Friday, 5 June 2026
บ้านเหมืองกุง

ททท. ชวนย้อนรอยหม้อปูรณฆฏะพื้นเมือง พร้อมเปิดตัวบ้านเหมืองกุง ชุมชนปั้นดินเก่าแก่กว่า 200 ปี ในงานนิทรรศการ 'ตำนานน้ำต้น คนปั้นดิน บ้านเหมืองกุง'

วันที่ 9 เมษายน 2566 เวลา 17.00 น. ณ วัดต้นเกว๋นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนรื้อฟื้นวัฒนธรรมการใช้หม้อดอกของชาวล้านนา หรือหม้อปูรณฆฏะ โดยชุมชนบ้านเหมืองกุง ที่สืบสานการปั้นเครื่องปั้นดินเผาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมามากกว่า 200 ปี ได้รับเกียรติจาก นายบุญส่ง คุ้มบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ททท. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงาน “ตำนานน้ำต้น คนปั้นดิน บ้านเหมืองกุง” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-21 เมษายน 2566 ณ วัดต้นเกว๋น อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการภายใต้โครงการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพย์สิน ททท.โดยร่วมมือกับชุมชนบ้านเหมืองกุง ผศ. ฐาปกรณ์ เครือระยา ผู้ค้นคว้าเรื่องหม้อดอกหรือหม้อปูรณฆฏะ และวัฒนธรรมล้านนา และบริษัท เดอคัว จำกัด ร่วมกันส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นลวดลายเฉพาะ ถือเป็น DNA ของชุมชนบ้านเหมืองกุงที่สืบต่อกันมา ด้วยการพลิกฟื้นการทำผลิตภัณฑ์ “หม้อดอกหรือหม้อปูรณฆฏะ” ของชาวล้านนา จากศิลปินช่างปั้นดินเผาบ้านเหมืองกุง ผู้ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการพลิกฟื้นวัฒนธรรมการใช้ “หม้อดอกหรือหม้อปูรณฆฏะ” ที่สูญหายให้กลับคืนมา ออกแบบให้มีความร่วมสมัย กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยการนำไปถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล และความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่จะนำมาซึ่งความสุข เนื่องในโอกาสประเพณีปี๋ใหม่เมือง

บ้านเหมืองกุงชุบชีวิต จากชุมชนช่างปั้นสู่งานหัตถศิลป์ ช่างปั้นจำนวนลดลงเหลือไม่ถึง 10 คน ผลิตภัณฑ์ดินเผาได้รับความนิยมในตลาดใหม่ รายได้ช่างปั้นเพิ่มขึ้นและฟื้นจิตวิญญาณงานฝีมือ

บ้านเหมืองกุงจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์”

บ้านเหมืองกุงในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญามากว่า 200 ปี ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสมัยใหม่ที่ทำให้อาชีพช่างปั้นดินลดน้อยลง เหลือเพียงไม่ถึง 10 คน อายุเกิน 50 ปี ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจสืบสานงานศิลป์ดังกล่าว

นายวชิระ สีจันทร์ ช่างปั้นรุ่นที่ 4 ของชุมชนกล่าวว่า "ช่างปั้นกำลังจะเลือนหายไป เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน" งานหัตถศิลป์จึงถูกแทนที่ด้วยสินค้าผลิตจากโรงงาน

ดร.ภาสินี ศิริประภา หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญคือพ่อค้าคนกลางที่จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำ จึงผลักดันเปลี่ยนตลาดสู่ตลาดงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าเชื่อมโยงกับตัวงานและผู้สร้างโดยตรง ช่วยเพิ่มมูลค่าและรายได้ช่างปั้น 2,000-5,000 บาทต่อเดือน

โครงการเน้นปรับทัศนคติและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ใช้วัสดุศาสตร์ผนวกเทคนิคดั้งเดิมจนได้ภาชนะที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ นายวชิระเสริมว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้งานปั้นดินเผาจะไม่เหลือเพียงตำนานอีกต่อไป"

โครงการยังวางแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะที่ 2 ด้วยการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะกลุ่มและจัดอบรมเชิงวัฒนธรรม เพื่อรักษาศิลปะหัตถศิลป์และส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนยั่งยืน

“หัวใจของการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าหัตถศิลป์ดินปั้นของบ้านเหมืองกุงตั้งอยู่บนทักษะของช่างปั้นในชุมชน ที่สั่งสมจากการทำงานกับดินพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน เป็นการนำทรัพยากรท้องถิ่น (Local Resources) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) และ ช่างฝีมือท้องถิ่น (Local Artisans) มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าเพิ่มในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปิน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและการขยายการรับรู้ เพื่อให้ชุมชนบ้านเหมืองกุงสามารถยกระดับตนเองจาก “ชุมชนช่างปั้น” สู่ “ชุมชนหัตถศิลป์” และรักษาและสืบสานอัตลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ให้คงอยู่ต่อไป”

ที่มา : หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top