่งก็ไม่ได้จริงจังตั้งใจเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่

ในทางวิทยาศาสตร์ ก๊าซเรือนกระจกมีหลายอย่างมาก แต่ผู้ร้ายที่สำคัญ ๆ ที่เราท่านพอจะมีส่วนร่วมในการลดมันลงได้ ได้แก่...

อันดับ 1 ไม่ใช่เพราะมันร้ายกาจพิเศษ แต่เพราะสะสมในชั้นบรรยากาศโลกเยอะมากที่สุด คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (จากการเผาไหม้ทุกชนิด) อันนี้เป็นก๊าซที่เราท่านรู้จักค่อนข้างดี

อันดับ 2 คือ ก๊าซมีเทน มีเทนเป็นส่วนประกอบหลักของก๊าซชีวภาพ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน ของซากพืช ซากสัตว์ที่ทับถมมาเป็นเวลานาน การปศุสัตว์ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับของก๊าซีเทนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้องเช่น วัว ควาย ที่เป็นสัตว์กินหญ้า เกิดก๊าซมีเทน และปล่อยออกมาด้วยการเรอ ก๊าซมีเทนนี้ มีพลังในการเป็นผู้กักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศที่ร้ายกาจสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่าตัว มันมีอายุอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ราว 12 ปี

และบัดนี้ น้ำแข็งที่ทับบนแผ่นดินแคนาดาและไซบีเรีย รัสเซีย ซึ่งทับซากพืชซากสัตว์มาตั้งแต่หลายแสนหลายล้านปีเริ่มละลายออกมาอย่างน่าตกใจ ได้ปลดปล่อยทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทนจากใต้ดินชั้นน้ำแข็งที่เราเคยรู้จักในนามชั้นดิน Permafrost ขึ้นไปในชั้นบรรยากาศทุกฤดูร้อน

ก๊าซเรือนกระจก 2 รายการข้างต้น จึงเติมขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกทาง

และเป็นที่ทราบว่า Permafrost นี้กักเก็บก๊าซทั้งสองนี้ไว้มากเสียยิ่งกว่าที่มี ๆ อยู่จนเป็นปัญหาในชั้นบรรยากาศอยู่แล้ว

แปลว่า ยิ่งเร่งและยิ่งเพิ่มก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปทำให้โลกร้อนมากขึ้นอีก

ส่วนอันดับ 3 ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมนุษย์มักใช้ในเวลาผ่าตัด เวลาทำฟัน เพื่อให้มีอาการชา จะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดชั่วคราว ไนตรัสออกไซด์นี้เกิดจากภาคเกษตรกรรมถึง 65% เพราะใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ส่วนภาคอุตสาหกรรม ก็เป็นผู้ปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ราว 20% จากการผลิตพลาสติกบางกลุ่ม การผลิตเส้นไนลอน การผลิตกรดกำมะถัน การชุบโลหะ การทำวัตถุระเบิด และการผลิตไบโอดีเซล !!

ไนตรัสออกไซด์มีอายุในชั้นบรรยากาศได้ราวร้อยปี ดีที่ว่า ไนตรัสออกไซด์สะสมในชั้นบรรยากาศยังไม่มาก แต่ที่เราพึงต้องระวังเพราะมันสามารถส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีปริมาณเดียวกันได้ถึง 265 เท่านี่แหละ

ไนตรัสออกไซด์จึงนับเป็นผู้ร้ายลำดับ 3 ที่เราต้องรู้ไว้ เพราะถ้ามันลอยไปสะสมในชั้นบรรยากาศมาก มันจะพาเราพังได้เร็วกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก

ทีนี้เหลืออีกตัวการภาวะโลกร้อนจากภาคอุตสาหกรรมแท้ ๆ ได้แก่ พวกสาร CFC ซึ่งอยู่ในสารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นมายาวนานจนเพิ่งถูกเลิกใช้ไปเมื่อไม่นานมานี้ ตามพิธีสารมอนทรีออล แต่สารประกอบหมวดนี้ของ CFC มีอายุยืนได้นับร้อยปีจนถึงสามพันปี !!

CFC ก่อให้เกิดรูโหว่ในชั้นโอโซนทำให้รังสียูวีของดวงอาทิตย์ทะลุลงมาก่อมะเร็งผิวหนัง

ดังนั้น เท่าที่ปล่อย ๆ ไปก็นับว่าเพียงพอจะไปทำลายความสมดุลมากพอควรแล้ว และมันจะยังคงทำลายต่อไปตราบที่มันยังไม่เสื่อมสลายไปเองตามอายุของมัน

มีคนเคยถามเหมือนกันว่า แล้วทำไมคาร์บอนมอนอกไซด์ ไม่ติดท็อป 5 ของผู้ร้ายในเรื่องภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ยานยนต์ทุกคัน ในเกือบร้อยปีที่ผ่านมาทั่วโลก ต่างก็ปลดปล่อยมาโดยตลอดมิใช่หรือ?

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า แม้คาร์บอนมอนอกไซด์จะอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์มาก ๆ ตอนที่มันออกมาจากท่อไอเสีย แต่พอมันเจอชั้นบรรยากาศในธรรมชาติ ออกซิเจนจะค่อย ๆ เข้าไปผสมเอง และผลคือมันจะสลายเองในเวลาไม่กี่เดือน

มันจึงไม่ทันได้แสดงฤทธิ์มากนักต่อภาวะเรือนกระจกอย่างก๊าซอื่นที่มีช่วงชีวิตยาวนานมาก ๆ ที่ติดท็อป 4 ข้างต้นของข้อเขียนนี้

'สว.วีระศักดิ์' ยัน!! ทุกระบบ 'เศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง' ทั่วโลกรอดยาก หากวันหนึ่ง 'ระบบนิเวศธรรมชาติของโลก' ทวงคืน ไม่เอื้อให้มนุษย์ได้อยู่ต่อ

(9 มี.ค.67) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกบทความในหัวข้อ ‘ระบบนิเวศในธรรมชาติของโลก กับเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ (ตอนที่ 2) มีเนื้อหา ระบุว่า...

Climate Change มีผลต่อชีววิทยาทางธรรมชาติอีกมาก อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชอีกมากมายหลายชนิด

แต่ผมขอแยกประเด็นนี้ออกไปก่อน เพราะซับซ้อนมากเกินกว่าจะอธิบายเพิ่มในพื้นที่จำกัดนี้

แต่ขอโฟกัสมาสู่การบันทึกว่าบัดนี้เราค้นพบว่าโลกที่ร้อนขึ้นนำเราไปสู่อะไรแล้วบ้าง

อย่างแรก การละลายของน้ำแข็งทั้งโลกเกิดขึ้นรวดเร็ว ดังนั้นน้ำจากที่สูงจะไหลลงไปรวมที่มหาสมุทร

ระดับน้ำทะเลจะท่วมชายฝั่งขึ้นมาเรื่อยๆ

และมนุษย์ฝังรากทางอารยธรรมอยู่ชายฝั่งเป็นส่วนมาก เมืองท่าค้าขาย เมืองเพื่อการผลิต เมืองการอยู่อาศัย เมืองเพื่อการท่องเที่ยว ล้วนมีระดับสูงจากทะเลปานกลางน้อยมากๆ

ส่วนเมืองเกษตรกรรมที่มักอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน มักอยู่ได้ด้วยลำน้ำจืดไหลผ่าน ซึ่งมีลำน้ำสาขาแผ่กระจาย จึงเป็นชลประทานธรรมชาติที่ทำให้มีนามีสวน

น้ำทะเลที่เพิ่ม อาจไม่ท่วมเหนือแผ่นดินลึกเข้าไปมากก็จริง แต่ก้นของแม่น้ำนั้นมักอยู่ในระดับสูงกว่าระดับทะเลปานกลางน้อยยิ่งกว่าเมืองชายฝั่งเสียอีก

แถมหลายสายจะต่ำกว่าทะเลปานกลางด้วย

ดังนั้น นิเวศน้ำจืดจำนวนมากจะถูกรุกล้ำด้วยน้ำเค็มเข้าลึกไปในแผ่นดิน เมืองไทยน้ำเค็มมีแนวโน้มจะบุกลึกใต้แม่น้ำไปถึงอ่างทอง นี่คือสิ่งที่อธิบดีกรมชลประทานเคยคาดการณ์ไว้

ยิ่งเมื่อมีภาวะภัยแล้ง หรือเมื่อน้ำแข็งยอดเขาละลายจนหมด ลำน้ำจืดจะไม่เหลือพลังดันน้ำเค็มอย่างที่เคยทำได้ตลอดปี ในหน้าแล้งเขื่อนและฝายจะกักเก็บน้ำไว้

น้ำจืดไหลลงร่องน้ำมาน้อยลง แปลว่าน้ำทะเลจะเอ่อเข้าลำน้ำในแผ่นดินไปทำลายนิเวศน้ำจืดของการเพาะปลูกจำนวนมากได้อย่างเงียบๆ

เพราะชาวบ้านสูบน้ำมาเข้าสวนเข้านาปกติไม่มีใครสำรวจหรือชิมว่าน้ำมันเค็มหรือยัง

จะรู้อีกทีก็ใบเหลืองเค็มจนเฉาแล้วทั้งสวน

ความมั่นคงทางอาหารจะถูกสั่นคลอนอย่างร้ายแรง

น้ำแข็งที่ว่าละลายนั้น ก็ให้ปรากฏการณ์ใหม่แก่มนุษย์อีก เพราะเมื่อน้ำแข็งหนาหลายกิโลเมตรของกรีนแลนด์และที่ขั้วโลกใต้ละลาย มันได้กลายเป็นทะเลสาบทีละหย่อมเรียงรายไปสุดลูกตา

ทะเลสาบเหล่านั้นค่อยๆ กัดกร่อนน้ำแข็งต่อเพื่อหย่อนให้น้ำเหลวๆ ใสๆ สามารถลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วงได้

เกิดสภาพคล้ายสว่านหมุนเกลียวเจาะลงสู่เบื้องล่าง แล้วทำให้กลายเป็นโพรงรูพรุนคล้ายชีส เยอะไปหมด เมื่อน้ำไหลได้ มวลของมันจะส่งพลังการกระแทกเบียดกับผนังน้ำแข็งภายในโพรงราวน้ำตกกระแทกก้อนหิน ซึ่งย่อมเปราะบางกว่าหินมาก

การกร่อนของภูเขาน้ำแข็งจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นถ้ำน้ำลอดเต็มไปหมด

รูโพรงเหล่านี้ทำให้อากาศไหลเข้าไปด้านในและนำความอุ่นไปรบกวนน้ำแข็งในระดับโครงสร้างเพิ่มเข้าไปอีก

มนุษย์จึงตกใจว่าธารน้ำแข็งและแผ่นทวีปแอนตาร์กติกาและน้ำแข็งกรีนแลนด์กำลังแตกตัวออกตามที่ต่างๆ ในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่ใช่มันละลาย แต่เพราะโครงสร้างถูกลมอุ่นมุดเข้าไปเจาะภายในราวกับรังปลวกบุกกินไม้อย่างตะกละตะกลาม

ในขณะเดียวกัน น้ำแข็งที่ละลายที่เกาะกรีนแลนด์ ได้ปล่อยน้ำจืดมหาศาลลงทะเลแอตแลนติกตอนบน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของระบบเครื่องปรับอากาศของโลก ที่เคยเป็นจุดตั้งต้นของสายพานใต้ทะเลส่งความเยือกเย็นจากขั้วโลกให้ถูกน้ำทะเลพาไปไหลเวียนในทุกมหาสมุทรฟรีๆมานับล้านปี

ทำให้ตะกอนแร่ธาตุผงธุลีใต้ทะเลที่รับมาจากแม่น้ำบนฝั่งสามารถเดินทางไปไหลเวียนทั่วท้องมหาสมุทร เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่สารพัดชีวิตใต้ผืนมหาสมุทร

เมื่อการแปลงสภาพน้ำทะเลจากของเหลวไปเป็นน้ำแข็ง เกิดขึ้นมากที่สุดที่ข้างเกาะกรีนแลนด์ เพราะที่นี่ทะเลกว้างและลึกมาก

ต่างจากจุดเชื่อมของทะเลแปซิฟิกกับขั้วโลกเหนือที่ทั้งแคบและตื้น เฉลี่ยความลึกของแปซิฟิกตอนบนนั้น ตื้นกว่าอ่าวไทยเสียอีก เพราะที่นั่นลึกเพียง50 เมตร ในขณะที่อ่าวไทยลึกเฉลี่ย68เมตร

แต่ที่ข้างเกาะกรีนแลนด์นั้น ทะเลลึกหลายๆพันเมตร

ในการกลายสภาพจากน้ำไปสู่การเป็นน้ำแข็ง กฎทางธรรมชาติของฟิสิกส์จะทำให้โมเลกุลน้ำเท่านั้นที่กลายเป็นน้ำแข็ง

ดังนั้นน้ำแข็งธรรมชาติทั้งมวลจึงจืด เพราะที่ข้างเกาะกรีนแลนด์นั่นเองที่น้ำปริมาณมหาศาลกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง ทั้งวันทั้งคืนมันจึงเกิดน้ำตกใต้ทะเลของผงตะกอนแร่ธาตุโดยเฉพาะเกลือที่ร่วงลงมา แล้วถูกแรงโน้มถ่วงโลกดึงมันจมลงสู่ก้นทะเลอันลึกล้ำ

แรงจมของเกลือปริมาณมหาศาลทุกวินาทีตลอดวันตลอดคืนนี้เองที่กลายเป็นแม่ปั้มธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่ดันส่งกระแสน้ำใต้สมุทรจากจุดนี้ให้ไหลดันตามกันไปจนเมื่อเเรงกดส่งตะกอนไปถึงก้นทะเลแล้วยังดันกันต่อไปจนเดินทางลงใต้ไปกระทบกับแผ่นดินของขั้วโลกใต้ ซึ่งก็เย็นจัดเช่นกัน แล้วจึงไหลเข้าสู่ก้นมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิก นำพาความเย็นจากสองขั้วโลกเข้าสู่ใต้สมุทรทั้งหลาย

จากนั้นน้ำทะเลที่ไหลนี้จึงเริ่มมีน้ำหนักเบาขึ้น และค่อยๆสะสมการรับแดดในเขตศูนย์สูตรแล้วเดินทางต่อจนกลับมายังแอตแลนติกข้างเกาะกรีนแลนด์เหมือนเดิม

หนึ่งรอบวงจรนี้ ใช้เวลาราวพันปี

วงจรนี้เรียกว่า The Great Conveyor Belt ของโลกที่ส่งความเยือกเย็นจากสองขั้วโลกให้ไหลไปถึงใต้ชายฝั่งทะเลทั้งหลาย

ภูมิอากาศของโลกจึงถูกระบบนี้กำกับให้มาโดยตลอด

แต่เพราะน้ำจืดที่ละลายลงมาที่กรีนแลนด์ ทำให้ม่านความเค็มใต้ทะเลที่จุดเริ่มต้นการเดินทาง เจือจางลงมาก

ทำให้สารละลายขาดน้ำหนักเพียงพอที่จะจมลงในอัตราที่เคยเป็น 

แรงดันใต้มหาสมุทรให้เป็นกระแสธารของความเยือกเย็นจึงอ่อนลงเรื่อยๆ รายงานจากงานวิจัยชี้ว่าอ่อนลงกว่า 15% และยังคงอ่อนลงเรื่อยๆ

ระบบปรับอุณหภูมิของใต้สมุทรจึงกำลังค่อยๆ พังทลายลง และพลังการส่งสารอาหารให้เดินทางไปทั่วผืนสมุทรจึงกำลังหมดลงด้วย

อากาศเหนือชายฝั่งจึงต้องถูกกระทบ

หมู่ปลาและสัตว์ทะเลจะปั่นป่วนเพราะธาตุอาหารที่เคยไหลผ่านจางลงจนอาจหายไป

แล้วมนุษย์ซึ่งพึ่งพาทั้งเกษตรบนแผ่นดินและโปรตีนจากทะเลจะทำอย่างไร?

ทั้งหมดนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่มนุษย์ต้องคลี่คลายให้ได้ก่อนที่จะถึงวันที่หลายระบบจะล่มลงหรืออ่อนลงจนธรรมชาติเอื้อมส่งวงจรทางนิเวศกันไม่ถึง

ปี 2030 เป็นเสมือน Tipping Points ชุดแรกที่บอกเราได้ ว่าลูกบอลที่ชื่อนิเวศของโลกใบนี้จะตกบันไดที่น่าจะกู่ไม่กลับแล้ว

และถ้ายังปล่อยไปหรือเบรกไว้ไม่แรงพอ

ปี 2050 คือชุดบันไดยาวๆ ที่ลูกบอลแห่งระบบนิเวศนี้จะร่วงหล่นกลิ้งเป็นลูกขนุนตกเขา แม้มีเงินมีเศรษฐกิจชนิดไหน ณ ที่ใดของโลก ทุกระบบก็จะกระเด็นกระดอนจนพังพินาศทั้งหมด

There is no healthy business on a collapsing planet.

โลกใบนี้มีมานานก่อนมนุษย์คนแรกกลุ่มแรกจะปรากฏตัวขึ้น

และโลกใบนี้จะอยู่ได้สบายด้วย แม้ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัยหลังจากนั้นแล้ว

แต่มนุษย์ต่างหากที่จะสาบสูญ ถ้าระบบธรรมชาติของโลกถูกรบกวนมากเกินไป

บทความนี้ถูกเขียนเรียบเรียงขึ้นเพื่อยืนยันว่า...

ทุกระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม และระบบการเมืองใดๆ ก็ไม่อาจอยู่ได้

ถ้าระบบนิเวศธรรมชาติของโลก เอาคืนหรือไม่เอื้อให้ระบบมนุษย์อยู่กันได้อีกต่อไป

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกความพยายามที่จะรื้อฟื้น คืนทุนให้ระบบธรรมชาติ ผ่านกลไกเศรษฐกิจสีเขียว การค้าสีเขียว การลงทุนสีเขียว และสังคมที่ระดมให้ทุกชีวิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครับ

‘เกษตรกร’ โอด!! ‘ปลาหมอคางดำ’ บุกฟาร์มกุ้ง-หอย จับได้ 2 ตัน แต่ไม่มีที่ไหนรับซื้อ จึงโยนทิ้งลงทะเล

(19 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 67 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสมุทรปราการ หรือ ศรชล.จังหวัดสมุทรปราการ ศรชล.ภาค 1 น.อ.ทิฆัมพร สมนึก รอง.ผอ.ศรชล.จว.สป. เป็นประธานในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เช่น ประมงจังหวัด, อบต.คลองด่าน, เทศบาลตำบลคลองด่าน และภาคประชาชน เช่น สมาคมประมง จ.สมุทรปราการ, สมาคมประมงคลองด่าน รวมถึงผู้แทน สส.สมุทรปราการ เขต 8 พรรคก้าวไกล

ก่อนหน้านี้ นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ เดินทางลงพื้นที่ไปดูจุดที่ชาวบ้านพบมีการระบาดของปลาหมอคางดำที่คลองตาเจียน หมู่ 6 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เพื่อสำรวจพื้นที่จริงและนำกลับมาเป็นข้อมูลในการประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจไม่เหมือนกัน โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที จึงได้ข้อสรุปเบื้องต้น

ขณะที่ เกษตรกรวังกุ้งรายหนึ่ง หมู่ 9 บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ นำคลิปวิดีโอปลาหมอคางดำที่ถ่ายไว้จากบ่อเลี้ยงกุ้งมาให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมเปิดเผยว่า ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำเมื่อปลายปี 2566 แต่มาหนักสุดเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำกิน-ทำลายกุ้ง-หอยที่เลี้ยงไว้หมดทั้งบ่อ

เกษตรกรกล่าวอีกว่า จับปลาหมอคางดำได้รวมประมาณ 2 ตัน แต่เวลานั้นไม่มีที่ไหนรับซื้อ และไม่มีใครให้ข้อมูลใด ๆ จึงจำเป็นต้องนำปลาหมดคางดำทั้งหมดทิ้งลงทะเลไป และต้องหยุดทำธุรกิจบ่อกุ้งก่อนอย่างไม่มีกำหนด

เกษตรกรกล่าวต่อว่า ส่วนการมาประชุมวันนี้เริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะถ้าภาครัฐมีการรับซื้อที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม คิดว่าน่าจะทำให้ปลาหมอคางดำมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว ก็จะกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง

นายพิชัย แซ่ซิ้ม นายกสมาคมการประมง จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ได้รับรายงานว่ามีชาวประมงพื้นบ้านจับปลาหมอคางดำได้นอกเขต 3 ไมล์ทะเล หลังผ่าท้องพบเคยจำนวนมาก กังวลว่าหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดปัญหาหนักกับกลุ่มประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ อยากฝากถึงหน่วยงานภาครัฐช่วยเร่งดำเนินการหาวิธีแก้ไขอย่างรวดเร็ว

นายพิชัยกล่าวต่อว่า ขอให้ผ่อนผันกฎหมายการทำประมงขยายขนาดของเรือ จากไม่เกิน 3 ตันกรอส เป็นไม่เกิน 10 ตันกรอส พร้อมให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด เป็นผู้กำหนดทั้งรูปแบบ เครื่องมือ พื้นที่และขนาดเรือ เพื่อความคล่องตัวและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

จากนั้นได้พาผู้สื่อข่าวไปดูบริเวณปลายแม่น้ำเจ้าพระยา ปากอ่าวไทย จุดที่ชาวประมงทอดแหครึ่งชั่วโมง สามารถจับปลาหมอคางดำได้ประมาณครึ่งถังพลาสติกเป็นประจำทุกวัน นำมาเลลงพื้นให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมตั้งข้อสังเกตความห่วงใยว่าปลาหมอคางดำอาจไปทำลายสัตว์น้ำต่าง ๆ ในทะเลอ่าวไทยจนหมด และอาจขยายวงกว้างไปสู่ทะเลของประเทศเพื่อนบ้าน สร้างปัญหาอย่างหนัก อาจทำให้สัตว์น้ำในทะเลลึกสูญพันธุ์ได้

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ยอมรับปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำของ จ.สมุทรปราการ ระบาดอยู่ในขั้นวิกฤต มีประชาชนแจ้งเข้ามาว่านอกจากพบที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ และ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ แล้ว ยังพบอยู่ในพื้นที่ของ อ.เมืองสมุทรปราการ และที่ ต.เปร็ง อ.บางบ่อ เพิ่มอีก ดังนั้น จึงต้องการให้ความรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกับทุกภาคส่วน จะได้เข้ามาร่วมกันจัดการกับปลาหมอคางดำให้หมดไป

นายสมพรกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องราคาที่รับซื้อตอนนี้มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ภาครัฐช่วยรับซื้อในราคาที่เหมาะสม คือ 15 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้รอคำสั่งอย่างเป็นทางการ และพร้อมดำเนินการในทันที

‘วีระศักดิ์’ ชี้ สิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนการเมือง ย้ำชัด มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกันไม่ได้ ถึงเวลาพังก็พัง

(22 ก.ย. 68) “มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร การขาดสะบั้นลงของความเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพคือตัวที่อันตรายที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน มันทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสารพัดกิจการล้มครืนไปเฉยๆ”

ไม่ใช่คำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมคนใด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นามว่า วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้เคยสร้างผลงานมากมายในยุคที่ทัวริสต์บินมาแลนดิ้ง ณ ราชอาณาจักรไทยแตะ 40 ล้านคน เกินครึ่งของจำนวนประชากรในประเทศ

ทว่า เจ้าตัวย้ำชัดว่า สิ่งสำคัญคือคุณภาพอันนำมาซึ่งมูลค่า ไม่ใช่จำนวนหัว เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมใช้ทรัพยากร ย่อมส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจปฏิเสธ

ตัดภาพมาในวันนี้ วีระศักดิ์ปรากฏตัวบนเวทีมากมาย แน่นอนว่าหาใช่เพื่อไฮด์ปาร์กปราศรัย หากแต่มุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจในบทบาทใหม่ที่เปรียบเหมือน ‘ไลฟ์โค้ชสิ่งแวดล้อม’ กิตติมศักดิ์

เดินสายสร้างความเข้าใจยังหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยโปรไฟล์นักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ ด้วยศักยภาพนักคิดของเด็กสายศิลป์ ที่หันมา ‘อิน’ กับวิทยาศาสตร์

ด้วยประสบการณ์ในตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลากหลาย รัฐมนตรีก็เป็นมาแล้ว สมาชิกวุฒิสภาก็นั่งมาแล้ว กรรมาธิการมากมายก็ร่วมวงมาแล้ว

ข้อมูล เนื้อหา บทวิเคราะห์จึงเข้มข้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นตระหนกตกใจไปพร้อมๆ กัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น การ ‘ตื่นรู้’ คือสิ่งที่อยากเห็น

วันนี้ วีระศักดิ์จึงเดินหน้าสื่อสารสังคมผ่านช่องทางต่างๆ ไม่เพียงบนเวทีที่มีสปอตไลต์ แต่ยังรวมถึงเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อนามสกุลจริง วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org และเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ระบุโปรไฟล์  (ประธาน) สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร อันเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนงานของภาคพลเมืองและภาคประชาสังคม

เห็นพ้องการแก้วิกฤตฝุ่นใหม่ 8 : 3 : 1 คือ วางแผน 8 เดือนล่วงหน้า รับมือ 3 เดือนช่วงเผชิญสถานการณ์ฝุ่น และ 1 เดือนถอดบทเรียน ระหว่างรอ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ หรือ ‘ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …’ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ประกอบด้วยสาระสำคัญทั้งหมด 10 หมวด ครอบคลุมทั้งสิทธิ หน่วยงาน เครื่องมือ-กลไก-มาตรการในการบริหารและทางเศรษฐศาสตร์ การป้องกันจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ กองทุนอากาศสะอาด และบทลงโทษ

ล่าสุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติบรรจุร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 หมาดๆ ชวนให้จับตา ร่วมลุ้นถึงฝันเป็นจริงที่เขยิบใกล้เข้ามาทุกที

“พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทำให้เห็นว่าการเลือกตั้ง ใช้ความสะอาดมาเป็นแคมเปญได้ และชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งล่าสุด ผู้สมัครทั้งที่สังกัดพรรคและไม่สังกัดพรรค ล้วนแล้วแต่ต้องยอมหาเสียงเรื่องฟุตปาธ ซึ่งเป็นมิติด้านสังคม”

ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร ย้อนมองยุทธศาสตร์หาเสียงพ่อเมืองกรุงเทพฯ ต่างยุคสมัย ในห้วงเวลาที่ประเด็นสิ่งแวดล้อม ความสะอาด จนถึงการจัดระเบียบทางเท้าถูกชูขึ้นอย่างโดดเด่นไม่แพ้โปรเจ็กต์ยักษ์ในบางยุค

ท่ามกลาง ‘ดีล’ ลึก ดีลลับ และไม่ลับ มากมายในสมรภูมิการเมืองไทย

วีระศักดิ์ยืนยันว่า สิ่งแวดล้อมดีลไม่ได้ แม้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐเกี่ยวพันกับการเมือง ทว่า ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจต่อรองได้ แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจ

“การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ทุกอย่างเป็น negotiable คือต่อรองได้ ขอแค่รู้เถอะว่าต้องไปคุยกับใคร คุณมีอะไรไปแลกกับเขาหรือยัง

มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร”

ขีดเส้นใต้อีกครั้ง ดังที่กล่าวมาแล้วในบรรทัดแรกของบทสัมภาษณ์

บรรทัดจากนี้ ไม่ใช่คำถาม-คำตอบ หากแต่ร้อยเรียงจากถ้อยคำที่พรั่งพรู พร้อมแววตามุ่งมั่นสื่อสารต่อสังคม ในประเด็นสิ่งแวดล้อมรอบกายที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป

ความหลากหลายชีวภาพขาดสะบั้น สิ่งที่ ‘มหาอำนาจ’ ยังผวา
3 ก้อน 4 คลื่น ปลุกมนุษย์ตื่น

ฝุ่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้การผลักดันและตื่นตัวของภาคประชาสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง สมัยก่อนเวลาพูดถึงเรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมจะมีแค่ 2 เรื่อง 1.รักษาป่าไม้ ลำน้ำ 2.การเกิดมลภาวะ

ทั้งสองเรื่องนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนอยู่ใกล้น้ำ เป็นคนอยู่ป่า จะรู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกัน เชียร์ให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองไม่ได้ทำอะไร สำหรับเรื่องมลพิษส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องแหล่งกำเนิด ซึ่งถูกมองว่าห่างตัว

แม้แต่ขยะก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยใกล้ตัวเท่าไหร่ อะไรที่มันพ้นจากหน้าบ้านตัวเองก็ไม่ต้องสนใจ แต่ในช่วง 10 ปีมานี้ 3 เรื่องของสิ่งแวดล้อมมันได้ขยายตัวและเชื่อมแตะกันเป็น 3 วง ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Triple Planetary crisis

ก้อนที่หนึ่ง คือเรื่องมลพิษ มลภาวะที่มากับอากาศ ซึ่งโดนกันถ้วนหน้า คุณอยู่ที่ไหนมันก็มาถึง และเป็นตัวใหญ่กว่าที่เราเคยรู้จักมา 30-40 ปี ไม่เฉพาะเรื่องฝุ่นแต่รวมถึงขยะด้วย ภูเขาขยะเป็นของแปลกในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่เจอแทบทุกเทศบาลนคร

ก้อนที่สอง เรื่อง Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) คนอาจจะยังไม่รู้สึกมาก กระทั่งความร้อนมันสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นข่าว แม้จะมี Paris Agreement (ความตกลงปารีส-ความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) เราก็ไม่สนใจ จนกระทั่งมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งรู้สึกว่าต้องมีกฎหมายเรื่องนี้เหมือนกัน พยายามทำเรื่องก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้ถูกกีดกันทางการค้า แต่เมื่อทำไปๆ ก็เริ่มเห็นแล้วว่า ทำไปเถอะ

ก้อนที่สาม ที่ปลุกเท่าไหร่ก็ยังไม่ตื่น คือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่มันกำลังขาดสะบั้นลงทีละท่อนๆ และเป็นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจกลัวที่สุด กลัวยิ่งกว่าโลกร้อน แต่โลกเราเจอ 3 ก้อนนี้พร้อมกันโดยไม่มีทางสู้อื่นนอกจากความรู้ เพราะการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ทุกอย่างเป็น negotiable คือต่อรองได้ ขอแค่รู้เถอะว่าต้องไปคุยกับใคร คุณมีอะไรไปแลกกับเขาหรือยัง

มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร

การขาดสะบั้นลงของความเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพคือตัวที่อันตรายที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน มันทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสารพัดกิจการล้มครืนไปเฉยๆ มันจึงเป็นคลื่นลูกที่ 1 ระดับ Global Scale ส่วนคลื่นลูกที่สองใหญ่กว่าคลื่นลูกแรกอีก คือคลื่นความถดถอยทางเศรษฐกิจ คลื่นตัวที่สามคือ Climate Change ใหญ่กว่าคลื่นตัวที่สองและตัวที่หนึ่ง

สำหรับคลื่นตัวที่ 4 คือการขาดสะบั้นลงของชีวภาพ ใหญ่กว่า 3 คลื่นข้างหน้ารวมกัน

นี่เป็นภาพที่ผมคิดว่า ไม่เคยมีมาก่อนเลยที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะได้เห็นสเกลระดับโลกแบบเปรียบเทียบและจินตนาการได้อย่างนี้ เรื่องสิ่งแวดล้อม คุณต่อรองกับใครไม่ได้ คุณจะต้องเปลี่ยนตัวคุณ และพาให้คนอื่นเข้าใจและไปเปลี่ยนตัวเขาเอง เพราะคุณเปลี่ยนใครไม่ได้

ช่องว่างระหว่าง ‘เจน’ โกรธกัน ชังกัน
ไม่ได้ยินเสียงกันและกัน
เหตุเกิดเพราะ ‘สิ่งแวดล้อม’?

เจน Z ไม่รับเลยกับเจน X และก่อนหน้า เขารู้สึกว่าพวกเธอเป็นกลุ่มทำลายสิ่งแวดล้อม ทำไมฉันถึงถูกพวกเธอแย่งงานไปหมดแล้ว พวกเธอแย่งทรัพยากรไปครอบครองฉันจะหาที่ดินสักชิ้นหาไม่ได้ อย่างมากฉันก็ได้แค่ครองอพาร์ตเมนต์ นี่คือเรื่องของเจเนอเรชั่นแกป (generation gap-ช่องว่างระหว่างวัย) ถามว่าเจเนอเรชั่นแกป เกิดจากอะไร ตอบเลยว่า เกิดจากสิ่งแวดล้อม เพราะเจเนอเรชั่น รุ่น BUILDER จนถึง Gen x ได้ใช้มันไปจนเกือบหมดแล้ว

เจเนอเรชั่นหลัง Gen y เลือกว่าฉันไม่เอาอนาคตแล้ว ฉันใช้ทุกวันนี้ให้สุดทางไปเลย เป็นไงเป็นกัน ยังไงพวกเธอก็ไม่เหลือทรัพยากร ไม่เหลือกลไกทางสิ่งแวดล้อมไว้เผื่อพวกฉัน นี่ขนาดเป็นธรรมชาติ ถ้าเป็นเงินตราและอื่นๆ ไม่มีอะไรได้ครองเลย เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นความโกรธและชังกันเองในชาติ ในทุกๆ ชาติ ในญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน ในเอเชียเป็น อเมริกา ยุโรปก็เป็น

เจนต่างๆ มีฐานความรู้ต่าง ฐานทรัพยากรต่าง และต่างก็อยู่ใน echo chamber ของตนเอง ไม่ได้ยินเสียงกันและกัน เริ่มไม่เห็นใจกันและกัน แล้วก็เริ่มไม่สามัคคีกันโดยไม่ตั้งใจ แม้แต่ในครอบครัว

นักท่องเที่ยว อย่าเน้นจำนวนหัว
‘ถ้าคุณภาพมี เดี๋ยวมูลค่าก็มาเอง’

ประเทศไทยเรามีสงครามสีทางการเมืองต่อเนื่อง 20 ปี โดยใน พ.ศ.2545 เริ่มมีการปรับปรุงกระทรวง กรม แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิด ต่อมาในปี 2547 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีความต้องการตั้งกระทรวงใหม่ 6 กระทรวง ตอนนั้นทุกคนคิดว่ามันน่าสนใจมาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าออกมาดีหรือเปล่า

หนึ่งในนั้น คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังไม่มีใครเห็นเลยว่าท่องเที่ยวและกีฬามันจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหญ่ ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวไม่ถึง 8-9 ล้านคนต่อปี แล้ววันหนึ่งในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีสมัยที่ 3 แตะไปที่ 40 ล้านคน

และนักท่องเที่ยวก็สร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อม ดังนั้น ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีจึงขุดวิธีคิดใหม่ว่าอย่าไปยุ่งกับจำนวนหัวมากนัก ให้สนใจเรื่องคุณค่า พอเป็นเรื่องคุณค่าแล้วเราจะสนใจเรื่องคุณภาพ ถ้าคุณภาพมี เดี๋ยวมูลค่ามันตามขึ้นมาได้เอง อย่าเอามูลค่าเป็นที่ตั้ง เลยเป็นที่มาว่าทำไมถึงมาทำเรื่องท่องเที่ยว ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ เมื่อปี 2018 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 35 ล้าน ผมไปรับที่สนามบินด้วยตัวเอง เพื่อบอกกับคนไทยว่า บัดนี้เรามีต่างชาติเข้ามาครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรไทย เราไม่ได้มีทรัพยากรที่แบ่งใช้ 70 ล้านแล้วนะ แต่ต้องแบ่งครึ่งเท่าตัว

อีก 1 ปีต่อมาผมไปรับอีก 40 ล้านคน คราวนี้เป็นชาวจีน การบริหารความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรคือสิ่งสำคัญ พอพ้นจากรัฐมนตรีท่องเที่ยว ผมถูกขอให้เป็นกรรมาธิการทางด้านกีฬา จากนั้นเขาก็อยากจะสร้างกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจน นั่งมาครบปี ผมเห็นว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม เลยย้ายมาอยู่ที่กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและอยู่ยาวจนจบ ได้สนทนากับใครต่อใคร เลยเห็นว่าปัญหามันใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คิด

แนะจ้องมลภาวะโลกร้อน ‘ชุดใหม่’
แก้ปมขยะ ทำน้ำให้ใส ‘มันช้าไปแล้ว’

ในอดีตเราทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหา 15 ปีก่อน คุณจะกลับไปแก้ปัญหาขยะ ทำให้น้ำใส มันช้าไปแล้ว คุณจะต้องมองไปถึง Climate Change pollution ชุดใหม่

ตอนที่ผมเพิ่งมา ไมโครพลาสติกมันเพิ่งเป็นประเด็น และมันก็ก้าวไปสู่การที่ไมโครพลาสติกอยู่ในห่วงโซ่อาหาร อยู่ในน้ำนมแม่ อยู่ในสมองมนุษย์ มนุษย์บริโภคพลาสติกต่อปีรวมกันเท่ากับ 1 บัตรเครดิต

ผมเห็นว่าเรามาเรียนรู้เรื่องนี้แล้วใช้ความรู้ในอดีตที่ทำงานการเมืองอย่างยาวนานมาสื่อสารสังคมดีกว่า เมื่อเราสื่อสาร เรารู้แล้วว่าเรารู้มากขึ้น เรายังสื่อสารข้ามเจเนอเรชั่นได้สำเร็จ นี่แหละครับหัวใจใหญ่ ผมคงไม่เปลี่ยนฟีลแล้ว ฟีลสิ่งแวดล้อมจะเป็นฟีลหลัก ทำให้ผมกลับมาจับทิศทางหนึ่ง นั่นคือกฎหมาย สอง วิทยาศาสตร์ที่ผมไม่ได้เรียน ผมเป็นเด็กสายศิลป์ แต่เมื่อเข้าใจมันแล้ว พอได้จับแล้ว โอ้โห! วิทยาศาสตร์นี่มันดีจริงๆ

การบรรยายตามที่ต่าง ๆ ผมจะไล่ทีละขั้น ผมมาเพื่อสร้างความน่าสนใจ เพราะคุณจะไปศึกษาเองต่อ แล้วคุณถึงจะเริ่มเข้าใจ คุณถึงจะมีแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจมาจากคุณไม่ใช่ผม แล้วคุณจะเข้าใจด้วยตนเอง แล้วคุณเริ่มตั้งใจที่จะทำมัน นั่นต้องมีปริมาณมากขนาดนั้นในเชิงผู้บริโภคจึงเปลี่ยนแปลงในทิศทางใหม่ได้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมายที่ทำนโยบายต่างๆ ควรทำมากกว่า Speaker คือยังคงเชื่อมเกี่ยวกับผู้มีอำนาจต่อไป เพราะพบว่าอำนาจมันไปสั่งเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ผู้บริโภค มันไปสั่งผู้ผลิต

ปราสาทโครงสร้างแปลก เสาผุ เสาเอน เสาเอียง ไม่มีใครเบรกไหว ต้องใช้ ‘ฐาน’ คือ ‘สิ่งแวดล้อม’

อะไรคือฐานที่คนจะต้องรักษาไว้ให้ได้ โครงสร้างปราสาทแปลกๆ กี่รุ่นต่อกี่รุ่นวันนี้หยุดไม่ได้อีกแล้ว เสาที่เราต่างเคยใช้ค้ำยันความเป็นรัฐชาติมันผุลงแล้ว เสาที่เราเรียกว่าราชการ เสาที่เราเรียกว่ากฎหมาย เสาที่เราเรียกว่ากระบวนการยุติธรรม เสาการเมือง ก็ผุไปหมดเลย ยังไม่พังแต่มันผุ มันเอน มันเอียงไปหมดแล้ว ถ้าร่วงลงมาก็คงไม่มีใครเบรกไหว อะไรล่ะที่จะทำให้ฐานมันอยู่ได้ คำตอบคือ ความเป็นธรรมพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นฐานสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน

เรนบอมบ์ ‘ระเบิดฝน’ แล้ง-ท่วมมาคู่ ยุคแห่งการ (ต้อง) ตื่นรู้ The Great Extinction สิ่งมีชีวิตอื่นคงรอด แต่มนุษย์ไม่รอด?

เดี๋ยวนี้เราจะเห็นคนกลับมาดูสารคดีบีบีซี เรื่องแมวน้ำ เพนกวิน พะยูน ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เพนกวินชุดแรกติดหวัดนกตาย ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะแค่สงสารเพนกวิน แต่คำถามคือ อุณหภูมิมันอุ่นขึ้นจนพาหะพาเชื้อโรคเข้าไปได้ใช่ไหม เชื้อโรคสามารถอยู่ได้ในจุดที่มันไม่ควรมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันหมีขาวตัวแรกของโลกก็ติดหวัดนกตาย ธรรมชาติของโลกได้แบ่ง 2 ตัวนี้เอาไว้คนละขั้ว ขั้วโลกเหนือเท่านั้นที่มีหมี ขั้วโลกใต้เท่านั้นที่มีเพนกวิน แต่ติดไข้หวัดนกปีเดียวกัน เดือนเดียวกัน มันบอกอะไรเรา

เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าแล้งกับท่วมมันจะมาคู่กันได้อย่างไร ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าหลายพื้นที่ท่วมแหลกลาญ แล้วไม่มีน้ำเหลือให้ใช้เลย เพราะกลายเป็น Rain Bomb (ระเบิดฝน) ความชื้นกองขึ้นไปบนฟ้า แล้วหนาแน่นมากจนกระทั่งการเคลื่อนตัวของลมอาจจะยังไม่สามารถพามันส่งเข้าไปลึกๆ ในแผ่นทวีปได้ พวกข้างในไม่ต้องพูดถึง มันต้องแห้งตาย แต่พวกอยู่หน้าฝั่งจะโดน Rain Bomb และอยู่ดีๆ มันก็จะหายวับไปกับตา นี่คือสภาพใหม่ The Great Extinction คือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เรากลายเป็นมนุษย์เจเนอเรชั่นแรกที่กำลังจะเจอสิ่งนี้ โลกรอด สิ่งมีชีวิตอีกหลายตัวก็คงจะรอด แต่เราไม่รอด นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเป็นศาสดาใดก็ไม่เคยพิสูจน์ว่าวิธีของท่านคือทางรอดหรือไม่ มันจึงเป็นยุคแห่งการต้องตื่นรู้ให้ได้ ให้ทัน มันจึงน่าตื่นเต้นและน่าตื่นตระหนกไปพร้อมกัน

พูดถึง แต่ไม่เข้าใจ จึงไร้ ‘รีแอ๊กชั่น’ จี้ปฏิรูปการเรียนรู้ สร้าง ‘อินฟลูฯ’ สื่อสารสังคม

เรื่องสิ่งแวดล้อม เราพูดถึงแต่เราไม่เข้าใจเราจึงไม่มีรีแอ๊กชั่น ผมเลยไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษา Bangkok Climate action week ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เราไม่ได้หวังว่าการจัด action week จะเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่อย่างน้อยได้เริ่มต้นจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในความมืด มันสว่างนะ แล้วก็พยายามอย่าให้เทียนดับ

หลักการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง คือการปฏิรูปการเรียนรู้ การสร้างนักสื่อสารสังคม เพราะมีคนตามเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ขณะที่ครูสอนทั้งเทอมอาจจะได้เด็ก 40-50 คน เรามาสร้างคนเหล่านั้นให้เป็นอินฟลูฯที่เกี่ยวกับชีวิต เพราะชีวิตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของมันเอง เราควรสร้างไลฟ์โค้ชที่สอดแทรกเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อเป็นปุ๋ย ให้กับคนฟัง เพื่อให้เธอไปใช้ให้เหมาะกับดินของเธอ แล้วเธอจะรู้สึกว่า ไม่แค่เธอดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น มันเป็นเรื่องของการให้แผนที่และเข็มทิศไปด้วย

ผมมีโอกาสพบกับนางงาม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ นางสาวไทย เขาบอกให้ช่วยบรีฟให้หน่อย ผมจะวางงานทุกงานเลย เพราะเขาจะไปเจอคนมากกว่าผมและหลากหลายวงการ คนจะตั้งใจฟังเขามาก เพราะเขาจะขมวดให้สั้นและเร็วที่สุด ผมบอกน้องๆ เลยว่า จะไม่มีมิส ที่พูดเรื่องฟาสต์แฟชั่น เพราะทุกคนมองมาที่คุณในฐานะแฟชั่นนิสต้า แต่คุณกำลังพูดเรื่องที่กำลังต่อสู้กับฟาสต์แฟชั่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้สอย มันจะน่าสนใจมากเลย แล้วคุณจะสามารถสวยได้จากวิธีคิด วิธีแต่งกาย และการรณรงค์ ซึ่งเมื่อก่อนนางงามต้องรักเด็กอย่างเดียว

ฝันสวนกระแส สนทนาวิทย์อย่างมีศิลป์

ผมอยากเห็นคนขวนขวายด้านสิ่งแวดล้อมมาสนทนากันตามวงต่างๆ วันนี้เราได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้ tiktok รายใหญ่ที่สุดของเอเชีย อันดับ 2 ของโลก มันเป็นไปได้อย่างไร แสดงว่าเราบริโภคมาก แต่เป็นการบริโภคสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงโลกและยังไหลไปกับกระแสที่ไม่ควรจะไหล

ความฝันที่อยากจะให้เกิดขึ้นก็คือ เราอยากสวนกระแสนั้นแล้วมาสนทนาในสิ่งที่มัน non-negotiable (ต่อรองไม่ได้) คือเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของโลกโดยมีศิลปะ อยากเห็นคนมีศิลปะในเรื่องแบบนี้
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top