Friday, 5 June 2026
ประเทศไทยต้องมาก่อน

‘จตุพร’ เชื่อ เพื่อไทยสร้างเรื่อง เพื่อให้ ‘พ่อมดดำ’ ได้นั่งเก้าอี้ ประธานสภาฯ ชี้ ไม่มีความจริงใจ ไม่ตรงไปตรงมา กับประชาชน

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน "จบที่สภา...หรือถนน?" โดยระบุว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่มีความจริงใจตรงไปตรงมากับประชาชนในการเลือกตำแหน่งประธานสภาแล้ว จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนพากันลงสู่ถนนด้วยอารมณ์ไม่พอใจ

นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ตั้งแต่ 4-13 ก.ค. นี้ สภากับมวลชนลงถนนจะสิ่งคู่กัน เพราะการเลือกประธานสภาวันที่ 4 ก.ค. และถัดไป 13 ก.ค. เลือกนายกฯ ดังนั้น จุดเริ่มต้นความวุ่นวายทางการเมืองย่อมมาจากสภา โดยขึ้นกับพรรคเพื่อไทยจะมีความตรงไปตรงมากับการโหวตลับเลือกประธานสภาหรือไม่? เป็นปัจจัยชี้ขาด

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปอังกฤษ หอบสังขารเดินแต่ละก้าวได้ยากลำบากยังต้องเดินทางไกลอ้างไปดูม้าแข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใจอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม มีกระแสคาดการณ์ถึงการไปพบกับ ทักษิณ ชินวัตร เพื่อหารือเกี่ยวพันกับการเลือกประธานสภาและนายกฯ แต่ยังไม่ใครออกมายอมรับหรือปฎิเสธในเรื่องนี้

นายจตุพร กล่าวถึงตำแหน่งประธานสภา ว่า นายสุชาติ ตันเจริญ ซึ่งย้ายจากพรรคพลังประชารัฐมาอยู่เพื่อไทยนั้น มีชื่อติดโผอันดับต้น ๆ จะได้ตำแหน่งนี้

โดยเมื่อ 24 มิ.ย. ที่ผ่าน เขาแอบไปรายงานตัวเป็น ส.ส. ที่สภาหลังเลยเวลาปิดทำการแล้ว และพยายามไม่ให้สื่อมวลชนรู้ แล้วรีบเร่งกึ่งวิ่งกึ่งเดินหนีไม่ให้สัมภาษณ์นักข่าว จึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่ปกติ สะท้อนอาการทางใจที่หลบซ่อนอยู่

“สิ่งที่น่าแปลกใจคือ หากไม่มีลับลมคมนัยแล้ว นายสุชาติ หลบหน้าสื่อมวลชนทำไม ควรต้องเปิดใจให้สัมภาษณ์ในตำแหน่งประธานสภาให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อหมดสิ้นความกังขาว่า ถ้ามีคนเสนอชื่อขึ้นมาแข่งขันกับพรรคก้าวไกลจะรับหรือไม่รับตำแหน่งนี้ ดังนั้น พฤติกรรมแอบ ๆ หลบ ๆ ซ่อน ๆ ย่อมสะท้อนถึงความต้องการที่อยู่ภายในใจได้เป็นอย่างดี”

นายจตุพร กล่าวว่า พฤติกรรมหลบซ่อน ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้ผู้คน หากต้องการเป็นประธานสภาก็ควรบอกประชาชนตรง ๆ ดังนั้นนายสุชาติ ที่มีชื่อในตำแหน่งประธานสภา ควรแสดงความสง่างาม จะรับหรือไม่รับ ต้องบอกออกมา ทั้งที่นายชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้บอกปัดไปแล้วว่า ถ้าถูกเสนอชื่อแข่งขันจะถอนตัวทันที

สิ่งสำคัญนายจตุพร เชื่อว่า ในการโหวตลับเลือกประธานสภา ในวันที่ 4 ก.ค.นี้ หากได้นายสุชาติ เป็นประธานสภา แล้วต่อมาวันที่ 13 ก.ค. พล.อ.ประวิตร จะถูกเลือกอย่างเปิดเผยให้เป็นนายกฯ โอกาสที่มวลชนไม่พอใจจะลงมาเต็มถนนย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน

“ขณะนี้ยากที่จะประเมินว่า หลังจาก 4 ก.ค.แล้ว มวลชนจะชุมนุมมากน้อยแค่ไหน หากมีประชาชนลุกลามมากขึ้น และปักหลักต่อเนื่องแล้ว วันที่ 13 ก.ค. จะได้เปิดสภาเพื่อเลือกนายกฯ หรือไม่ คงไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง”

นายจตุพร ย้ำว่า ชนวนใหญ่เรียกมวลชนมาลงถนนย่อมมาจากการประชุมสภาในวันเลือกประธานสภา อย่างไรก็ตาม หากพรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนตรงไปตรงมา โดยผู้บริหารพรรคกับสมาชิกพรรคตัดสินใจไปในทางเดียวกัน คนลงถนนอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่การเมืองช่วงนี้ เป็นการออกแบบให้พรรคเพื่อไทยเป็นปัญหา

ดังนั้น จึงไม่มีความตรงไปตรงมากับประชาชน โดยเสียงสมาชิกพรรคยังต้องการให้ประธานสภาเป็นของเพื่อไทย สิ่งนี้คือ แรงจะกระตุ้นให้คนมาลงถนนมากขึ้น

อีกทั้ง กล่าวว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยสร้างปัญหาไม่ตรงไปตรงมาทางการเมืองแล้ว ย่อมทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาด้วย จึงเท่ากับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งกับการเปิดประตูให้รัฐประหารได้ ดังนั้น 4 ก.ค. นี้ สภาจะก่อให้บ้านเมืองเข้าสู่จุดถอยหลังหรือไม่ และยังยากต่อการประเมินจำนวนประชาชนที่ออกมาลงถนนจะมากน้อยเพียงใดด้วย

“เพื่อไทยกลับไปกลับมาทางการเมืองเสมอจนยากจะเข้าใจได้ว่า เอาอย่างไรในตำแหน่งประธานสภา แต่ถ้านายสุชาติ ได้เป็นประธานสภา คงไม่แปลกใจ เพราะเสียงจากพรรคเพื่อไทยบางส่วนจำนวนมากต้องเทให้นายสุชาติแน่ ถ้าเป็นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าวันโหวตเลือกนายกฯ จะได้เข้าสภาหรือไม่ จึงอย่าประมาทกับการตัดสินใจของประชาชน

นายจตุพร เชื่อว่า ชนวนการโหวตเลือกประธานสภา จะเป็นจุดเริ่มดึงให้ประชาชนลงถนนจนนำไปสู่การโหวตเลือกนายกฯ แบบย้ายขั้วผิดคำสัญญา และไม่มีความจริงใจกับประชาชน หลังจากนั้น บ้านเมืองจะไม่มีความปกติได้เลย

‘กองทัพภาค 2’ ยืนยัน!! ทหารกัมพูชา ละเมิด!! แนวลวดหนามชายแดน ‘ตัดลวดหนาม - ขโมยอุปกรณ์ตรวจการณ์’ พฤติกรรมไม่ต่างจากโจรป่า

(11 ต.ค. 68) กองทัพภาค2 ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี การละเมิดแนวลวดหนามชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าได้มีการละเมิดแนวลวดหนามชายแดนในพื้นที่บริเวณทิศตะวันออก ของปราสาทตาควาย โดยหลังได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเฝ้าตรวจ หน่วยได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที 

และยืนยันว่า มีการลักลอบตัดลวดหนามในบางจุด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2ได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ทหารกัมพูชาตัดลวดหนามยาวกว่า 3 กิโลเมตร" 

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือ พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่ได้หมายความว่ามีการตัดลวดหนามยาวตลอดแนว ความเสียหายเกิดขึ้นเพียงบางจุดในพื้นที่ดังกล่าว และได้ดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดเกิดเหตุ อยู่บริเวณพื้นที่ช่องเหว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้ง ฝ่ายเรา จึงใช้การวางเครื่องมือเฝ้าตรวจเอาไว้ เพื่อแจ้งเตือนการเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา 

การกระทำดังกล่าวของทหารกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงโดยการเข้ามาขโมยเครื่องมือเฝ้าตรวจของฝ่ายเราทำให้ฝ่ายเราต้องจัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อคุ้มครองอุปกรณ์เครื่องมือและพื้นที่ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในพื้นที่สามารถดีขึ้นได้หากไม่มีการยั่วในการปฏิบัติใดๆ ของฝ่ายกัมพูชา เพราะการกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากโจรป่า ที่เข้ามาขโมยสิ่งของที่อยู่ในบริเวณบ้านของผู้อื่น 

ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งฝ่ายเราจะทำการประท้วงผ่านระบบกลไกการตรวจสอบของคณะ IOT ต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และเฝ้าตรวจพื้นที่เสี่ยงทุกจุด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการละเมิดซ้ำ รวมทั้งให้เตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดแนวชายแดน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง และมุ่งมั่น ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตลอดไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top