Friday, 5 June 2026
ยุติธรรม

นายกฯ แจ้งข่าวดี แก้หนี้ครัวเรือนคืบหน้า ช่วยกลุ่มเปราะบางได้รับความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 65 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า...

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ ผมมีข่าวดี ที่เป็นความคืบหน้า สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลได้ประกาศให้ปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน” โดยล่าสุดก็ได้มีการกำหนดให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์/รถจักรยานยนต์ คิดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) แบบ "ลดต้น ลดดอก" ซึ่งจะต้องคิดดอกเบี้ยจาก "เงินต้นคงเหลือ" ในแต่ละงวด ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยแบบ "เงินต้นคงที่" (Flat rate) แบบเดิม ที่ทำให้ลูกค้า/ผู้ที่เช่าซื้อเสียเปรียบบริษัทเช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง

นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อใหม่ ได้แก่ (1) รถยนต์ใหม่ : คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (2) รถยนต์ใช้แล้ว : คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี (3) รถจักรยานยนต์ : คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 23% ต่อปี และสำหรับผู้ที่สามารถปิดบัญชีได้ก่อน ก็จะต้องให้ "ส่วนลด" กับผู้เช่าซื้อด้วย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 90 วัน ภายหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว (หรือวันที่ 11 มกราคม 2566) ครับ

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและพยายามช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มีหนี้สินติดตัว ให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น ผลักดันให้การเปลี่ยน "ฐานคำนวณดอกเบี้ย" จากเดิมที่คิดดอกเบี้ยจากยอด "เงินต้นคงค้างทั้งหมด" มาเป็นการคิดดอกเบี้ยจาก "เงินต้นเฉพาะเดือนที่ผิดนัดชำระ" เท่านั้น หลักการนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การคิดดอกเบี้ยในประเทศไทย เป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนที่เป็นหนี้ ขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะบรรดาเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา มนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ ที่มีความจำเป็นจะต้องกู้หนี้ยืมสิน เพื่อมาใช้ดำรงชีวิต และเพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพ ตลอดจนกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้ชำระดอกเบี้ยลดลงอีกด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัด "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขหนี้ครัวเรือนให้ประชาชน เราได้เดินสายไปทุกจังหวัด ทั่วประเทศ สามารถลดปัญหาหนี้สินประชาชนได้ กว่า 200,000 ราย มูลหนี้มากกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน-ลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการเก็บตกและต่อยอด จึงจัดให้มี "มหกรรมร่วมใจแก้หนี้" เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ที่รายได้ยังไม่กลับมาเต็มที่ และอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งภายหลังจากดำเนินการมาได้ 2 สัปดาห์ ณ 14 ตุลาคม 2565 มีคำขอแก้หนี้เข้ามาแล้ว 158,539 รายการ จากลูกหนี้ 62,595 ราย เฉลี่ยคนละ 2-3 รายการ ส่วนใหญ่เป็นบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น

25 มีนาคม 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรม เปิดระบบยุติธรรมทันสมัย ยกระดับมาตรฐานสากลยอมรับ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434 คือวันที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยสู่ความทันสมัยและเป็นระบบเดียวที่เชื่อถือได้

ในยุคนั้น ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะการจัดระเบียบราชการและระบบยุติธรรมที่กระจัดกระจายและไม่เป็นเอกภาพ การมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงยุติธรรมช่วยสร้างเอกภาพในการบริหาร ควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากอำนาจชาติตะวันตก ผ่านระบบสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่จำกัดอำนาจศาลไทย ทำให้ไทยต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและเป็นสากลของระบบศาล เพื่อรักษาอธิปไตยและสิทธิของชาติบนเวทีโลก ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ

ด้วยการรวมศูนย์การบริหารคดีและระบบศาล ก่อให้เกิดมาตรฐานที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ลดความคลุมเครือในการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ภารกิจของกระทรวงยังช่วยวางรากฐานให้การปรับปรุงกฎหมายและระบบการปกครองทันต่อสภาพสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น วันที่ 25 มีนาคม 2434 จึงไม่ใช่เพียงวันที่ก่อตั้งหน่วยงานราชการ แต่เป็นวันประกาศชัดว่า "ความยุติธรรมต้องเป็นระบบ" เป็นโครงสร้างสำคัญของชาติและเครื่องมือปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมภายในประเทศ และคงไว้ซึ่งอธิปไตยท่ามกลางแรงกดดันภายนอก

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal/oct/oct23_ck_index_6.html

https://th.wikipedia.org/wiki/กระทรวงยุติธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top