Saturday, 5 September 2026
มาตรา157

เลื่อนอ่านฎีกาครั้งที่ 8 หลัง ‘ธาริต’ กลับคำรับสารภาพ คดีมาตรา 157 แจ้งข้อหา ‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’ สั่งฆ่า ปชช.

(24 มี.ค. 66) ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ครั้งที่ 8 คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดสอบสวนคดีการเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ จากเหตุรุนแรงทางการเมือง ปี 2553 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 วรรคสอง” กรณีดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฐานสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษพวกจำเลย โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พวกจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษากลับให้จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา

จำเลยทั้ง 4 คน ยื่นฎีกา ต่อมาวันที่ 2 ก.พ. 66 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีนี้อีกครั้ง แต่นายธาริต มอบหมายให้ทนายความ ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ ขอเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดนิ่วในไต โดยแพทย์ให้รักษาและรอดูอาการเป็นเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาโดยอ้างว่าป่วยมาแล้วหลายครั้งนานกว่า 1 ปี มีเจตนาประวิงคดีให้ล่าช้า และมีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับนายธาริตเพื่อมาฟังคำพิพากษาฎีกา โดยวันนี้นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา ทนายโจทก์ จำเลยที่ 1 – 4 ทนายจำเลย นายประกันจำเลยที่ 1 พนักงานอัยการ ในฐานะทนายจำเลย เดินทางมาศาล

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกา เพื่อพิจารณาสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปรับปรามการทุจริต มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคแรก มาตรา 26, 27, 29 วรรคแรก ส่งผลให้กฎหมายดังกล่าวเป็นอันใช้บังคับกับคดีไม่ได้ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มี.ค. 2566

จําเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การฉบับเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาของโจทก์ทั้งสอง เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา ในการลงโทษจําเลยที่ 1 สถานเบา หรือรอการลงโทษจำเลยที่ 1

ทนายโจทก์ที่ 1 – 2 แถลงคัดค้านร่วมกันว่า คดีนี้มีการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกามาแล้วหลายครั้งเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี จำเลยที่ 1 เป็นนักกฎหมายประกอบวิชาชีพกฎหมายโดยใช้วิชากฎหมายมาโดยตลอด ย่อมต้องทราบดีว่าเมื่อ มีการนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ไม่มีเหตุที่ต้องขอส่งสำนวนกลับคืนศาลฎีกาโดยอ้างเหตุที่ไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดี การที่จำเลยที่ 1 ขอให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกา จึงเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้า ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงไม่มีผลใช้บังคับ แต่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200

ดังนั้น มาตรา 157 จึงไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดี อันจะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาของโจทก์ทั้งสอง เป็นการถอนคำให้การและให้การใหม่ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงล่วงเลยระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรค 2 แล้ว

นอกจากนี้ ยังเป็นการให้การไปโดยจำนนต่อหลักฐานและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่ควรมีเหตุที่จะบรรเทาโทษให้จำเลยที่ 1 เพื่อไม่ให้การดำเนินกระบวนพิจารณาล่าช้า และป้องกันการประวิงคดีโดยการยื่นคำร้องต่าง ๆ ที่ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาสั่ง เข้ามาก่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา ทนายโจทก์ที่ 1 – 2 จึงขอให้ศาลฎีกาเป็นผู้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้เอง

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top