Thursday, 4 June 2026
ยง_ภู่วรวรรณ

'หมอยง' ชี้!! สถานการณ์โควิดดีขึ้น เชื่อ!! จะเริ่มน้อยลงตั้งแต่วันนี้

(19 ก.ย. 65) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า... โควิด-19 สถานการณ์ของโรคดีขึ้นโดยตลอด

เราได้เห็นแล้วว่าสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ดีขึ้นมาโดยตลอด จากการประเมินในภาพรวม มีผู้ได้รับวัคซีนไปแล้ว 2 เข็ม ร้อยละ 80, 3 เข็มกว่าร้อยละ 40 และจากข้อมูลที่เรามียังประเมินได้ว่า มีผู้ติดเชื้อไปแล้วประมาณร้อยละ 70 เมื่อรวมเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าประชากรส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากการฉีดวัคซีน หรือติดเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

เราก็ยังอยากให้กลุ่มเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงอย่างน้อย 1 อย่าง ควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 4 เข็ม ผู้ที่แข็งแรงดีอายุไม่เกิน 60 ปี ควรได้อย่างน้อย 3 เข็ม  

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้แนวโน้มของโรคดีขึ้น หมายถึงตลอด โรคเข้าสู่ประจำฤดูกาล จะเริ่มน้อยลงตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี และจะไปพบสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่สูงไม่มาก ในช่วงฤดูหนาว หลังปีใหม่ถึงเดือนมีนาคม ก็ลดลง และจะไปขึ้นอีกครั้งในเดือนมิถุนายนปีหน้าถึงเดือนกันยายนอีก แต่จะน้อยกว่าปีนี้ และทุกคนก็จะปรับตัวได้แล้ว สภาพทุกอย่างจะเหมือนกับไข้หวัดใหญ่

‘หมอยง’ กางข้อมูล วัคซีนโควิด-19 ทุกยี่ห้อ ประสิทธิภาพพอๆ กัน ‘ลดป่วยหนัก-เสียชีวิต’ แต่ไม่มียี่ห้อไหน ‘ป้องกันการติดเชื้อ’

(7 ธ.ค. 66) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ โพสต์รูปพร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก เรื่อง ‘โควิด-19 บทสรุปขององค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับโควิด 19 วัคซีน’ ระบุว่า…

“เป็นไปตามคาดและอย่างที่เคยเสนอเรื่องโควิด-19 วัคซีนมาโดยตลอด วัคซีนโควิด-19 ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ลดความรุนแรงของโรคได้ รวมทั้ง ลดการเสียชีวิตลงได้ และไม่มีความแตกต่างของชนิดวัคซีน ดังที่คนจำนวนมากเคยคิด และใฝ่ฝันอยากได้วัคซีนเทพ ประชากรส่วนใหญ่ติดเชื้อไปเป็นจำนวนมากน่าจะถึงร้อยละ 90 แล้ว โรคก็ได้ลดความรุนแรงลง จากตัวไวรัสเองด้วย จนปัจจุบันเห็นได้ชัดเจน อัตราผู้เสียชีวิตน่าจะเท่า ๆ กับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ในปีแรก ขณะนี้สัปดาห์ละ 1-3 คน

บทสรุปขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับโควิด-19 วัคซีน ธันวาคม 2566

1.ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน แนะนำให้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม

2.ผู้ที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นแล้วโรคจะรุนแรง เช่นสูงอายุ มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำ สตรีตั้งครรภ์ ควรได้รับวัคซีน ซ้ำอีก 1 ครั้งห่างจากเข็มสุดท้าย 6-12 เดือน

3.เด็กปกติแข็งแรงอายุ 6 เดือนถึง 17 ปี ถือว่าอยู่ในกลุ่มลำดับสำคัญต่ำ (low priority) ในการได้รับวัคซีน

4.เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลย ควรได้รับวัคซีน 1 เข็ม

5 ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะบอกว่า โควิดวัคซีนต้องให้ประจำทุกปีต่อ ๆ ไปหรือเป็นวัคซีนประจำปี อย่างไข้หวัดใหญ่ คงต้องรอข้อมูลการศึกษาต่อไป จึงจะให้คำแนะนำต่อ

ข้อมูลรายละเอียดอ่านได้จากบทความ องค์การอนามัยโลก และสรุปที่แสดงในตารางดังรูป

‘หมอยง’ ย้ำไม่ต้องตื่นตระหนก!! ชี้โควิดสิงคโปร์ไม่น่ากระทบไทย เหตุสายพันธุ์ NB.1.8.1 ไทยเคยระบาดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญชี้คนไทยมีภูมิแล้ว เน้นป้องกันพื้นฐานแทนตื่นตระหนก

โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่

มีข่าวเผยแพร่ว่าโควิด 19 กำลังระบาดอย่างมากที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1

สายพันธุ์นี้ระบาดอย่างมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงหลังสงกรานต์ปีที่แล้ว จนถึงตลอดฤดูฝน และเริ่มมาลดลง ปลายปี มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทำไมสิงคโปร์จึงระบาดด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 เพราะในปัจจุบันทั่วโลกสายพันธุ์ได้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว จนถึง อักษร R โดยเฉพาะ RV.1 อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น และประชากรส่วนใหญ่ก็มีภูมิคุ้มกันเก่าอยู่แล้ว ดังนั้นสายพันธุ์ของสิงคโปร์จึงไม่น่าจะมีผลกับประเทศไทย เพราะเราเคยระบาดมาแล้ว

การระบาดในสิงคโปร์เป็นการระบาดประจำฤดูกาล ถ้ามองย้อนกลับไปในทุกปี สิงคโปร์ก็จะมีโควิด 19 ระบาดมากในช่วงเดือนนี้อยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย  2 ปีที่ผ่านมาการระบาดของโควิด 19 เห็นได้ชัดเจนจะระบาดหลังสงกรานต์ตั้งแต่ปลายเมษายนเป็นต้นไปและขึ้นสูงมากในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนหลังจากนั้นก็จะเริ่มค่อยๆลดลงในเดือนสิงหาคม และพบได้ประปรายมาโดยตลอด

ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย จากรูปทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในสิงคโปร์ NB.1.8.1 ได้ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงต้นปี และได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว ดังแสดงในรูป สายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนี้จึงไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์นี้ 

แต่ในปีนี้เป็นที่ผิดสังเกต อาจจะด้วยอากาศที่ร้อนมาก สงกรานต์ก็เล่นกันปกติ มีประชากรจำนวนมากออกมาเล่นน้ำกัน แต่หลังสงกรานต์กลับไม่พบมีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  โควิด 19 เพิ่งจะเริ่มพบมากในช่วงนี้และจะมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะเป็นช่วงนักเรียนเปิดเทอม นักเรียนจะเป็นตัวเร่งขยายจำนวนโรคให้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าเป็นการระบาดพร้อมกับโรคไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่ และ rhinovirus หรือไข้หวัดธรรมดา

สายพันธุ์ ขณะนี้เรากำลังติดตามอยู่และจะมาเผยแพร่ให้ทราบต่อไปเชื่อว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ขยับขึ้นมา มากกว่าที่จะเป็น NB.1.8.1 อย่างแน่นอน ส่วนสายพันธุ์จั๊กจั่น (cicada) องค์การอนามัยโลกได้กล่าวถึงว่าเป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังเมื่อ 2 เดือนก่อน ขณะนี้สายพันธุ์นี้ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร และก็ได้หายไป อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรค ก็เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วๆไป

ยอดผู้ป่วยที่รายงาน เข้ากระทรวงจะน้อยกว่าความเป็นจริงมาก เช่นถ้าเราตรวจพบกันเองที่บ้านหรือไม่ได้ตรวจ ก็จะไม่ได้มีการแจ้งเข้ากระทรวง พวกที่แจ้งจะเป็นการพบที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆ

อย่างไรก็ตามอัตราการตรวจพบในโรคทางเดินหายใจ ทางศูนย์เราได้ทำการอยู่โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ 8 ชนิด และคงจะได้รายงานให้ทราบ

สำหรับประเทศไทยคงจะไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ไม่ได้รุนแรงขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็คงเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ประชากรไทยเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้ว จึงทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ส่วนในเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง และสร้างภูมิต้านทานขึ้น ยกเว้นเด็กเล็กมาก แต่โดยทั่วไปเด็กเล็กก็จะได้ภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อจากมารดามาในช่วง 6 เดือนแรกแล้ว

เราทุกคน มีหน้าที่ช่วยลดการระบาดของโรคลง โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน สิ่งที่ควรทำก็คงเป็นเช่นเดียวกับในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  ความสำคัญอยู่ที่การล้างมือให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอน การใช้แอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ การใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่ชุมชน เช่นจะขึ้นรถไฟฟ้าที่มีคนหนาแน่น สำหรับเด็กนักเรียน ในภาวะปกติไม่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่เราจะให้ผู้ป่วยหรือผู้รู้สึกว่าไม่สบายจะต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการกระจายของโรค คนปกติดี ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ แต่ถ้าจะใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ได้ว่ากัน การรับประทานอาหารที่สะอาด ใช้ช้อนกลางก็คงจะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด

เมื่อโรคมีความรุนแรง ลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด 19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆจึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของ วัคซีนโควิด 19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด 19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

25 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/100000978797641/posts/36032073663075138/?rdid=jxZPGIWnJGATs30j#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top