Thursday, 4 June 2026
มนุษยธรรม

‘ดร.อธิป’ ย้อนเรื่องราว ‘พระพันปีหลวง’ ช่วยชาวเขมร สั่งจัดตั้งศูนย์อพยพ ด้วยทรงเห็นแก่มนุษยธรรม

ดร.อธิป อัศวนันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย โพสต์คลิปผ่าน tiktok ถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อชาวเขมรอพยพ ว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 คือวันที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางหลักมนุษยธรรมเหนือแนวนโยบายรัฐ เพื่อช่วยชีวิตผู้คนกว่า 2 แสนชีวิต 

ในครั้งนั้น ชาวกัมพูชากว่า 2 แสนคน หนีตายจากเขมรแดง มาถึงชายหาดเขาล้าน จังหวัดตราด ในสภาพหิวโซ บาดเจ็บ สิ้นหวัง ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีนโยบายที่ชัดเจน ให้ผลักดันกลับ ไม่รับผู้ลี้ภัย เพราะกังวลเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นพระราชินี เสด็จถึงสถานที่ดังกล่าว ทรงทอดพระเนตรสภาพที่เห็นแล้วแทบก้าวพระบาทไม่ได้ เพราะผู้คนนอนเต็มพื้น 

พระองค์ ตรัสว่า “จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี” แม้ว่าในขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ประสงค์ที่จะเปิดพรมแดน และแม้จะขัดนโยบายความมั่นคง แต่พระองค์ ทรงดำเนินการในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงตัดสินพระทัยด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จัดตั้ง 'ศูนย์ราชการุณย์' ขึ้นทันทีในวันนั้น ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงสั่งนำธงกาชาดขึ้นเหนือค่าย คืนนั้นเสียงปืนยังดัง แต่พระองค์ท่านทรงประทับค้างคืนในพื้นที่อันตราย ทรงแบ่งปันน้ำดื่มส่วนพระองค์ ทรงดูแลทุกชีวิต 

ในครั้งนั้น ทรงตัดสินพระทัย ด้วยพระเมตตาที่ทรงเลือกชีวิตมนุษย์เหนือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ช่วยผู้อพยพหลายแสนคน ตลอด 7 ปี ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย

ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร ด้วยยึดหลักมนุษยธรรมแม้ในวันที่โลกทอดทิ้ง

“ปี 1979 – วันที่คนไทยเปิดประตูให้คนเขมร”
ปี 1979 (พ.ศ. 2522) เป็นปีที่โลกจารึกความโหดร้ายไว้กลางหัวใจของคนกัมพูชาเอง — ช่วงที่ระบอบเขมรแดงเพิ่งล่มสลาย เสียงปืนยังดังไม่หยุด แต่เสียงร้องไห้ของผู้ลี้ภัยดังกว่า คนเป็นแสนเป็นล้านหนีตายข้ามเขตแดนเข้ามาไทย ทุกวัน ทุกชั่วโมง ไม่มีแผน ไม่มีอาหาร ไม่มีอนาคต มีเพียงชีวิตที่อยากรอด

ในเวลานั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะ "ผู้รุกราน" แต่อยู่ในฐานะ "ประเทศเจ้าบ้านที่ไม่พร้อมจะเป็นเจ้าบ้าน" เพราะตามกฎหมายของไทย ผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ซึ่งต้องถูกผลักดันกลับ แต่เราก็รู้ดีว่า “กลับไป” หมายถึง “ตาย”

รัฐบาลไทยจึงเลือกทางที่ยากที่สุด คือ ยอมฝืนใจตามหลักมนุษยธรรม เปิดพื้นที่ชายแดนให้สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยดูแล ตั้งค่ายพักพิงชั่วคราว — ซึ่งในเอกสารของทางการไทยขณะนั้นเรียกว่า “ศูนย์ลักลอบเข้าเมือง” — เพื่อคัดกรอง ตรวจโรค และจัดการส่งต่อไปยังค่ายผู้ลี้ภัยของ UNHCR ตลอดแนวชายแดนฝั่งไทยทั้งหมด

ค่ายแห่งแรกที่ถูกตั้งขึ้นคือ ค่ายสระแก้ว (Sa Kaeo Refugee Camp) ใกล้ตัวเมืองสระแก้ว ก่อตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนในปลายปี 1979 เพื่อรองรับผู้หนีตายจากฝั่งปอยเปตและพระตะบอง ภายในไม่กี่สัปดาห์ มีผู้ลี้ภัยกว่า สี่หมื่นคน เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินแดงแห้งแล้งที่ยังไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีระบบสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องระดมทหารเข้ามาสร้างศูนย์พักพิงกลางทุ่งเพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคระบาด ก่อนจะทยอยย้ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปอยู่ในค่ายที่ใหญ่และมั่นคงกว่าซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเขตไทย

ไม่นานหลังจากนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับ UNHCR ตั้งศูนย์ใหญ่ที่ ค่ายเขาอีด่าง (Khao-I-Dang Holding Center) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอรัญประเทศประมาณ 20 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1979 และกลายเป็น “เมืองขนาดย่อม” ที่มีประชากรมากกว่า หนึ่งแสนหกหมื่นคน ในปีถัดมา

ที่นี่เป็นค่ายที่มีระบบที่สุด มีโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์แจกอาหาร และระบบตรวจสุขภาพครบถ้วน ภายใต้การดูแลร่วมของกองทัพไทยและเจ้าหน้าที่ UNHCR ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ ไทยในเวลานั้นทำหน้าที่ “เจ้าภาพโดยจำใจ” แต่เต็มไปด้วยเมตตาและภาระหนักหน่วง

ขณะเดียวกันยังมีค่ายอื่น ๆ ที่กระจายอยู่ตามแนวชายแดน เช่น ค่ายหนองเสม็ด (Nong Samet Camp) ใกล้ตำบลคลองน้ำใส ซึ่งกลายเป็นศูนย์ใหญ่ของ “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเขมร” (KPNLF) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเฮง สัมรินที่เวียดนามหนุนหลัง และ ค่ายหนองจันทร์ (Nong Chan Camp) ใกล้อำเภอโคกสูง ที่ต่อมาถูกกองทัพเวียดนามโจมตีในปี 1983–1984 ทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องหนีตายซ้ำอีกครั้งก่อนจะถูกย้ายไปยัง “Site Two” ซึ่งเป็นค่ายถาวรแห่งใหม่

ในค่ายเหล่านี้มีทั้งเด็กที่ผอมจนเห็นกระดูก หญิงชราที่แบกลูกหลานข้ามแดน และชายหนุ่มที่บาดเจ็บจากสงครามกลางป่า หลายคนเล่าว่าเดินเท้ามาหลายวันโดยไม่มีอาหาร บางคนหนีมากับคนที่ไม่รู้จักเพราะคนในครอบครัวถูกสังหารหมดแล้ว

นักข่าวตะวันตกในเวลานั้น เช่น Sydney Schanberg จาก The New York Times และ Richard Dudman จาก St. Louis Post-Dispatch ต่างบันทึกไว้ตรงกันว่า

> “หากไม่มีการเปิดชายแดนของไทย คนเขมรนับแสนอาจไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้”
ภาพข่าวและสารคดีจากช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นความห่วงใยของสังคมไทย — ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ นายแพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครนับไม่ถ้วน ต่างผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ ตั้งแต่สระแก้วจนถึงสังขละบุรี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กฎหมายและความมั่นคงของชาติอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์” กับ “เสี่ยงอธิปไตยของตนเอง”

และสุดท้าย ประเทศไทยก็ไม่เคย “ผลักไส” ใครกลับไปตาย เราเลือกช่วย ทั้งอาหาร ยา และพื้นที่อาศัย — ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ศัตรู

หลายสิบปีผ่านไป เด็กในค่ายเหล่านั้นบางคนเติบโตในอเมริกา บางคนได้สัญชาติฝรั่งเศส บางคนกลับมาตั้งรกรากอยู่ในไทยอย่างเงียบ ๆ

แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ของกัมพูชาควรรู้คือ — ครั้งหนึ่งคนไทยเคยยื่นมือช่วยชีวิตพวกท่านไว้ ไม่ใช่เพื่อหวังบุญคุณ

แต่เพื่อเตือนว่า “ความดีไม่ควรถูกลืม”

อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ที่มีเลือดและน้ำตาเหล่านั้น กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่บิดเบือนในโลกออนไลน์
เพราะความจริงก็คือ 

> “เมื่อปี 1979 ที่โลกทอดทิ้งเขมร... ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top