Sunday, 6 September 2026
มหาวิทยาลัยไทย

‘ดุริยางคศิลป์ มหิดล’ ติดอันดับ 35 มหาลัยดนตรีโลก ชี้!! ไทยมี ระบบการศึกษาดนตรีที่เข้มแข็ง แซง ‘สิงคโปร์-มาเลเซีย’

(11 พ.ค.67) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้กระทรวง อว. ได้รับการจัดอันดับที่ 35 ในสาขาดนตรี ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย QS Top Universities Ranking ประจำปี 2567 การจัดอันดับด้านดนตรีนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ครั้งนี้ถือเป็นการจัดอันดับครั้งแรก โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ของไทยนับมีความโดดเด่นในการจัดอันดับสูงหลายๆ มหาวิทยาลัยในเอเชีย เช่น National University of Singapore ที่ได้อันดับที่ 38 และ University of Malaya, Malaysia ที่ได้อันดับที่ 95

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ตนมีนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพของมหาวิทยาลัยไทยที่มีความเป็นเลิศในแต่ละด้านที่แตกต่างกันมาโดยตลอด เพื่อสร้างคนที่มีคุณภาพทุกๆ ด้านให้กับประเทศ ซึ่งผลลัพธ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความทุ่มเทในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนทางดนตรีทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือจากความทุ่มเทของคณาจารย์ พนักงาน นักศึกษา และศิษย์เก่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมีผลงานที่เคยเป็นที่ประจักษ์มาแล้วเมื่อวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ได้รับการจัดอันดับที่ 47 ในสาขา Performing Arts ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย QS Top Universities Ranking ประจำปี 2565 ซึ่งยังไม่มีมหาวิทยาลัยด้านดนตรีของไทยที่ขึ้นอันดับใน Top 50 ได้จนถึงปัจจุบัน

“ปีนี้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาดนตรี และสร้างความภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยการได้รับการจัดอันดับที่ 35 ของโลก เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นในวงการศึกษาดนตรีโลก ว่าประเทศไทยมีระบบการศึกษาดนตรีที่เข้มแข็ง และช่วยส่งเสริม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้าน Soft Power ในอนาคตอีกด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าว

🔎ส่อง 5 อันดับ ‘มหาวิทยาลัยไทย’ เรียนจบไป ไม่ต้องกลัวตกงาน

‘QS World University Rankings’ เผย 5 อันดับมหาวิทยาลัยที่ได้คะแนนความยอมรับจากผู้จ้าง ที่มากที่สุดในประเทศไทย

โดยประเมินจาก...

- คุณภาพการสอน (Academic Reputation) ดูจากการประเมินของนักวิชาการทั่วโลกว่ามหาวิทยาลัยนั้นๆ มีชื่อเสียงในด้านการสอนมากน้อยแค่ไหน

- งานวิจัย (Employer Reputation) ประเมินจากนายจ้างว่า นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยนั้นมีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานเพียงใด

- อัตราการจ้างงาน (Faculty/Student Ratio) เปรียบเทียบจำนวนอาจารย์กับจำนวนนักศึกษา เพื่อดูว่ามหาวิทยาลัยมีการให้ความสำคัญกับนักศึกษาอย่างไร

- จำนวนการอ้างอิงงานวิจัย (Citations per Faculty) วัดจากจำนวนการอ้างอิงงานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อดูความมีอิทธิพลทางวิชาการ 

- จำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Faculty and Students) ดูจำนวนอาจารย์และนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัย เพื่อดูความเป็นนานาชาติและการเปิดรับจากทั่วโลก

ถึงเวลาสร้างเกมของตัวเอง! “ดร.ดนุช” ชี้ มหาวิทยาลัยไทยไม่ต้องวิ่งตามเกมโลก เสนอ 3 แนวทางยกระดับมหาวิทยาลัยไทย ใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ เชื่อ!! ไต่ Top 10 อาเซียน Top 100 เอเชีย ไม่ยาก

เมื่อวานนี้ (26 สิงหาคม 2569) ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุถึงเรื่องการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การจัดอันดับนานาชาติ มีใจความว่า

​คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนพวกเราคิดคือ 'อันดับสากลแบบเดิม เหมาะกับเราจริงหรือ?' และเรากำลังวิ่งตามเกมคนอื่น โดยลืมดึงจุดแข็งของตัวเราเองอยู่หรือเปล่า?

1. เล่นในสนามที่เราชนะ — บทเรียนจาก จุฬาฯ-มหิดล-มธ. สู่โอกาสของ มรภ./มทร.

ถ้าเราไปแข่งในเกณฑ์แบบดั้งเดิมที่เน้นงบประมาณมหาศาลหรืองานวิจัยพื้นฐานขนาดใหญ่ เราอาจต้องเหนื่อยมาก แต่ถ้ามองในเกณฑ์ THE Impact Rankings (SDGs) ที่วัดผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนำอย่าง จุฬาฯ, มหิดล, ธรรมศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่าเราขึ้นไปยืน Top ของโลกได้สบายครับ

ที่สำคัญที่สุดคือกลุ่ม มรภ. และ มทร. ครับ มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ทำงานตอบโจทย์พื้นที่ (Area-based) และเทคโนโลยีประยุกต์มาตลอด หากเราเปลี่ยนมุมมอง ดันกลุ่มนี้เข้าสู่สนาม Social Impact Rankings มรภ. และ มทร. จะไต่อันดับโลกได้อย่างก้าวกระโดดทันที เพราะมันคือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องใส่ระบบ Data Governance เข้าไปจับรวบรวมผลงานอย่างเป็นระบบครับ

2. ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ — "ทางลัด" ทางวิชาการ และ National Ranking

หากเราต้องการไปสู่เป้าหมาย Top 100 เอเชียอย่างรวดเร็ว เราต้องไม่เริ่มจากศูนย์ แต่ต้องใช้ 'ทางลัดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Shortcuts)' 

-​International Co-authorship & Consortium จับมือทำวิจัยร่วม (Joint Research) และควบตำแหน่ง (Joint Appointment) สมัครเป็นพันธมิตรกับห้องปฏิบัติการกับสถาบัน/นักวิจัย Top 100 ของโลก ดึงดัชนีการอ้างอิง (Citations) และชื่อเสียงสากลขึ้นแบบก้าวกระโดด

​ใช้นโยบายดึงดูดนักวิจัยต่างชาติเกรด A มาควบตำแหน่ง (Joint Appointment) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและช่วยเพิ่มชื่อเสียงสถาบัน (Academic Reputation)

-​สร้าง 'Thailand National Ranking' ของเราเอง กระทรวง อว. และวุฒิสภา ควรจับมือกันจัดทำเกณฑ์การประเมินสถาบันภายในประเทศที่วัดความคุ้มค่า เช่น ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลงานมาก และสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้จริง เพื่อให้ทุกสถาบันได้รับงบประมาณอย่างเป็นธรรม ไม่เบี้ยหัวแตก

​3. การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ (Data & Resources)

สุดท้าย การจัดอันดับไม่ใช่แค่เรื่องของงานวิจัย แต่คือเรื่องของระบบข้อมูล (Data Governance) มหาวิทยาลัยไทยเสียคะแนนฟรีเยอะมาก เพราะจัดเก็บข้อมูลไม่ตรงตามนิยามสากล เราจำเป็นต้องมี Central Ranking Data Support Unit จากภาครัฐ คอยช่วยเหลือมหาวิทยาลัยในการแปลงผลงานท้องถิ่นให้กลายเป็น Data ที่สำนักจัดอันดับโลกยอมรับ

กล่าวโดยสรุป เป้าหมาย Top 10 อาเซียน หรือ Top 100 เอเชีย ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง หากเรา 'เลิกวิ่งตามเกณฑ์ที่ไม่เหมาะกับเรา แล้วหันมาใช้เกณฑ์ที่ตอบโจทย์ประเทศ' ใช้ทางลัดจากการผนึกกำลังสากล และสร้างการประเมินที่คุ้มค่าเงินงบประมาณ

การจัดอันดับนานาชาติจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อมันตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ... เราไม่ควรอายที่จะใช้ 'ทางลัด' ด้วยการจับมือกับสถาบันชั้นนำของโลกเพื่อก้าวกระโดด และขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องกล้าตั้งเกณฑ์ประเมินของเราเองที่วัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจัง

“มหาวิทยาลัยไทยจะไม่เพียงแค่ติดอันดับโลกครับ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่พัฒนาสังคมและบ้านเมืองอย่างแท้จริง”

ขอบคุณครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top