Thursday, 4 June 2026
ประวัติศาสตร์การเมืองไทย

7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ย้อนเหตุการณ์สลายม็อบพันธมิตรฯ ความรุนแรงที่นำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิต

ย้อนอดีต 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย กับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บ 443 คน เสียชีวิต 2 คน

ในช่วงปี 2551 ในสมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เกิดการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเคลื่อนขบวนแบบดาวกระจาย การปิดกั้นเส้นทางโดยรอบทำเนียบรัฐบาล หรือกระทั่งการเข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาล แม้จะมีความพยายามยุติการชุมนุม มีการเผชิญหน้า แต่ก็ไม่ได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุม

กระทั่งถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จะต้องกล่าวแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กลายเป็นวันที่เกิดการปะทะกันรุนแรงที่สุด ระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ปิดล้อมโดยรอบอาคารรัฐสภา มีการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อจะเปิดทางให้รัฐมนตรี และ ส.ส. ที่อยู่ในรัฐสภา สามารถเดินทางออกมาได้ หลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ซึ่งการสลายการชุมนุมในครั้งนั้น ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บ และเสียชีวิต เป็นที่มาของการตัดสินคดีในวันนี้

15 พฤศจิกายน 2476 ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก นับเป็น “การเลือกตั้งทางอ้อม" ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 เป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย เพราะเป็น การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรโดยทางอ้อมครั้งแรก และครั้งเดียวของประเทศ ก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้จัดเลือก “ผู้แทนตำบล” ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม–15 พฤศจิกายน 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลเหล่านี้จึงเลือก “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” อีกชั้นหนึ่ง รวมได้ สส. ประเภท 1 จำนวน 78 คน

แม้ในช่วงนั้นประเทศอยู่ในภาวะวุ่นวายจาก กบฏบวรเดช ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองย่อม ๆ แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ยังเดินหน้าจัดการเลือกตั้งจนสำเร็จ

สยามในขณะนั้นมีประชากรราว 18 ล้านคน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 4.2 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิ 1.77 ล้านคน หรือราว 41% โดยจังหวัดเพชรบุรีมีคนออกมาใช้สิทธิมากที่สุด (78.82%) ส่วนแม่ฮ่องสอนน้อยที่สุด (17.71%) ผู้แทนราษฎรชุดแรกมาจาก 70 จังหวัด บางจังหวัดมีได้มากกว่า 1 คน เช่น เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และนครราชสีมา ส่วนจังหวัดที่ได้มากที่สุดคือ พระนครและอุบลราชธานี จังหวัดละ 3 คน

ในจำนวนนี้ มี สส. ผู้มีบทบาททางการเมืองสำคัญ เช่น นายเลียง ไชยกาล และ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สองนักการเมืองคนสำคัญจากอุบลราชธานี ที่ภายหลังมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น

การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงถือเป็นก้าวแรกของการให้ประชาชน “มีเสียง” ในการกำหนดอนาคตของประเทศ

17 พฤศจิกายน 2514 'จอมพลถนอม' ก่อการรัฐประหารตนเอง ล้มรัฐธรรมนูญ–ปิดสภาในครั้งเดียว รวบอำนาจทั้งประเทศ ปูทางสู่ระเบิดเวลา 14 ตุลา

รัฐประหาร พ.ศ. 2514 เป็นการ รัฐประหารตนเอง ของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังเกิดความขัดแย้งภายในพรรคสหประชาไทย และการต่อรองผลประโยชน์ของ สส. รวมถึงแรงกดดันจากการพิจารณางบประมาณปี 2515 ที่ สส. บางส่วนต้องการเพิ่มงบเงินบำรุงท้องที่เกินกว่าที่รัฐบาลจัดสรร ทำให้สถานการณ์ในสภาควบคุมไม่ได้

จอมพลถนอมจึงประกาศยึดอำนาจ ตั้งชื่อว่า 'คณะปฏิวัติ' โดยอ้างภัยต่อประเทศและความวุ่นวายในสภา จากนั้นออกประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2511 ยุบสภา ยุบพรรคการเมือง และประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ คณะปฏิวัติกุมอำนาจจนปี 2515 ก่อนประกาศใช้ ธรรมนูญการปกครอง 2515 ที่ให้จอมพลถนอมเป็นนายกฯ ต่อ และนำ มาตรา 17 กลับมาใช้ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเต็มมือ

การรวบอำนาจยาวนานกว่า 10 ปี นับจากรัฐประหารปี 2501 รวมถึงปัญหาทุจริตและการไร้รัฐธรรมนูญถาวร ทำให้เกิดความไม่พอใจสะสมของนิสิต นักศึกษา และประชาชน จนนำไปสู่ เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

หลังรัฐประหาร สส. อุทัย พิมพ์ใจชน และพวกยื่นฟ้องคณะปฏิวัติฐานกบฏ แต่ถูกจำคุก ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ในสมัยรัฐบาลของสัญญา ธรรมศักดิ์

29 พฤศจิกายน 2494 รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. วิทยุหนึ่งคืน เปลี่ยนทั้งรัฐธรรมนูญ คณะทหาร-ตำรวจได้อำนาจควบตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นต้นแบบรัฐประหารทางการเมืองไทยยุคใหม่

รัฐประหารเงียบในคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะหรือใช้รถถังในไทย แต่ใช้เสียงประกาศจากสถานีวิทยุเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 เดิม และนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้กติกาใหม่ชั่วคราวแทน

กลุ่มคณะทหารและตำรวจระดับสูงได้ยึดอำนาจทางการเมืองผ่านแถลงการณ์ทางสถานีวิทยุ พร้อมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตั้งคณะบริหารประเทศชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลว่า "จำเป็นต้องปฏิรูปกติกาเพื่อรักษาชาติจากภัยคอมมิวนิสต์และความวุ่นวาย" แต่แท้จริงเพื่อฉีกข้อจำกัดทางการเมืองของทหารและขยายอำนาจในระบบการเมือง

แม้ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะปฏิเสธข้อเสนอรัฐประหารช่วงแรก แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพและตำรวจสนับสนุนคณะรัฐประหาร และภาคการเมืองอ่อนแอ เขาก็กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อในระบบกติกาใหม่ที่ไม่เคยรับรอง รัฐประหารครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า "รัฐประหารตัวเอง" หรือ Self-Coup

ผลลัพธ์คือระบบการเมืองไทยเปลี่ยนไปโดยถาวร กลุ่มทหารและตำรวจได้รับสิทธิ์นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในขณะที่ยังเป็นผู้บังคับบัญชาทหารและตำรวจ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่รัฐมนตรีในเครื่องแบบทหารคุมเกมการเมืองอย่างเปิดเผย การฉีกกติกาเดิมและออกแบบกติกาใหม่กลายเป็นแบบแผนการเมืองไทยตั้งแต่นั้นมา

ชิงสุกก่อนห่ามจริงหรือ? 2475 ในเงาประวัติศาสตร์การเมืองไทย เปิดมุมมองวาทกรรมคู่ขนาน “อภิวัฒน์” กับ “ความไม่พร้อม” ถอดบทเรียน 2475 ผ่านคำสารภาพของ ‘ปรีดี พนมยงค์’

วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม 2475 ถือเป็นวาทกรรมที่เป็นมายาคติหรือไม่?

"ชิงสุกก่อนห่าม" เป็นสำนวนไทยที่หมายถึง การทำสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร หรือทำสิ่งที่ยังไม่สมควรแก่วัย เปรียบเปรยเหมือนการเก็บผลไม้มากินตอนที่เพิ่งเริ่มห่าม ยังไม่สุกดีแล้วรีบเด็ดมาทานก่อนเวลา จะได้รับรสชาติที่ฝาดเปรี้ยว ไม่หวานอร่อยเหมือนตอนที่สุกเต็มที่

ในขณะที่คำว่า "มายาคติ" (Myth) หมายถึง ความคิด ความเชื่อ หรือคำอธิบายที่ถูกสร้างขึ้นและฝังรากอยู่ในสังคมจนทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ หรือเป็นสามัญสำนึกที่ถูกต้อง ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด หรือชุดความคิดที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อบิดเบือนหรือกลบเกลื่อนความจริง

โดย “วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม” ถือเป็นวาทกรรมหรือคำอธิบายย้อนหลัง (retrospective assessment) ที่ใช้ประเมินเหตุการณ์ 2475 ย้อนหลังว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี (negative assessment) ทั้งจากความไม่พร้อมของผู้ก่อการ ประชาชน รวมไปถึงผลเสียที่ตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีสถานะทางวาทกรรมตรงกันข้ามกับ “วาทกรรมอภิวัฒน์” ที่ใช้ประเมินเหตุการณ์ 2475 ในแง่บวก (positive assessment) ว่าเป็นการ “อภิวัฒน์” หรือเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและเป็นการกระทำที่ถูกต้องดีงาม สมควรแก่เวลา

โดยในระยะหลังมีคำอธิบายสาธารณะที่พยายามปฏิเสธว่าเหตุการณ์ 2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่าม หรือวาทกรรมชิงสุกก่อนเป็นมายาคติที่ไม่มีฐานความเป็นจริงรองรับ เช่น รัชนก ศรีนอก ในกรณีของละครสอดสร้อยมาลา ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะก้าวหน้า อิทธิพล โคตะมี, ธงชัย วินิจจะกูล  ฯลฯ

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รองรับวาทกรรมทั้งสองกระแส มีบุคคลสำคัญของคณะราษฎร ที่จัดได้ว่ามีบทบาทสำคัญทั้งการประกอบสร้างและเป็นหลักฐานในแง่ของข้อเท็จจริงที่ทำหน้าที่รองรับวาทกรรมทั้งสอง ทั้งวาทกรรมอภิวัฒน์และวาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามก็คือ ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำของคณะราษฎรสายพลเรือน

ในขณะที่เขา (ปรีดีหนุ่ม หรือ Young Pridi)  จะเป็นผู้ประกอบสร้างวาทกรรมอภิวัฒน์ โดยใช้คำ ๆ นี้เป็นคนแรก โดยประเมินว่าเหตุการณ์ 2475 เป็นการอภิวัฒน์ หรือการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นแล้ว

เขา (ปรีดีอาวุโส หรือ Old Pridi) เองก็ยังออกมายอมรับความผิดพลาดของตนเองและคณะราษฎร ในหลายกรรมหลายวาระ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับในความขาดวุฒิภาวะที่มาจากอายุที่น้อย ความขาดประสบการณ์ การยึดติดทฤษฎีหรือตำรามากเกินไปโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของสังคมไทย รวมไปถึงการขาดการติดต่อ การทำความรู้จักเข้าใจคนไทยให้มากพอ

หรือแม้แต่วาทะ “ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทําการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอํานาจ” อันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริงชั้นดีที่เป็นหลักฐานรองรับวาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามทั้งสิ้น

ดังนั้น วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม จึงไม่ได้มีสถานะเป็นวาทกรรมที่เป็นมายาคติหรือเรื่องเล่าไร้สาระที่ไม่มีหลักฐานและข้อเท็จจริงรองรับแต่เพียงอย่างใด

คำถามทิ้งท้ายก็คือ มีเหตุการณ์หรือบุคคลใดในโลกที่มีแต่ข้อดี โดยไม่มีข้อเสียเลยบ้างเล่า? การที่จะรับแต่ชอบ โดยที่ไม่รับผิดเลย นั้นมีความเป็นธรรมแล้วหรือ?

อ้างอิง

1. “(สอดสร้อยมาลา) เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการทำโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทำอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวก้าวหน้าก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน” อมรินทร์ทีวี. (2569). 2475 “รัชนก ศรีนอก” ชิงสุกก่อนห่าม, จาก Website Amarin TV

2. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

3. คณะก้าวหน้า. ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานไม่ใช่เพราะ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่เพราะการกลับมาของฝ่ายนิยมเจ้าในการรัฐประหาร 2490 - การสรุปเนื้อหาการบรรยาย “ตลาดวิชาอนาคตใหม่ – The Crown Strikes Back เมื่อเหล่ากษัตริย์นิยมโต้กลับการปฏิวัติ 2475” ในหัวข้อ “โฉมหน้าศักดินาไทยในรัฐประหาร 2490” โดย กษิดิศ อนันทนาธร เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งทาง Common School จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 74 ปี การรัฐประหาร 2490, จาก Website คณะก้าวหน้า.

4. อิทธิพล โคตะมี. (2564) มายาคติ 'ชิงสุกก่อนห่าม' สำนวนด้อยค่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, จาก Website สถาบันปรีดี พนมยงค์.

5. ธงชัย วินิจจะกูล (2567). 2475 “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “สายเกินการณ์” !? - ศิลปวัฒนธรรม, จาก FB Page 25 มิถุนายน 2024.

6. คำให้สัมภาษณ์ที่บ้านอองโตนี ปารีส เมื่อ พ.ศ. 2522 อันลือลั่นในประเด็นนี้คือ “ข้าพเจ้าไม่มีความเจนจัด และโดยปราศจากความเจนจัด บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตํารา ข้าพเจ้าไม่ได้นําเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคํานึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้า เป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคํานึงด้วย ให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทําการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอํานาจ”

ที่มา : Phermsak Chariamphan

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10174647228605486&id=583640485&rdid=IWjyXJMQhiwNxEPl#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top