Monday, 14 September 2026
ยูเออี

UAE จ่อเทนกเหล็กสหรัฐฯ!! ประท้วงเงื่อนไขเข้มงวด พร้อมเบี่ยงแผนจัดซื้อเครื่องบินรบจากจีนแทน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดเผยในวันพุธ (23 ก.พ.) มีแผนซื้อเครื่องบินรบ L15 ของจีนจำนวนกว่า 10 ลำ ในขณะที่พวกเขากำลังหาทางเพิ่มแสนยานุภาพในการป้องกันตนเอง หลังเผชิญการโจมตีของพวกกบฏฮูตีครั้งแล้วครั้งเล่า

ในเดือนธันวาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขู่ฉีกทิ้งข้อตกลงจัดซื้อฝูงบินรบ F-35 ของสหรัฐฯ มูลค่ามหาศาล ประท้วงเงื่อนไขที่เข้มงวดต่างๆ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับจีนของวอชิงตัน

ตามรายงานของสำนักข่าว WAM สื่อมวลชนแห่งรัฐ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า พวกเขามีความตั้งใจลงนามในสัญญากับไชนา เนชันแนล แอโร-เทคโนโลยี อิมพอร์ท แอนด์ เอ็กซ์พอร์ม คอร์ปอเรชัน (CATIC) ในการจัดซื้อเครื่องบินรบเบา L15 จำนวน 12 ลำ พร้อมออปชันซื้อเครื่องบินรุ่นเดียวกันเพิ่มเติมอีก 36 ลำ

"เรามาถึงขั้นสุดท้ายในการเจรจากับฝ่ายจีน สัญญาขั้นสุดท้ายจะมีการลงนามเร็วๆ นี้" สำนักข่าว WAM รายงานโดยอ้างคำสัมภาษณ์ของ ทาเรก อัล-โฮซานี ซีอีโอของ Tawazun Economic Council องค์การจัดซื้อด้านกลาโหมและความมั่นคง ให้แก่กองทัพและตำรวจยูเออี

ไม่มีการเปิดเผยมูลค่าของข้อตกลงในครั้งนี้

Tawazun Economic Council กำลังเสาะแสวงหาหนทางพัฒนาศักยภาพด้านป้องกันตนเองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมุ่งหวังบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่พวกเขาให้ความสำคัญลำดับต้นๆ สำนักข่าว WAMระบุ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังไม่สามารถปิดข้อตกลงซื้อขายอาวุธมูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในนั้นรวมไปถึงฝูงบินรบ F-35

สมาชิกจากพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน พยายามหาทางหยุดการขาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยอ้างถึงบทบาททางทหารของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อสงครามกลางเมืองเยเมน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังมีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการเข้ามาพัวพันของจีนกับชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ แห่งนี้

ยูเออีถอนตัว OPEC ยูเออีประกาศถอน OPEC และ OPEC+ กระทบเอกภาพกลุ่มน้ำมันในตะวันออกกลาง เผยไม่ต้องหารือซาอุดีอาระเบียก่อน ผลสะเทือนถึงราคาน้ำมันโลกและภูมิรัฐศาสตร์

ยูเออีประกาศถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะ Saudi Arabia ที่เป็นผู้นำโดยพฤตินัย

การถอนตัวของยูเออี ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC มายาวนาน อาจทำให้เอกภาพของกลุ่มอ่อนแอลง และเพิ่มความไม่เป็นระเบียบภายในกลุ่ม ที่ก่อนหน้านี้พยายามแสดงจุดยืนร่วมกัน แม้จะมีความขัดแย้งทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และโควตาการผลิต

"ซูเฮล โมฮาเหม็ด อัล-มาซรูอี" (Suhail Mohamed al-Mazrouei) รัฐมนตรีพลังงานยูเออี เปิดเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำว่า การตัดสินใจของ UAE ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องหารือกับประเทศอื่น รวมถึงซาอุดีอาระเบีย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากยูเออี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค แสดงความไม่พอใจต่อประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ “ยังทำได่ไม่เพียงพอ” ในการปกป้องยูเออีจากการโจมตีของอิหร่านในช่วงสงครามที่ผ่านมา

Anwar Gargash ที่ปรึกษาของประธานาธิบดียูเออี กล่าววิจารณ์

ประเทศในกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC - มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกลุ่ม) ให้การสนับสนุนเพียงด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร “อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์”

แม้รัฐมนตรีพลังงานยูเออีจะกล่าวว่า การถอนตัวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลไปก่อนแล้ว แต่ในเชิงการเมือง ถือเป็นชัยชนะของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่วิจารณ์ OPEC มาตลอด ว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง

ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐต่อประเทศอ่าว เข้ากับประเด็นราคาน้ำมัน โดยกล่าวว่าประเทศเหล่านี้ “ใช้ประโยชน์” จากการคุ้มครองดังกล่าวเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1282603994027958/?rdid=vUrfAwjLBIr8vnYf#

UAE–อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์-เพื่อนบ้าน!! หันมาจับมืออิหร่านกลางวิกฤติสงคราม ประธานาธิบดีอิหร่านเผยพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ หลังกระแสตึงเครียดยาวนานในอ่าวเปอร์เซีย

พึ่งพาสหรัฐฯ ไม่ได้! UAE หันจูบปากอิหร่าน หยอดคำหวานเป็นพี่น้องกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่าน ซึ่งความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดี จากการเปิดเผยของประธานาธิบดีอิหร่านในวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 69) พร้อมระบุทั้ง 2 ชาติต้องการเปลี่ยนหน้าประวิติศาสตร์ของสงคราม

"เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามและมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย เราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์กับเจ้าชายอาบูดาบี" มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว หนึ่งวันหลังจากพบปะกับ เจ้าชายชีค คาเลด บิน โมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ในอินเดีย รอบนอกการประชุมกลุ่มบริกส์

"เราเห็นพ้องกันว่าเราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ มองไปยังอนาคตและสร้างอนาคตร่วมกัน" ผู้นำอิหร่านกล่าว

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโหมกระพือสงครามในตะวันออกกลาง ทางอิหร่านแก้แค้นด้วยการโจมตีบรรดาพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดนเล่นงานหนักหน่วงที่สุด ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยูอีเอตอบโต้ด้วยการระงับการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการเงินกับอิหร่าน

ขณะที่ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านที่มีรากฐานมาอย่างยาวนาน และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดระหว่างอิหร่านกับยูเออี นับตั้งแต่ภูมิภาคแห่งนี้ถลำเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ตามหลังสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีแก้แค้นเล่นงานฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาในบรรดาชาติอ่าวเปอร์เซีย ในนั้นรวมถึงยูเออี

"เราไม่มีปัญหาอะไรกับยูเออี เราไม่มีปัญหากับชาติไหน ๆ ในภูมิภาค เรามีปัญหากับฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศของเรา" เปเซชเคียนกล่าว และว่า "ยูเออีและประเทศอื่นๆในภูมิภาค คือพี่น้องของเรา เราใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันมาเป็นเวลานานและเรามีการค้า เราสนับสนุนกันและกัน"

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000089704

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685753970223740&id=100063674585845&rdid=Z75wPnlIIPmebxDO#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top