Thursday, 4 June 2026
นักสิทธิมนุษยชน

2 สาวนักเคลื่อนไหว บุกสาดซุปใส่ 'ภาพวาดโมนาลิซ่า' สร้างกระแสเรียกร้องสิทธิเรื่องอาหารให้โลกเหลียว

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เกิดกระแสใหม่ในกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบุกโจมตี สาดสี สาดโคลนใส่ภาพวาด งานศิลปะชื่อดังระดับโลก เพื่อดึงความสนใจจากสังคม และพื้นที่บนหน้าสื่อในการส่งผ่านข้อเรียกร้องที่พวกเขาต้องการจะสื่อ สู่สังคมทั่วโลกให้ดังที่สุด

แม้ว่า การกระทำของพวกเขาจะถูกมองว่าเป็นการแสดง 'ความหิวแสง' และไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคมโดยส่วนใหญ่ก็ตาม 

และล่าสุด ภาพวาดที่เรียกได้ว่า โด่งดังที่สุดในโลก อย่าง โมนาลิซ่า ของจิตรกรเอก เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็ไม่รอด โดน 2 นักเคลื่อนไหวสาวจากกลุ่ม Riposte Alimentaire (การตอบโต้ด้วยอาหาร) บุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เพื่อสาดซุปฟักทองใส่ภาพวาดชื่อดัง จนเลอะเทอะไปทั้งกำแพง เมื่อวันอาทิตย์ (28 มกราคม 67) ที่ผ่านมา

แต่ทั้งนี้ ภาพวาดโมนาลิซ่า ที่มีความงามเป็นอมตะ ตั้งแต่ยุคศตววรษที่ 16  รวมถึงภาพวาดระดับมาสเตอร์พีซอื่นๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ มีการป้องกันอย่างดีในกรอบกระจกนิรภัย จึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ด้าน 2 สาว หลังก่อเหตุสาดซุปใส่ภาพวาดชื่อดังแล้ว ก็ออกยืนประกาศผลงานของตนรอสื่อมวลชนมาทำข่าว พร้อมกล่าวว่า "คิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างงานศิลปะ กับ สิทธิในการเข้าถึงอาหารที่ยั่งยืน และ ปลอดภัย" 

"ระบบการเกษตรของประเทศเรามันห่วย เกษตรกรจำนวนมากกำลังจะตาย คาสวน คาไร่ของพวกเขา"

และในขณะเดียวกัน ทางกลุ่ม Riposte Alimentaire ก็ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ยอมรับว่าการโจมตีภาพวาดโมนาลิซ่าครั้งนี้เป็นฝีมือของทางกลุ่ม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศส บรรจุสวัสดิการด้านอาหารเข้าไปในระบบประกันสังคม เพราะการเข้าถึงอาหารเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแจกคูปองมูลค่า 150 ยูโรให้ประชาชนทุกเดือนเพื่อนำไปซื้ออาหาร

Riposte Alimentaire เป็นหนึ่งในเครือข่าย A22 Network อันประกอบด้วยกลุ่มนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่ม Just Stop Oil ที่เคยบุกโจมตีภาพ 'ดอกทานตะวัน' ของ 'วินเซนต์ แวนโก๊ะ' ในหอศิลป์แห่งชาติ ที่กรุงลอนดอน เมื่อปี 2022 มาแล้ว 

สำหรับ เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเหตุผลที่ต้องนำภาพวาดโมนาลิซา ไปใส่กรอบกระจกนิรภัยตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ก็เพราะเคยมีผู้เข้าชม เทกรด ใส่ จนภาพวาดได้รับความเสียหายมาแล้ว

ต่อมาในปี 2019 ทางพิพิธภัณฑ์ ก็ได้มีการติดตั้งกระจกกันกระสุนเข้าไปเพิ่ม เพื่อป้องกันภาพวาดอีกชั้นหนึ่ง และในปี 2022 โดยชายวัย 36 คนหนึ่ง ที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้วยเก้าอี้รถเข็น และได้ปาเค้กใส่รูปโมนาลิซ่า พร้อมตะโกนว่า "คิดถึงโลกซะบ้าง ผู้คนมากมายกำลังทำลายมันอยู่" ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวเข้าศูนย์บำบัดทางจิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ ตามระเบียบขั้นตอนต่อไป ทางพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ก็จะทำรายงานร้องเรียนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุต่อไป ไม่ว่าเจตนาของกลุ่มนักเคลื่อนไหวจะเพื่อต้องการหาพื้นที่สื่อเพื่อเรียกร้องประเด็นเพื่อสังคมใดๆ ก็ตาม 

ด้าน ราชิดา ดาติ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า "ภาพวาดก็เหมือนมรดกของชาติ ที่ควรถนอมรักษาให้รุ่นลูกหลานในอนาคตของพวกเราได้ชมด้วย" 

อยากจะบอกว่า แสงอยู่กับเราไม่นาน และหากต้องการให้เกิดกระแสเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงและยาวนาน ควรหาวิธีที่สร้างสรรค์และทำซ้ำๆ อาจจะนานหน่อยกว่าคนจะตระหนัก แต่คงดีกว่ามาทำอะไรที่เป็นการ 'หิวแสง' แบบนี้

‘อ.ปานเทพ’ เห็นต่าง ‘นักสิทธิมนุษยชน’ ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ชี้ ต้องผลักดันคนกัมพูชา ที่รุกรานแผ่นดินไทยนานหลายสิบปี

(14 ต.ค. 68) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นักสิทธิมนุษยชนชาวไทยหลายคน ไม่เห็นด้วยที่กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อหวังให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวอพยพออกไป เนื่องจากมีรายงานว่าผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายตามคำแนะนำของฝ่ายไทย

โดยนายปานเทพ ระบุว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการผลักดันคนกัมพูชาที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในประเทศไทย รุกรานยึดแผ่นดินมาหลายสิบปี ดังนั้น หากต้องให้เลือกระหว่างมนุษยชนของคนกัมพูชา กับสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในฐานะที่เป็นคนไทย และเห็นว่าเราถูกรุกรานก็ต้องทำทุกวิถีทาง ในทุกรูปแบบที่จะสามารถผลักดันคนกัมพูชาออกไปให้ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีการใช้อาวุธสงครามและทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย การกระทำที่ยังอยู่ในกรอบและหนทางที่ทำได้ ซึ่งการกดดันก็เป็นหนึ่งวิธีที่สามารถผลักดันได้แบบสันติวิธี จึงยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างฝ่ายไทยถูกละเมิดแล้วอยู่เฉยๆ หรือรักษาสิทธิมนุษยชนของคนไทย และแน่นอนว่าสิทธิของคนไทยต้องมาก่อน เพราะเขาคือคนไทย อย่าลืมว่านี่คือราชอาณาจักรไทย คนไทยต้องได้รับการคุ้มครอง ช่วยกันปกป้อง ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคํานึงถึงสิทธิของคนไทยก่อนคนกัมพูชา

“ผมมองต่างจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะคํานึงถึงสิทธิที่ต้องเลือก ระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชา ซึ่งไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนเสียสละและต้องถูกจัดการออกไปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ด้วยวาจา เพราะการใช้วาจาเขาก็ไม่ถอย เราคิดเสียว่ามีคนรุกรานบ้านเรา แผ่นดินบ้านเรา เอาเข้ามาในรั้วเราเลย แล้วเราเจรจาไปผ่านไป 40 ปีแล้ว แต่เขาไม่ถอย ดังนั้นหากต้องเลือกระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชาผมจึงให้ความสำคัญกับคนไทยก่อน”

นายปานเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมันเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเมตตาช่วยเหลือคนกัมพูชา ที่เขาเดือดร้อนจากการสู้รบของเขมรแดง แต่กลับถูกเนรคุณ เพราะฉะนั้น กรณีแบบนี้คนไทยต้องหาทางจัดการในทุกวิถีทาง อย่าลืมว่าทางกัมพูชาใช้กลยุทธ์พลเรือนเป็นโล่ห์ เพื่อทำให้คนไทยไม่กล้าทำอะไรในการรุกรานแผ่นดินไทย การที่คุณกัน จอมพลัง เคลื่อนไหวในนามพลเรือนก็เป็นเรื่องของประชาชนเช่นเดียวกัน

‘ฐาปนีย์’ โพสต์ให้กำลังใจ ‘อังคณา’ นักสิทธิมนุษยชน หลังถูกกระแสโจมตี ‘ล่าแม่มด’ ปมดราม่ากัมพูชา

(16 ต.ค. 68) ฐาปนีย์ เอียดศรีชัย ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กให้กำลังใจ อังคณา นีละไพจิตร สว.และนักสิทธิมนุษยชน หลังถูกกระแสเรียกร้องให้ปลดจากตำแหน่งกรณีให้ความเห็นเรื่องกัมพูชา โดยฐาปนีย์ย้อนเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนทำข่าวโรฮิงญา จนถูกเรียกว่า 'โรฮิงแยม' ทำให้ถูกโจมตีในลักษณะเดียวกัน

เธอย้ำว่า การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหรือการพูดเรื่องความเป็นมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า “ไม่รักชาติ” หรือ “ขายชาติ” แต่คือการยืนหยัดในหลักการ เพื่อเปิดมุมมองที่ต่างจากกระแสหลัก พร้อมยอมรับว่าทุกฝ่ายผู้มีเจตนาดีอย่างคุณ “กัน จอมพลัง” ต่างมีสิทธิ์เห็นต่างกันได้ แต่ไม่ควรตัดสินใครแบบสุดโต่ง

นอกจากนี้ ฐาปนีย์ระบุว่า เธอเคยผ่านช่วงเวลา “ถูกล่าแม่มด” และเข้าใจดีว่าการถูกโจมตีเพียงเพราะยืนหยัดในความเชื่อมั่นหนักหนาเพียงใด จึงอยากให้กำลังใจอังคณาและทุกฝ่ายที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทหาร และประชาชน พร้อมขอให้ทุกคนอย่าลืม “ความเป็นมนุษย์” ของกันและกัน

ท้ายที่สุด เธอเรียกร้องให้สื่อมวลชนหยุดกระพือดราม่า แล้วหันมานำเสนอสาระสำคัญของปัญหาความขัดแย้งไทย–กัมพูชา รวมถึงการแก้ปัญหาสแกมเมอร์และสร้างสันติภาพร่วมกัน โดยย้ำว่า “เราต่างรักชาติได้ โดยไม่ต้องเกลียดกันเอง”

‘ดี้ นิติพงษ์’ ซัดแรง!! นักสิทธิมนุษยชน เห็นใจคนทั้งโลกแต่ลืมคนในชาติตัวเอง

(16 ต.ค. 68) ‘ดี้’ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nitipong Honark กรณี เห็นกรณีนักสิทธิมนุษยชน..ที่มักพูดจาสวยงามในเวลาที่คนทั่วไปไม่รู้สึกสวยงามด้วย…เอื้อเฟื้อคนเดือดร้อนทั่วโลกยกเว้นคนในประเทศตัวเอง เอื้อเฟื้อคนร้ายมากกว่าเหยื่อที่ถูกกระทำ….

บางทีฉันก็นึกไม่ออกว่า…คนเหล่านี้กินอาหารอะไร เติบโตมาอย่างไร มีอายุมาจนป่านนี้ได้อย่างไร ถึงได้มีต่อมอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนคนทั่วไป…

แล้วเป็นแบบสม่ำเสมอด้วยนะ…แบบว่ากูนึกแล้ว เดี๋ยวยัยนี่ หมอนี่ ต้องโผล่มาแสดงท่ารำเดิม ๆ ในจังหวะแบบนี้….

การอยู่ในสังคมโลก….ฉันว่าการเหลือบมองเพื่อนร่วมโลก ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก ว่าเขาจะคิดยังไงกับการดำเนินชีวิตของเรากับเพื่อนร่วมโลก….นั่นเป็นเรื่องที่ดีงามของผู้เจริญแล้ว….

แต่การเหลือบมองสายตาเค้าว่า…เค้าจะคิดยังไงกะเราหนอ ถ้าเราทำยังงี้ยังงั้น ตลอดเวลา อายเค้า กลัวเค้ามองไม่ดี จนไม่กล้าทำอะไรที่เรารู้สึก ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง โดยที่ไม่เห็นว่าจริง ๆ แล้ว มันไม่เห็นมีอะไรผิดสักหน่อย……การคิดแบบนั้น มันเป็นวิธีคิดของเด็กขี้แพ้ ใครถุยน้ำลายใส่ ก็ไม่กล้า…จะต่อว่า หรือด่ากลับก็กลัวเพื่อน ๆ หาว่านิสัยไม่ดี….

แถมไอ้เพื่อนเหล่านั้น…ที่จริงมันก็ไม่ได้สนใจไยดีอะไรนักหรอก… มันก็ยุ่งกับชีวิตของมันเองในโลกฝั่งโน้น แต่แค่ชอบเสือกบ้านโน้นบ้านนี้…ด่านั่นวิจารณ์นี่ ถ้าบ้านไหนหงอก็หงอไปตลอดชีวิต บ้านไหนไม่หงอ ถึงจะเป็นบ้านเล็ก ๆ มันก็ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชอะไร…

ยกเว้น….มันเห็นว่า เป็นประโยชน์ของมัน….นั่นแหละ มันถึงจะมาเสือกจริงจัง…ทั้งฝรั่งอเมริกา ฝรั่งยุโรป และจีนด้วยแหละ ก็เท่านั้น…

พวกคนไทยที่เอาแต่มาเตือนว่า ให้คอยมองดูสายตาฝรั่ง….อย่าทำอะไรตามใจ…ต้องเหลือบดูสายตาฝรั่ง ให้มันคอยชี้นำชีวิต…ว่าเราควรจะทำอะไร ถึงจะดูเป็นเด็กดี แม่งน่าเบื่อชะมัดเลยจ้ะ…

แค่ปฏิบัติการยุทธศาสตร์เชิงจิตวิทยา….เปิดเสียงรบกวนเพื่อไล่ให้ออกจากพื้นที่ ก็แลดูจะเกรงใจสายตาฝรั่ง…อ่านสัญญาประชาคมห่านหอยอะไร…ว่าระวังเราจะผิดนะ เดี๋ยวเพื่อนไม่คบ…

เคยได้ยินว่า ทหารอเมริกาก็เคยเอาลำโพง ไปเปิดเพลงร็อคหนัก ๆ ใส่ประเทศอาหรับที่ไหนสักแห่งก็จำไม่ได้…ไม่ยืนยันนะ

แต่ที่เห็นชัดคือ เกาหลีใต้ก็ทำแบบนี้ รบด้วยเสียงเพลงดัง เอาลำโพงหันไปหาเกาหลีเหนือ….เกาหลีเหนือก็เอาลูกโป่งใส่ขยะ ให้ลอยมาตกฝั่งเกาหลีใต้…

รบแบบหน่อมแน้มนี่แหละ…ไม่มีใครตาย แต่มันเป็น ปจว. (ปฏิบัติการจิตวิทยา) ของการรบ…..ถ้าไม่รู้จักคำนี้ ก็จงรู้จักเสีย…

เรื่องแค่นี้….พวกมึงนั่นแหละ สะดุ้งกลัวฝรั่งอะไร ด้วยผลประโยชน์ หรือด้วยนิสัยเห่อฝรั่ง….
ประเทศเล็ก ๆ ในแอฟริกา ในเอเชียกลาง หรือแม้กระทั่งล่าสุด เกาหลี….มันจะทำอะไร มันไม่เห็นต้องเหลือบตาคอยดูพี่ฝรั่งขนาดนี้…..

มันแค่มองแบบ เห็นเป็นเพื่อนรุ่นพี่….เกรงใจพอสมควร….ไม่ใช่มองเป็นญาติผู้ใหญ่ว่าจะดุเราไหม…
เมื่อไหร่จะเลิกเกรงใจฝรั่งจีนจามจนตัวซี้ตัวสั่นขนาดนี้….ทั้ง ๆ ที่อยู่ในยุทธภูมิที่มีเสน่ห์ และมีอำนาจต่อรองมาก….ถ้าเป็นสาวน้อยคนหนึ่ง….สาวไทยชี้นิ้วให้พวกมันเอาใจได้เลยนะ….หายใจลึก ๆ หน่อย….

ไทยนี้รักสงบ…แต่ถึงรบไม่ขลาด ตบเขมรแม่งสักฉาดสองฉาด หรือมากกว่านั้นก็ได้ ถ้ามันตอแยขนาดนี้

โดยไม่ต้องเหลือบตาดูใครอีกแล้ว…. เมื่อไหร่ที่ได้เปรียบ….เดี๋ยวพวกแม่งก็มาเอาใจเองแหละ….. ความเข้มแข็งเด็ดขาดที่มีเหตุผลและสามัญสำนึก….ย่อมสมควร..

ความสุภาพ อ่อนโยน อ่อนแอ เกรงใจไปหมด ในเวลาอันควรจะเข้มแข็ง….เป็นอันตรายกับตนเองที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top