Wednesday, 21 October 2026
ย้ายฐานผลิต

บีโอไอ’ เผย อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ ปม ‘อีซูซุ’ ย้ายฐานผลิตไปอินโดฯ ยัน!! ยังไม่ชัดเจน ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบริษัทแม่ก่อน

วันที่ (8 มิ.ย. 66) กรณีค่ายรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ‘อีซูซุมอเตอร์’ มีแผนจะย้ายการผลิตรถยนต์ จากโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศไทย ไปยังประเทศอินโดนีเซีย โดยจะเริ่มการผลิตอย่างเร็วที่สุดในปี 2567 นั้น ล่าสุดได้มีการสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไปยัง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า 

จากกรณีข่าวการย้ายฐานการผลิตของ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บีโอไอกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนไปยังบริษัทแม่ของอีซูซุมอเตอร์ว่า กรณีนี้เป็นจริงหรือไม่อย่างไร แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทในไทยยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว 

“ตอนนี้ต้องรอเช็กข้อมูลให้แน่ใจก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะทางอีซูซุในไทยก็ยังไม่ทราบเรื่อง และคงต้องสอบถามไปยังบริษัทแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น และหากมีความคืบหน้าจะแจ้งข้อมูลมาอีกครั้ง” นายนฤตม์ ระบุ

เลขาธิการ บีโอไอ ยอมรับว่า ปัจจุบันบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และที่ผ่านมาก็ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลได้ไปแล้ว โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์การลงทุนเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์บรรทุกและรถยนต์กระบะในประเทศไทย

สำหรับกรณีกระแสข่าวการย้ายการลงทุนของ ‘อีซูซุมอเตอร์’ ที่ผ่านมา เนื่องจากนายอากัส กูมิวัง คาร์ตาซัสมิตา รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย ได้แถลงข่าวภายหลังพบหารือกับคณะผู้บริหารของบริษัทอีซูซุที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 6 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย ระบุว่า บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น มีแผนจะโยกย้ายการผลิตรถยนต์บางส่วนจากโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศไทย ไปยังอินโดนีเซีย โดยจะเริ่มการผลิตอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า ซึ่งอินโดนีเซียยินดีกับการตัดสินใจดังกล่าว และจะมอบสิทธิประโยชน์พร้อมให้การสนับสนุนการย้ายฐานการผลิต

ปัจจุบัน บริษัท อีซูซุมอเตอร์ มีโรงงานผลิตรถยนต์ 2 แห่งในประเทศไทย ที่จังหวัดสมุทรปราการและฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์รวมกัน 385,000 คันต่อปี และมีการจ้างงานพนักงานประมาณ 6,000 คน ส่วนในอินโดนีเซีย อีซูซุมีโรงงานผลิตรถยนต์ 1 แห่งที่เมืองคาราวัง

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายค่าย อาทิ ฮอนด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ และอินโดนีเซียกำลังผลักดันตนเองให้ก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีวัตถุดิบในด้านดังกล่าวจำนวนมาก

Nidec ญี่ปุ่นจ่อปิดโรงงานปอยเปต!! ย้ายผลิตไทยรับมือปิดด่าน หลังมาตรการปิดด่านกระทบซัพพลายเชน ค่าขนส่งเพิ่มหลายสิบเท่า แรงงานกัมพูชาพบผลกระทบหนัก

Nidec ของญี่ปุ่น ปิดโรงงานในกัมพูชาเดือนตุลาคมนี้ และจะย้ายการผลิตมาไทย หลัง “ไทยใจแข็ง” ไร้วี่แววเปิดด่านชายแดน

ผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา เริ่มสะเทือนไปถึงฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ Nidec (นิเด็ค) ผู้ผลิตมอเตอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ตัดสินใจ ยุติการผลิตในกัมพูชา ปิดโรงงานที่เมืองปอยเปตในวันที่ 22 ตุลาคม และย้ายงานผลิตมายังฐานเดิมของบริษัทในประเทศไทย
โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2012 มีพนักงาน 724 คน ผลิตชิ้นส่วนหล่อโลหะสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูง รวมถึงชิ้นส่วนมอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โดยโมเดลธุรกิจตั้งแต่แรกอาศัยข้อได้เปรียบสำคัญของปอยเปต คือ ค่าแรงในกัมพูชาที่ต่ำกว่า แต่สามารถผลิตสินค้าแล้วขนส่งข้ามแดนเข้าสู่ฐานการผลิตของ Nidec ในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

แต่ความได้เปรียบนั้นหายไปทันทีเมื่อเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน และไทยยังคง ยึดมาตรการ "ปิดด่านชายแดน" โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่ยังไม่มีแนวโน้มชัดเจนว่าการขนส่งทางบกระหว่างสองประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใด Nidec จึงประเมินว่าไม่สามารถรักษาระบบห่วงโซ่อุปทานเดิมเอาไว้ได้อีกต่อไป และตัดสินใจถอนการผลิตออกจากกัมพูชา

ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า กำลังการผลิตที่กัมพูชาสูญเสียไปกำลังไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย เพราะ Nidec มีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้วในไทย รวมถึงโรงงานด้าน Die-casting ที่ บ่อวินและปิ่นทอง ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูงเช่นเดียวกัน

ขณะที่กระทรวงแรงงานกัมพูชาระบุว่า การปิดชายแดนทำให้การขนส่งสินค้าจากพื้นที่ "บันเตียเมียนเจย" ซึ่งเดิมใช้เวลาเพียง 1–2 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อม บางกรณีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นถึง หลายสิบเท่า ประกอบกับคำสั่งซื้อที่ลดลง จนปีนี้มีโรงงานในพื้นที่ปิดหรือประกาศปิดแล้วอย่างน้อย 3 แห่ง กระทบแรงงานรวมเกือบ 4,000 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากคนไทยบางส่วน ชาวกัมพูชา รวมถึงเสียงจากต่างประเทศ ให้ไทยผ่อนคลายหรือเปิดด่านชายแดน แต่ไทยยังคงยืนกรานมาตรการชายแดนโดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง และผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางส่วนตามมาโดยปริยาย — กรณีของ Nidec เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อกำลังการผลิตที่เคยอยู่ในปอยเปต กำลังถูกย้ายเข้ามายังประเทศไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402284702059886/?rdid=xI5BSeqwcPUivmZD#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top