Thursday, 4 June 2026
พรกฉุกเฉิน

‘รุ้ง ปนัสยา’ นำทีมยื่นฟ้องนากยฯ - ผบ.ทสส. พร้อมขอเลิกพรก.ฉุกเฉิน - ให้คุ้มครองม็อบ 31 ต.ค.

วันนี้ (29 ต.ค.) ที่ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นางสาว ปนัสยา สิทธิจิราวัฒนกุล หรือ ‘รุ้ง’ และ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวน พร้อมทนาย ได้เข้ายื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กรณีออกข้อกำหนดและประกาศจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุม พร้อมทั้งยื่นขอไต่สวนฉุกเฉิน ขอคุ้มครองชั่วคราว ‘ม็อบ 31 ตุลาคม’ 

โดย นางสาว ปนัสยา กล่าวว่า วันนี้มาขอให้ศาลรับคำร้องและขออนุญาตให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อออกคำสั่งคุ้มครอง ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่จะมีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ วันนี้มาฟ้องพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา และพลเอกเฉลิมพงษ์ เพราะเราต้องการจะรับฟังเหตุผลของเราในฐานะประชาชนที่จะออกมาใช้สิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางการเมือง แต่ว่าตลอดมานั้น เราประกาศจะชุมนุม อย่างสงบสันติ ในทุก ๆ ครั้งจะมีการขัดขวางอยู่เสมอ 

โดยการขัดขวางไม่ได้ถูกรับรองโดยทางกฎหมาย เช่น การใช้ลวดหนาม การใช้ตู้คอนเทนเนอร์ ไม่มีการบัญญัติไว้ในสิ่งของที่ใช้ได้ในพรก.ฉุกเฉิน ในเมื่ออีก 3 วันจะมีการเปิดประเทศแล้วทำไมถึงยังมีการห้ามการชุมนุม เพราะการเปิดประเทศแล้วจะมีการรวมตัวกันทั้งประเทศ โดยที่คนทั่วไปออกมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ เราจึงคิดว่าพรก.ฉุกเฉินไม่มีเหตุจำเป็นอีกต่อไป วันนี้เราคาดหวังจริง ๆ ว่ากระบวนการยุติธรรม จะเป็นการยุติธรรมกับประชาชนจริง ๆ

‘โรม’ ซัด ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้แล้ว ทุกวันนี้มีแต่ใช้ปราบม็อบไล่รัฐบาล

รังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่วันที่ (26 มี.ค.2563) ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อควบคุมการระบาดของโรค COVID-19 และต่ออายุมันออกมาอีก 18 ครั้ง จนถึง ณ วันนี้ (14 มิ.ย. 2565) เป็นเวลาผ่านมาแล้วถึง 2 ปี 2 เดือน 20 วัน

ในขณะที่มองดูสถานการณ์ COVID-19 ณ ปัจจุบัน จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันมีแนวโน้มลดลงเหลือหลักพันต้น ๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศถูกปรับสถานะเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง), พื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว), และพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (สีฟ้า) กันหมดแล้ว สถานศึกษา, สถานบันเทิง, สถานประกอบการให้บริการต่าง ๆ กลับมาเปิดทำการได้แล้ว เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ รวมถึงเริ่มมีการเตรียมการประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นในไม่ช้า ซึ่งหากจะยังต้องมีมาตรการใด ๆ รองรับ ก็สามารถทำได้ผ่านการใช้กฎหมายปรกติคือ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มากไปกว่านั้นคือประชาชนโดยทั่วไปได้เรียนรู้ที่จะป้องกันตัว สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และตรวจโรคเมื่อมีความเสี่ยงกันเป็นอย่างดีแล้ว

“กลายเป็นว่าตอนนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีที่ทางของมันจริง ๆ เหลือแค่การเอาไว้จัดการกับผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาล อย่างการชุมนุมที่แยกดินแดงเมื่อวันที่ (11 มิ.ย. 2565) ที่ผ่านมา ก็ถูกตำรวจเอามาอ้างเพื่อสลายการชุมนุมและจับกุมดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอีกครั้ง กับอีกอย่างหนึ่งคือเอาไว้ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดจากการใช้อำนาจ ใช้กำลังอาวุธโดยอ้าง พ.ร.ก. นี้”

'บิ๊กตู่' แง้ม!! กำลังพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย้ำ!! มีไว้ควบคุมโควิด-19 ไม่มุ่งหวังประเด็นอื่น

'บิ๊กตู่' เผย ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังอยู่ขั้นตอนพิจารณา ยันมีไว้บูรณาการทุกหน่วยงานคุมโควิดเท่านั้น ไม่มุ่งหวังประเด็นอื่น วอน ปชช.ฉีดเข็มกระตุ้น หวั่นเชื้อกลายพันธุ์​ ขณะที่ 'หมออุดม' ยันศบค.ยังไม่เคาะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รอศบค.ชุดใหญ่ถกนัดหน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2565 เวลา 11.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ครั้งที่ 11/2565 ว่า วันนี้เป็นการประชุมศบค.อีกครั้งหนึ่ง และประชุมแต่ละครั้งมีความสำคัญทุกครั้ง ซึ่งได้รับทราบถึงสภาวะโดยรวม ทั้งการแพร่ระบาดและการเตรียมการมาตรการรองรับต่าง ๆ ซึ่งเรามีแผนรองรับไว้ทุกตัว ทุกระดับของสถานการณ์ ทั้งเรื่องวัคซีนและการฉีด สิ่งที่ต้องเน้นในวันนี้ทำอย่างไรให้คนไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญกับคนกลุ่ม 608 มากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากฉีดกัน และจากสถิติพบว่ามีหลายคนไม่อยากฉีด คิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้วเลยไม่ฉีด นี่คืออันตรายพอสมควร แม้เป็นการฉีดแบบสมัครใจแต่ก็อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญในเรื่องนี้ วันนี้แม้เราจะปลอดภัยแต่การแพร่ระบาดก็ยังมีอยู่ อย่าเพิ่งคิดว่าเมื่อสถานการณ์ลดลงแล้วระวังตัวน้อยลงอะไรทำนองนี้ ขอให้ระมัดระวังตัวเหมือนเดิมและให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะมีเชื้อกลายพันธุ์อยู่หลายตัวในขณะนี้ แต่จากการได้รับรายงานเรายังสามารถรับมือได้อยู่หลายๆ อย่างด้วยกัน และวันนี้มีความก้าวหน้าของวัคซีนที่เราผลิตเอง ซึ่งมีความก้าวหน้าไประยะที่ 3 แล้ว 

“สิ่งที่นายกฯ อยากจะพูดคือขอร้องให้ทุกคนไปฉีดเข็มกระตุ้น มันมีให้เลือกอยู่แล้วถ้าทุกคนไม่สบายใจยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ก็สามารถเลือกฉีดได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อตัวเองและคนอื่นด้วย สิ่งที่ห่วงและกังวลในตอนนี้คือการท่องเที่ยวของเรากำลังเดินหน้า และการเปิดสถานประกอบการ ศูนย์การค้า ร้านอาหารต่างๆ มากขึ้น ก็จะเป็นรายได้ให้ประเทศและทุกคนได้เข้าถึงรายได้ที่มากขึ้น ดังนั้นถ้าทุกคนช่วยกันก็จะเดินหน้าไปด้วยดี เป็นห่วงเรื่องนี้มากที่สุด ส่วนรายละเอียดต่างๆ โฆษกศบค.จะชี้แจง เพราะการพิจารณาในศบค.มีหลายเรื่อง แต่ยืนยันทุกอย่างเราสามารถที่จะดูแลได้ เมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศในโลกใบนี้ แต่อย่าวางใจในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาล รวมถึงการใส่หน้ากาก ซึ่งดีใจ ผมมีโอกาสไปประชุมเปิดงานตามศูนย์การค้าต่างๆ คนส่วนใหญ่ยังสวมหน้ากากกันอยู่ ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือให้มากที่สุดในเรื่องการติดเชื้อ การตรวจ ATK อะไรต่างๆ บางคนขณะนี้ก็ตรวจกันเองได้ด้วย ก็ขอให้ระวังตัวเองก็แล้วกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯ กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา การมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เพื่อที่จะเสริมเท่านั้นเอง ถ้าสามารถที่จะลดระดับลงได้ตนก็พร้อมที่จะลดให้ ซึ่งวันนี้ยังหารือกันอยู่ในความจำเป็น เรื่องการบูรณาการ การใช้หน่วยงาน การมีไว้ใช้จะเป็นการสำรองไว้ ตนไม่ได้มุ่งหวังใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อประเด็นอื่นเลย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในเรื่องของโควิด-19 เท่านั้น คือสิ่งสำคัญ เพื่อให้หลายหน่วยงานได้ทำงานร่วมมือกัน อย่างวันนี้เรื่องน้ำท่วมอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องร่วมมือกันทุกอัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงานพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือเต็มที่ ขอให้มองในแง่ดีบ้าง มีแล้วมันเกิดประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีมันจะเกิดอะไรขึ้นก็ลองดูแล้วกัน ขึ้นอยู่กับประชาชนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ อยู่ที่สื่อมวลชนด้วยช่วยกันทำความเข้าใจ

'บิ๊กป้อม' เผยศบค. เคาะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วย้ำ!! กฎหมายปกติใช้ดูแลสถานการณ์ต่อได้

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 12/2565 โดยยอมรับว่าที่ประชุมได้มีมติยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งการดูแลสถานการณ์ทั่วไปมีกฎหมายปกติอยู่แล้วไม่ต้องห่วง รายละเอียดรอให้ทางโฆษก ศบค. เป็นผู้ชี้แจง

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ ต้องเตรียมรับมือสถานการณ์วุ่นวายหรือไม่ กรณีศาลรัฐธรรมนูญลงมติวินิจฉัยวาระ 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยพล.อ.ประวิตรได้ยิ้ม และกล่าวว่า "พุทโธ่ ไม่มีหรอก ไม่มีอะไรหรอกครับ ส่วนทางการข่าวก็ไม่มีการแจ้งอะไรเข้ามา"

‘บิ๊กป้อม’ ร่วมประชุม ‘กบฉ.’ ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พื้นที่ จชต. พร้อมกำชับตรวจเข้มโรงงานสารประกอบระเบิด เพื่อลดความเสี่ยง

(28 ส.ค. 66) ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) ครั้งที่ 3/2566 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม

โดยที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ปรับลดพื้นที่อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ออกจากพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อนำ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ มาใช้แทน และขอขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกเว้นอำเภอศรีสาคร อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส, อำเภอยะหริ่ง อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น และอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี, อำเภอเบตง และอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ตั้งแต่ 20 ก.ย. ถึง 19 ธ.ค. 66 โดยเป็นการขยายระยะเวลา ครั้งที่ 73 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุการณ์ในพื้นที่ให้ได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาความสงบ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ด้วย โดยให้ สมช.เสนอเรื่องไปยัง ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

ที่ประชุมรับทราบผลการปฎิบัติงานตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 วันที่ 20 มิ.ย. ถึง 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวโน้มของสถานการณ์ ที่มีความสงบเรียบร้อยมากขึ้นตามลำดับ และมีสถิติการก่อเหตุความรุนแรงลดลง สามารถพัฒนาไปสู่การปรับลดพื้นที่ออกจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้มากขึ้น ทั้งนี้ โดยกำชับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ให้เข้มงวดตรวจสอบโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารประกอบระเบิด พร้อมเร่งรัดการช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โรงงานพลุดอกไม้เพลิงระเบิดที่ผ่านมาโดยเร็ว

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขอบคุณ คณะกรรมการฯ หน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และกำลังพลทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และกล้าหาญ อย่างน่าภาคภูมิใจ สามารถแก้ปัญหา จชต.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยที่ผ่านมา และมีสถิติการก่อเหตุฯลดลง ตามลำดับ พร้อมทั้งได้ขอบคุณประชาชนในพื้นที่ ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งได้กำชับ สมช. ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการเตรียมความพร้อมแก้ปัญหา จชต.ในระดับนโยบาย ที่ต้องขับเคลื่อนให้ต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน มีความเป็นมืออาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเตรียมรับนโยบายจาก ครม.ชุดใหม่ ที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ต่อไป

‘โฆษกรัฐบาล’ แย้ม!! ทิศทาง ‘พรก.ฉุกเฉิน’ 3 จว.ชายแดนใต้ มีแนวโน้มผ่อนคลาย และเอื้อต่อสิทธิเสรีภาพปชช.มากขึ้น

(18 ก.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาขยายเวลาบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พรก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า เรื่อง พรก.ฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ตนไม่อยากแถลงอะไรมาก เพราะฝ่ายความมั่นคงจะแถลงเองภายใน 1-2 วันนี้ ส่วนตนนั้นสามารถพูดได้ตอนนี้เพียงว่า ทิศทางของเรื่องนี้ จะดำเนินไปในทิศทางที่มีการผ่อนคลายมากขึ้น เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น ส่วนคำว่าดีกว่าเดิม แล้วจะดีขนาดไหน ไม่สามารถตอบที่นี่ได้ตอบได้แค่ว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ขอให้รอฟังจากฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้แถลง

เรียนรู้จาก “ลุงตู่ในยุคโควิด” : บทเรียนรัฐรวมศูนย์ ดิจิทัลสวัสดิการ และการเมืองใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ถ้า “สึนามิ 2547” เป็นวิกฤตที่ทำให้ภาพจำของ “ทักษิณในวันภัยพิบัติ” ติดอยู่ในหัวคนไทย

“โควิด-19” ก็เป็นวิกฤตยาว 2–3 ปีที่ผูกชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา – “ลุงตู่” ไว้กับคำว่า  
ศบค. – พ.ร.ก.ฉุกเฉิน – เคอร์ฟิว – คนละครึ่ง – เป๋าตัง  
หลายสื่อเล่าไปแล้วว่า รัฐบาลประยุทธ์ “เอาอยู่ช่วงแรก แต่หลุดหนักตอนเดลต้า”  
แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากลุงตู่ตอนโควิด” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูด เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกับดราม่าวัคซีน  

บทความนี้ชวนมอง “โควิดยุคลุงตู่” เป็นห้องทดลองของรัฐไทย ว่าเมื่อเอา  
- รัฐทหาร  
- ระบบราชการ  
- การเมืองแบบรวมศูนย์  
- เทคโนโลยีดิจิทัล  

มาปะทะกับโรคระบาดระดับโลก – เราได้อะไรกลับไปบ้าง (ทั้งด้านดีและด้านที่ควรจำไว้ไม่ให้ซ้ำรอย)
1. จากนายกคุมม็อบ สู่นายกคุมโรค: พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แบบลากยาว 2 ปีครึ่ง
26 มีนาคม 2563 ไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อรับมือโควิด ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 โดยอำนาจ

สุดท้ายรวมอยู่ที่นายกฯ ประยุทธ์ ผ่าน “ศบค.” ที่เขาเป็นประธานเอง  
บนหน้ากระดาษ นี่คือเครื่องมือด้านสาธารณสุข  
แต่ในทางปฏิบัติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกใช้ต่อเนื่องตั้งแต่มีนาคม 2563 จนถึงกันยายน 2565 – ยาวราว 2 ปีครึ่ง  

องค์กรสิทธิหลายแห่ง ชี้ว่า ในช่วงเดียวกันนั้น  
- มีการใช้ข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุมทางการเมืองจำนวนมาก  
- ทำให้กฎหมายที่ตั้งใจไว้เพื่อควบคุมโรค กลายเป็นเครื่องมือควบคุมถนนทางการเมืองไปพร้อมกัน  

สิ่งที่น่าเรียนรู้ (แบบไม่ต้องดราม่า) คือ  
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ไทย “สั่งการรวดเร็ว” จริง – เคอร์ฟิว ปิดด่าน ห้ามรวมกลุ่ม ทำได้ในคืนเดียว  
- แต่การลากใช้ยาวเกินระยะที่จำเป็น ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “สาธารณสุข” กับ “การเมือง” เลือนหาย  

นี่คือบทเรียนเชิงโครงสร้างว่า  
ถ้าจะใช้ “กฎหมายฉุกเฉิน” กับโรคระบาด  
ต้องมี “กลไกตรวจสอบ-กำหนดเพดานเวลา” ชัดกว่านี้  
ไม่อย่างนั้น อำนาจที่ได้มาเพื่อคุมโรค จะไหลไปคุมผู้เห็นต่างโดยอัตโนมัติ
2. ผู้นำรีโมตผ่านทีวี: ศบค. กับศิลปะการ “ไม่ถูกเกลียดคนเดียว”
ยุคลุงตู่ เราไม่ได้เห็นภาพนายกฯ ลงเตียงคนไข้ทุกวันแบบสมัยสึนามิ แต่เราเห็นอย่างอื่นแทน คือ  
- โครงสร้างศูนย์กลางอย่าง “ศบค.” ที่นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ  
- แต่ “หน้าแทนรัฐบนจอทีวี” ทุก 11 โมง คือ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แพทย์ผู้ตรวจราชการสธ.  

รายงานด้าน pandemic governance ยกตัวอย่างไทยว่า  
การตั้ง “ศูนย์กลางสื่อสารเดียว” (single communication hub) ผ่านโฆษกแพทย์ ช่วยให้ข้อมูลโควิดช่วงแรก “ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์” มากกว่าเป็นการเมือง  

แต่มุมที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ  
ศบค. ถูกออกแบบให้  
- เวลา “ข่าวดี” – เครดิตกลับไปหานายกฯ และรัฐบาล  
- เวลา “ข่าวร้าย” – คนด่าระบายไปลงที่ ศบค. กับหมอในจอทีวี 

นี่คือกลยุทธ์ “การเมืองแบบรีโมต”  
- นายกฯ ถืออำนาจตัดสินใจ บวก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  
- แต่ “ทัพหน้า” ที่ออกมาพูดกับประชาชน คือข้าราชการสายแพทย์  

ข้อดี: ลดการปะทะตรง ๆ ระหว่างประชาชนที่เครียด กับตัวนายกฯ  
ข้อเสีย: การตัดสินใจเชิงการเมืองซ่อนอยู่หลัง “ภาษาวิชาการ” ของแพทย์  
ทำให้ยากที่สังคมจะถกเรื่อง “ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข vs ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ-สิทธิประชาชน” อย่างโปร่งใส 

นี่คือบทเรียนเรื่อง “การจัดวางตัวละครในวิกฤต” ที่รัฐไทยใช้ได้ผลระดับหนึ่ง แต่ก็ควรคุยกันต่อว่ามันแฟร์กับหมอและผู้เชี่ยวชาญแค่ไหน
3. ความสำเร็จรอบแรกที่กลายเป็น “โอเวอร์คอนฟิเดนซ์” รอบสาม
ปี 2563 ไทยถูกยกเป็นตัวอย่างประเทศควบคุมโควิดได้ดี – ผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ขณะที่โลกตะวันตกติดเชื้อพุ่ง แต่บทวิเคราะห์หลายชิ้นชี้ว่า ความสำเร็จในปีแรก ทำให้รัฐบาล “มั่นใจเกินไป” จนแผนวัคซีนช้าและกระจุกตัว พอเดลต้ามาในกลางปี 2564 ระบบจึงพังยับเยิน  

จุดที่ถูกวิจารณ์หนัก ได้แก่  

1) การพึ่ง AstraZeneca จากโรงงาน Siam Bioscience เป็นหลัก  
  - โรงงานที่ยังไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน  
  - ทำสัญญาในแบบที่ทำให้ไทยเองก็ยังไม่มั่นใจเรื่องกำลังผลิตและส่งมอบช่วงแรก  

2) การอัด Sinovac จำนวนมากในช่วงต้น 2564  
  - ภายหลังพบว่ามีประสิทธิภาพต่ำกว่าและสู้เดลต้าได้ไม่ดีเท่าวัคซีน mRNA  
  - ก่อให้เกิดแรงกดดันจากบุคลากรแพทย์และประชาชนระดับหน้าด่านให้เปลี่ยนสูตร/เข็มกระตุ้น  

3) การกระจายวัคซีนที่ผูกกับการเมืองระดับพื้นที่  
  - หลายจังหวัดท่องเที่ยว-จังหวัดฐานคะแนนเสียง ถูกจับตาว่าได้วัคซีนเร็วกว่าพื้นที่แรงงานอพยพหรือชุมชนแออัด  

บทเรียนจาก “ลุงตู่ตอนเดลต้า” คือ  
- ความสำเร็จ “ล็อกดาวน์ได้ดี” ปีแรก ไม่ได้แปลว่ารัฐเข้าใจเกมวัคซีน  
- รัฐที่ถนัดการควบคุม-สั่งการ อาจไม่ถนัดการดีล supply chain โลก และเจรจากับบริษัทยาข้ามชาติ  

และที่สำคัญ

เมื่อผู้นำรวมศูนย์การตัดสินใจวัคซีนไว้ที่ตัวเอง ความพลาดเชิงยุทธศาสตร์ ก็กลับมาทับที่ตัวผู้นำเต็ม ๆ เช่นกัน
4. ดิจิทัลสวัสดิการเฉพาะกิจ: “เป๋าตัง–คนละครึ่ง” กับคนที่ถูกทิ้งหน้าร้าน
ด้านที่มักถูกเล่าฝั่งสวยงาม คือแพ็กเกจช่วยเหลือเยียวยา เช่น  
- “เราไม่ทิ้งกัน”  
- “คนละครึ่ง”  
- “เราชนะ”  
- และกองมาตรการผ่านแอป “เป๋าตัง”  

มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงการบริโภคและธุรกิจรายย่อยบางส่วนไว้ได้จริง ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก และการท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่รายงานด้านผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจสะท้อนอีกด้านว่า  
- แรงงานนอกระบบจำนวนมากได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งการตกงาน รายได้เหลือน้อยกว่า 40% ของก่อนโควิด  
- กลุ่มนวด มหรสพ บันเทิง รายได้แตะ “0 บาท” ช่วงล็อกดาวน์ยาว ๆ  
- การออกแบบสวัสดิการผ่านดิจิทัลและแอปมือถือ ทำให้คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่ชำนาญดิจิทัล หรือไม่มีเอกสารทางการ เข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงลำบาก  

มุมที่ควรเรียนรู้จากยุคลุงตู่คือ  
- เราได้เห็น “โครงร่างรัฐสวัสดิการดิจิทัลไทย” แบบทดลองจริงเป็นครั้งแรก  
- แต่มันถูกใช้แบบ “เคสฉุกเฉิน” ไม่ใช่ “สิทธิถาวร” 

คำถามที่ยังค้างอยู่หลังโควิดคือ  
ถ้าเรามีระบบลงทะเบียน-จ่ายเงินดิจิทัลระดับชาติได้แล้ว  
ทำไมเรายังไม่กล้าพูดเรื่อง “สวัสดิการถาวร” ที่ไม่ผูกกับวิกฤต และไม่ผูกกับความนิยมรัฐบาล?

5. โควิดในฐานะ “ส่องไฟ” ใส่ความเหลื่อมล้ำ – และข้อจำกัดของรัฐรวมศูนย์
รายงานหลายฉบับชี้ตรงกันว่า โควิดทำให้เห็นชัดว่า  
คนจน แรงงานนอกระบบ ผู้หญิง คนพิการ คือกลุ่มที่รับแรงกระแทกหนักที่สุด ทั้งรายได้หาย หนี้พุ่ง และเสี่ยงความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น  

ในกรุงเทพฯ งานศึกษาพบว่า  
- กลางปี 2564 แรงงานนอกระบบจำนวนมากมีรายได้เหลือน้อยกว่า 40% ของก่อนโควิด  
- คนในชุมชนแออัด ห้องเช่าเล็ก ๆ ไม่สามารถ “ล็อกดาวน์แบบมีศักดิ์ศรี” ได้จริง

สิ่งที่สะท้อนผ่านยุคลุงตู่คือ  
1) รัฐรวมศูนย์สั่งการเร็ว แต่ลงลึกไม่ถึงทุกซอกหลืบ  
  - นโยบายออกจากส่วนกลางเร็ว  
  - แต่การแปลงเป็น “ความช่วยเหลือแบบรายบ้าน รายตลาด รายห้องแถว” ยังต้องพึ่งเครือข่ายชุมชน อาสาสมัคร และ NGO อย่างหนัก  
2) ความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย–การทำงาน ทำให้มาตรการสาธารณสุขไม่เท่าเทียม  
  - คนชนชั้นกลาง WFH ได้ – อยู่คอนโด ห้องกว้าง อินเทอร์เน็ตดี  
  - แต่คนในชุมชนแออัด ห้องเช่าแน่น ๆ ไม่มีทางเว้นระยะห่างได้ตามตำรา  

ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่อง “ลุงตู่คนเดียว”  
แต่โควิดทำให้เห็นว่า โครงสร้างรัฐไทยในมือใครก็ตาม ก็จะติดเพดานเดิม ๆ ถ้าไม่แตะประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง
6. เมื่อกฎหมายโรคระบาดถูกใช้ขนาบเสรีภาพ: ผสมโควิดกับการเมืองแล้วเกิดอะไรขึ้น

ปี 2563–2564 ไม่ใช่แค่ปีของโควิด แต่ยังเป็นปีของม็อบการเมือง  
รายงานขององค์กรด้านสิทธิและกฎหมายระบุว่า  
- รัฐใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการห้ามการชุมนุม  
- มีผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากข้อหาที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงโควิด  

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “มาตรการคุมโรคได้ผลไหม”  
แต่คือ “เรายอมให้กฎหมายโรคระบาดไปไกลแค่ไหน ในการจำกัดสิทธิการชุมนุมและการแสดงออก?” 

นี่คือด้านที่สื่อกระแสหลักบางส่วนแตะอย่างจำกัด แต่เป็นบทเรียนใหญ่มากสำหรับอนาคตว่า  
ถ้าวันหนึ่งไทยต้องใช้ “กฎหมายพิเศษ” รับมือภัยพิบัติหรือโรคระบาดอีก  
เราต้องมีหลักประกันชัด ๆ ว่ากฎหมายเหล่านั้นจะไม่ถูกใช้ “ควบรวม” กับการจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง  

ไม่อย่างนั้น ทุกวิกฤตจะกลายเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจรัฐเกินจำเป็น

7. สรุปบทเรียนจาก “ลุงตู่ตอนโควิด”: สิ่งที่ควรเก็บไว้ และสิ่งที่ต้องไม่ให้เกิดซ้ำ
ถ้าแยก “ตัวบุคคล” ออก แล้วมองยุคลุงตู่ในโควิดเป็นเคสศึกษา เราอาจสรุปได้ประมาณนี้

สิ่งที่ควร “เรียนรู้และต่อยอด”
1) โครงสร้างศูนย์บัญชาการเดียว (ศบค.)  

- ทำให้การสื่อสารและสั่งการในวิกฤตมีทิศทางเดียว ชัดเจนกว่าการปล่อยให้ทุกกระทรวงพูดคนละเรื่อง  

2) การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสวัสดิการระยะสั้น  
- ระบบลงทะเบียน–จ่ายเงินผ่านแอป เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” สำคัญ ถ้าอยากต่อยอดสู่สวัสดิการถาวร  

3) บทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในฐานะโฆษกหลัก  

- ถ้าใช้ดี ๆ จะช่วยลดข่าวลวง และเพิ่มความเชื่อมั่นในข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์  
สิ่งที่ควร “จำไว้ไม่ให้ซ้ำรอย”
1) อย่าให้ความสำเร็จระยะสั้น ทำให้ชะล่าใจเรื่องระยะยาว (กรณีวัคซีน)  
 - ต้องกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อวัคซีน ไม่ผูกติดกับแหล่งเดียว และต้องโปร่งใสกว่านี้  
2) อย่าใช้กฎหมายโรคระบาดไปผูกกับการจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง  
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินควรถูก “ออกแบบเชิงสิทธิ” มากกว่าที่ผ่านมา  
3) อย่าปล่อยให้ “รัฐรวมศูนย์” บังความจริงว่าการช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยต้องพึ่งเครือข่ายชุมชน 
 
 - นโยบายด้านบนต้องเดินคู่กับการเสริมพลังท้องถิ่น เอ็นจีโอ และอาสาสมัคร ไม่ใช่แค่สั่งการลงมาอย่างเดียว  
ถ้า “ทักษิณตอนสึนามิ” เป็นบทเรียนเรื่องผู้นำที่ลงไปอยู่หน้างานและใช้รัฐแบบ CEO  

“ลุงตู่ตอนโควิด” ก็คือบทเรียนเรื่องผู้นำทหารที่กลายเป็นผู้จัดการรัฐรวมศูนย์ในวิกฤตยืดเยื้อ  

คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “ใครทำดีกว่าใคร”  
แต่คือ – หลังจากผ่านทั้งสึนามิและโควิดมาแล้ว  
เราพร้อมหรือยังที่จะออกแบบ “รัฐไทยเวอร์ชันใหม่”  
ที่จัดการวิกฤตได้ดี โดยไม่ต้องแลกกับ  

- เสรีภาพเกินจำเป็น  
- คนจนตกหล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  
- และผู้นำแบบใดแบบหนึ่งเก่งเฉพาะในวิกฤตบางแบบ แต่พลาดยับในอีกสนามหนึ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top