Thursday, 4 June 2026
นักวิจัย

'นักวิจัย' เผย ผลสำรวจพบ 'องคชาต' ของผู้ชายทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึง 24% ตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

(21 ก.พ. 66) ทีมนักวิจัยทางการแพทย์ด้านระบบทางเดินปัสสาวะ (urology) จากสหรัฐฯ และอิตาลี ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสาร The World Journal of Men’s Health โดยระบุว่า ขนาดของอวัยวะเพศชายขณะแข็งตัวเต็มที่นั้น ดูเหมือนว่าจะขยายยาวเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้

ขนาดของอวัยวะเพศชายดังข้างต้น เป็นค่าเฉลี่ยที่ได้จากการสำรวจประชากรบุรุษทั่วโลก 55,761 คน ในการสำรวจหลายครั้งที่จัดทำขึ้นระหว่างปี 1942-2021

ทีมผู้วิจัยบอกว่า ค่าเฉลี่ยดังกล่าว มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง เพราะการตรวจวัดขนาด 'น้องชาย' ในการสำรวจทุกครั้ง ทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องมือได้มาตรฐาน โดยไม่นำเอาข้อมูลจากการวัดขนาดด้วยตนเองของกลุ่มตัวอย่างมาพิจารณาร่วมด้วย

ผลการสำรวจพบว่า ความยาวของอวัยวะเพศชายขณะแข็งตัวเต็มที่ ในหลายภูมิภาคของโลกและในทุกกลุ่มอายุ เพิ่มขึ้นถึง 24% ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญอย่างสูง โดยความยาวของอวัยวะเพศชายขณะแข็งตัวเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยเดิมที่ 12.3 เซนติเมตร (4.8 นิ้ว) ไปเป็น 15.2 เซนติเมตร (6 นิ้ว) ในปัจจุบัน

‘นักวิจัย มก.’ พบ ‘กุ้งเต้นปั่นท่อ’ ชนิดใหม่ของโลก  บริเวณแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม

(18 ธ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘Kasetsart University’ โพสต์ข้อความระบุว่า “ทีมนักวิจัย มก. พบกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดใหม่ของโลกบริเวณแม่น้ำแม่กลอง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรายงานแรกที่พบในอ่าวไทยและในแม่น้ำ

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร. กรอร วงษ์กำแหง นางสาวชนิกานต์ เกตุนวม และ ดร.ทศพล แซ่ตั้ง กีฏพิชญกุล ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Assoc. Prof. Dr. Azman Abdul Rahim จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (Universiti Kebangsaan Malaysia) ร่วมกันพบกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดใหม่ของโลกบริเวณแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

โดยทั่วไปกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดอื่น ๆ พบกระจายบริเวณชายฝั่งในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก การค้นพบครั้งนี้เป็นรายงานแรกของกุ้งเต้นปั่นท่อในอ่าวไทย และเป็นรายงานแรกที่พบกุ้งเต้นปั่นท่อในแม่น้ำ ผศ.พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานจึงได้ตั้งชื่อให้ว่า Cerapus rivulus ซึ่งหมายถึงแหล่งอาศัยของกุ้งเต้นปั่นท่อที่พบในแม่น้ำนั่นเอง

แม่น้ำแม่กลอง เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลลงสู่อ่าวไทยโดยมีปลายทางคือจังหวัดสมุทรสงคราม มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ บริเวณที่เป็นน้ำจืดคือในเขตอำเภอบางคนทีมีการทำเกษตรกรรม และอำเภออัมพวาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ส่วนปากแม่น้ำบริเวณดอนหอยหลอดก็เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศ

ในปีที่ผ่านมามีการค้นพบกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลกที่อำเภออัมพวา 2 ชนิดและเมื่อศึกษาต่อเนื่อง ในปีนี้ทีมสำรวจได้สำรวจไกลขึ้นไปในเขตอำเภอบางคนที และได้พบกุ้งเต้นปั่นท่อสร้างท่อติดไว้กับเครื่องมือวิจัยที่ติดไว้ที่ท่าน้ำบริเวณหน้าโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ กุ้งเต้นชนิดนี้มีการปรับรยางค์ให้ดำรงชีวิตอยู่ในท่อได้ตลอดชีวิต

ทีมงานวิจัยได้ลองเลี้ยงและบันทึกพฤติกรรมในการสร้างท่อ การสืบพันธุ์และการกินอาหารพบว่ากุ้งเต้นปั่นใยจับตะกอนแขวนลอยในมวลน้ำกินเป็นอาหาร ช่วยให้น้ำในพื้นที่นั้นสะอาดขึ้น

นอกจากนี้ใยที่กุ้งเต้นปั่นท่อสร้างออกมาจากขาเดินคู่ที่ 3 และ 4 ยังมีคุณสมบัติที่เหนียวและสามารถยึดกับวัสดุใต้น้ำได้ มีรายงานการพบกุ้งเต้นปั่นท่อในพื้นที่ที่น้ำไหลค่อนข้างแรงจึงทำให้มีการปรับตัวที่น่าสนใจ

การค้นพบดังกล่าวอาจนำไปต่อยอดในแง่ของชีวลอกเลียน (Biomimic) ในการสร้างกาวที่มีความยืดหยุ่นสูงและยึดติดใต้น้ำได้ โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยค้นพบกุ้งเต้นปั่นท่อเผยแพร่ลงในวารสาร Zoosystematics and Evolution เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2566 ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://zse.pensoft.net/article/107974/

‘นักวิจัย มข.’ เปลี่ยน ‘กากต้นเฉาก๊วย’ เป็น ‘เชื้อเพลิงอัดเม็ด-ตัวซับสารพิษ’ ช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ-ต่อยอดของเสีย สู่ ‘ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า’

(9 ม.ค.67) มข.วิจัย ‘กากต้นเฉาก๊วย’ หนุนภาคอุตสาหกรรมไทย ต่อยอดจนนำไปสู่การสร้างขยะหรือของเสียให้มีมูลค่าเพิ่ม จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอัดเม็ด และตัวดูดซับสารปนเปื้อนได้สำเร็จ ยกระดับจาก Zero waste ให้กลายเป็น Waste to value ได้สำเร็จ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ภายใต้การอำนวยการของ รศ.นพ.ชาญชัยพาน ทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รายงานถึงสถานการณ์ ท่ามกลางความพยายามในการจัดการกับของเสียหรือขยะจากภาคอุตสาหกรรม นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่เพียงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการแก้โจทย์ปัญหา Zero waste แต่ยังต่อยอดจนนำไปสู่การสร้างขยะหรือของเสียให้มีมูลค่า หรือ Waste to value ซึ่งเป็นเทรนด์ของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในขณะนี้ รศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ น.ส.ฉัตรลดา ไชยวงค์ นักศึกษาปริญญาโท และทีมนักศึกษาปริญญาตรี จึงได้จับมือกับเฉาก๊วยแบรนด์ดังอย่าง “เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” นำกากต้นเฉาก๊วยซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตที่ถูกฝังกลบทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ปีละหลายพันตันมาเพิ่มมูลค่าจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอัดเม็ด

รศ.ดร.ยุวรัตน์ เงินเย็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า “ทีมวิจัยของเรานับเป็นที่แรกของโลกที่นำกากต้นเฉาก๊วยมาสร้างเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดและตัวดูดซับสารปนเปื้อนได้สำเร็จ มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้จริง ยกระดับจาก Zero waste ให้กลายเป็น Waste to value ได้สำเร็จ”ด้วยคุณสมบัติของกากต้นเฉาก๊วยที่ให้ค่าความร้อนที่สูงอยู่แล้ว การนำมาแปรรูปเป็น ‘เชื้อเพลิงอัดเม็ด’ จะยิ่งช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั้งลดต้นทุนการขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็มีความแข็งแรงทนทานมาก และไม่ต้องใช้ตัวประสานในการอัดเม็ด จึงทำให้ลดต้นทุนในการผลิตต่างจากชีวมวลชนิดอื่น ทั้งยังมีคุณลักษณะเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (มอก.) ไม่เพียงเชื้อเพลิงอัดเม็ด รศ.ดร. ยุวรัตน์ ยังชวนทำความรู้จักกับถ่านชีวภาพ (Biochar) และถ่านกัมมันต์ (Activated carbon) หรือชื่อที่หลายคนคุ้นเคย คือ ชาร์โคล ซึ่งเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

โดยทีมวิจัยได้นำกากต้นเฉาก๊วยมาผ่านกระบวนการสร้างรูพรุนด้วยการให้ความร้อนและสารเคมี เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวของวัสดุให้มีคุณสมบัติในการดูดซับ ก่อนจะพัฒนาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้าน wastewater treatment โดยดูดซับไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และดูดซับสีย้อมเมทิลีนบลู (Methylene Blue Dye) ซึ่งเป็นสีย้อมที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เพื่อลดมลพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ‘ประสิทธิภาพของถ่านชีวภาพจากกากต้นเฉาก๊วยนั้นดียิ่งกว่าถ่านชีวภาพจากซังข้าวโพดหรือเมล็ดทานตะวันด้วย รวมถึงถ่านกัมมันต์จากวัสดุชีวมวลอีกหลาย ๆ ชนิด’

ทั้งนี้ รศ. ดร. ยุวรัตน์ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ผลงานวิจัยที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพืชเฉาก๊วยที่ไม่น้อยไปกว่าชีวมวลชนิดอื่น ๆ โดยหลังจากนี้ ทีมวิจัยจะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกากต้นเฉาก๊วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำขี้เถ้าที่เหลือภายหลังการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากกากต้นเฉาก๊วยมาทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น อาจนำมาสร้างเป็นอิฐบล็อกจากขี้เถ้ากาก ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานกับคณะหรือสาขาอื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้มาร่วมกันต่อยอดต่อไป ไม่ให้งานวิจัยหยุดอยู่เพียงบนหิ้งเท่านั้น

นักวิจัย ม.ทักษิณ และคณะ ค้นพบ 'เห็ดกรวยส้มทักษิณา' เห็ดชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

อาจารย์ ดร.ภูมิน นุตรทัต คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ จับมือ ดร.นครินทร์ สุวรรณราช และ ดร.จตุรงค์ คำหล้า สำนักงานบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัณณิดา ขุนนามวงษ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันสำรวจและศึกษาวิจัยจนค้นพบ “เห็ดกรวยส้มทักษิณา” เห็ดชนิดใหม่ของโลก ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Gloeocantharellus ที่ขึ้นอยู่ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง จากความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ คาดว่าจะพบเห็ดชนิดใหม่อีกหลายชนิดที่รอการยืนยันและการศึกษาเชิงลึกต่อไป

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลฐานชีวภาพภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง และใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบระบบนิเวศป่าสาคู ซึ่งอยู่ภายใต้หัวข้อวิจัย “เห็ดป่าในป่าสาคูจังหวัดพัทลุงสู่การนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาต่อยอดทางอุตสาหกรรมเกษตร” เพื่อศึกษาความหลากชนิดของเห็ดในป่าสาคู ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) ประจำปีงบประมาณ 2566  จากมหาวิทยาลัยทักษิณ

ทีมวิจัยยังได้สำรวจความหลากชนิดของเห็ดเบื้องต้นในรั้วมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง และจากการสำรวจและวิจัยของทีมวิจัยได้ค้นพบเห็ดชนิดใหม่ของโลก “เห็ดกรวยส้มทักษิณา” ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Gloeocantharellus ที่เป็นเห็ดเอกโตไมคอร์ไรซากับพืชถิ่นของมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Gloeocantharellus thailandensis” ทั้งยังเป็นการรายงานครั้งแรกของเห็ดสกุลนี้ในประเทศไทยอีกด้วย

ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ใช้หลักอนุกรมวิธานสมัยใหม่ในการบ่งบอกชนิดเห็ดสกุลนี้ จากข้อมูลสัณฐานวิทยาร่วมกับศึกษาข้อมูลทาง DNA ของลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนไรโบโซม internal transcribed spacer (ITS) และ large subunit (LSU) รวมถึงการใช้ลำดับนิวคลีโอไทด์ของโปรตีนในส่วน mitochondrial ATPase subunit 6 เพื่อใช้ศึกษาแผนภูมิวิวัฒนาการของเห็ดสกุลนี้ จนสามารถยืนยันได้ว่าเห็ดที่ศึกษานี้เป็นเห็ดชนิดใหม่ของโลก

ปัจจุบันเห็ดสกุล Gloeocantharellus มีรายงานการค้นพบแล้ว 19 ชนิดทั่วโลก โดยเห็ดชนิดใหม่ที่ค้นพบในมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ถือเป็นชนิดที่ 20 ที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสมาชิกใหม่ของโลก และงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ในหัวข้อ “Gloeocantharellus thailandensis (Gomphaceae, Gomphales), a new macrofungus from southern Thailand”

จากการศึกษาความหลากชนิดของเห็ดเบื้องต้นในครั้งนี้ยังพบเห็ดที่คาดว่าเป็นเห็ดชนิดใหม่อีกหลายชนิดในรั้วมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ที่รอการยืนยันชนิดและการศึกษาเชิงลึกต่อไป

การพบเห็ดชนิดนี้อยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ถือเป็นการสะท้อนบ่งบอกว่าพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศเป็นอย่างดี และสมควรที่จะต้องดูแลรักษาไว้ โดยมหาวิทยาลัยทักษิณสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และสนับสนุนการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ของมหาวิทยาลัยยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่มหาวิทยาลัยทั้งหมด

กระทรวงศึกษาญี่ปุ่นอัดฉีดทุนวิจัย 839 ล้าน ดึงนักวิจัยสหรัฐฯ!! เสริมแกร่งมหาวิทยาลัยในประเทศ

(4 ก.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นประกาศให้เงินสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยภายในประเทศที่มีแผนรับนักวิจัยจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ ที่เริ่มลดงบวิจัยและจำนวนบุคลากรภายใต้นโยบายรัดเข็มขัดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ญี่ปุ่นตั้งเป้าพัฒนาแวดวงวิชาการภายในประเทศ โดยสนับสนุนการรับนักวิจัยฝีมือดีจากต่างประเทศ รวมถึงนักวิจัยชาวญี่ปุ่นในต่างแดน เพื่อเสริมความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรม

รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณรวม 3.3 พันล้านเยน หรือประมาณ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 839.5 ล้านบาท) ในช่วงเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้ เพื่อช่วยเหลือด้านการเงินให้กับสถาบันที่ผ่านการคัดเลือก

เงินสนับสนุนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายค่าจ้างนักวิจัย ค่าทำวิจัย และค่าอุปกรณ์ในห้องทดลอง โดยจะใช้เงินบางส่วนจากกองทุนมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว โดยทางกระทรวงจะคัดเลือกแผนงานจากแต่ละมหาวิทยาลัยที่ยื่นสมัคร และจะประกาศผลภายในเดือนกันยายน พร้อมระบุว่าหากเห็นว่าจำเป็น อาจมีมาตรการเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อส่งเสริมวงการวิจัยของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ขอนแก่น - มข. ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่ธุรกิจ จัด 'KKU Enterprise Demo Day #2' นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness เปิดเวทีจับคู่ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) เวลา 13.30–16.30 น. ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) จัดกิจกรรม “KKU Enterprise Demo Day #2: นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ Smart Digital & Wellness” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจ

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและนวัตวณิชย์ ทำหน้าที่ประธานแทน ท่านอธิการบดึมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานและต้อนรับผู้เข้าร่วม เน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม พร้อมระบุว่ามหาวิทยาลัยตั้งเป้าจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ตลอดช่วงการนำเสนอ ได้แสดงผลงานและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ KKU Market ช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่ผู้บริโภค KKU IntelSphere แพลตฟอร์ม AI เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

การประยุกต์ใช้ AI ด้านสุขภาพ และแชตบ็อตเพื่อการดูแลผู้ป่วย Functional Wellness Directory ระบบฐานข้อมูลสุขภาวะบุคคล Cellular Therapy Service (CTC) รูปแบบการให้บริการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด รศ.ดร.เพ็ญศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ (KKU Enterprise) เป็นหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการผลิตภัณฑ์ อันได้แก่ องค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์ และผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันออกสู่ ตลาดในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการตลาดแบบครบวงจร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจดังนั้น ศูนย์เคเคยู เอนเตอร์ไพรส์ จึงได้จัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างเวทีให้นักวิจัยของเราได้นำเสนอผลงานและนวัตกรรมที่โดดเด่นแก่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทุกท่าน งานในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงผลงาน แต่เป็นประตูแห่งโอกาส ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อนำไปสู่การต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างรายได้ และขยายธรกิจให้เติบโตต่อไปในอนาคต โดยการจัดงาน Demo Day ในวันนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด "นวัตกรรมดิจิทัลและสุขภาวะ" 

นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น Brain Booster’s Product, อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ และ Functional Food ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในมหาวิทยาลัย (KKU Select)

ช่วงท้ายเป็นกิจกรรม Networking และจับคู่เจรจาความร่วมมือ (Business Matching) ระหว่างหน่วยงานวิจัยกับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มาร่วมงาน เพื่อต่อยอดผลงานสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการทดลองตลาด การร่วมพัฒนาเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงช่องทางจัดจำหน่าย

‘นักวิจัย วิศวฯ มธ.’ ใช้ 3D Scan และ AI ตรวจหลุมยุบ ถ.สามเสน ช่วยวิเคราะห์รอยแยก ความลึก – ขอบเขตการทรุด ก่อนเข้าซ่อมแซม

(29 ก.ย. 68) จากกรณีที่เกิดเหตุหลุมยุบความลึก 30 เมตร บนถนนสามเสน หน้า รพ.วชิรพยาบาล เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย. 68 ทางผู้เชี่ยวชาญนำโดย รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย IIMRaS คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับ ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนำเทคโนโลยี สแกนสามมิติ (3D Scan) มารวบรวมข้อมูลสภาพพื้นผิวและภูมิประเทศอย่างละเอียด พร้อมผสานกับการประมวลผลด้วย AI InSpectra ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมโครงสร้าง เพื่อสร้างฐานข้อมูลสามมิติที่ครบถ้วนและแม่นยำสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างเร่งด่วน

เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้คือการใช้ข้อมูลจาก 3D Scan ซึ่งบันทึกสภาพจริงของพื้นที่ในเชิงปริมาตรและรายละเอียดพื้นผิว ร่วมกับ ภาพถ่ายและข้อมูลจากกล้องหรือโดรน ที่ InSpectra ประมวลผลเป็นแบบจำลองสามมิติความละเอียดสูง จากนั้นระบบจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองก่อนหน้า เพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น รอยแยก ความลึก และขอบเขตของการทรุดตัวอย่างชัดเจน 

ภารกิจถัดมาคือการติดตั้ง เครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน TUSHM เพื่อเฝ้าระวังแรงสั่นไหวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการซ่อมแซมถนนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์ด้านการอำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่จาก ดร.อำพัน วิมลวัฒนา รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล โดยก่อนหน้านี้ ทีม TUSHM ได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ที่อาคารเพชรรัตน์แล้ว และมีแผนขยายไปยังอาคารทีปังกรฯ รวมถึงอาคารสำคัญอื่นภายในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของระบบเฝ้าระวัง ทั้งสองภารกิจได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กองทุน ววน. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อจัดการความเสี่ยง และยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ

หลังทำเลเซอร์สแกน 3 มิติ รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย IIMRaS คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า จากการลงพื้นที่ไปสแกนบริเวณหลุมยุบมีการประเมินความลาดชันของดินแต่ละส่วนภายในหลุม เพื่อประเมินว่ามีการเคลื่อนที่ของดินเพิ่มขึ้นจากจุดไหน ขณะเดียวกันสามารถประเมินความเปลี่ยนแปลงของดินในหลุมแต่ละวันได้

จากข้อมูลพบว่าการเคลื่อนที่ของดินภายในหลุมน้อยลง โดยคาดว่าดินที่อยู่รอบข้างหลุมยุบน่าจะเริ่มเคลื่อนตัวน้อยลง แต่มีจุดที่เป็นใต้สถานีตำรวจสามเสน ที่ดินสไลด์จนเสาเข็มบางต้นหายไป ทำให้ทีมที่เข้าไปสำรวจต้องใช้ความระมัดระวัง

เบื้องต้นหลังการนำเลเซอร์สแกน 3 มิติ ไปติดตั้ง 5 จุดรอบหลุมยุบพบว่า จุดที่ 5 มีการเร่งเทปูนลงไปในหลุมเพื่อให้เกิดการเซ็ตตัว เป็นจุดน่าห่วงมากที่สุด โดยเป็นโพรงใต้ตึก สน.สามเสน มีเสาเข็มขาดไป 2ต้น ส่วนจุดที่ 1 – 3 สามารถทำงานได้

หากประเมินพื้นที่รอบหลุมยุบ บริเวณฝั่งที่อยู่หน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นจุดน่าห่วงน้อยที่สุด สามารถซ่อมแซมได้ก่อนจุดอื่น สิ่งสำคัญของอาคารโดยรอบหลุมต้องเฝ้าระวังการเอียงตัวของอาคาร ว่ามีความเสี่ยงต่อเนื่องอย่างไร

ด้านมุมหลุมยุบฝั่งที่เป็นจุดไปทางแยกซังฮี้ เป็นจุดที่ต้องเร่งทำการเทปูนปิดตรงหลุมฝั่งดังกล่าวก่อน เนื่องจากพื้นที่ฝั่งนี้ดินยังไม่ค่อยเซ็ตตัว ส่วนขอบหลุมอีกฝั่งที่เป็นถนนเชื่อมต่อไปยังถนนสามเสน เป็นจุดที่ต้องทำการเคลียร์จุดที่มีเศษวัสดุต่างๆ อยู่จำนวนมาก การซ่อมแซมจุดนี้ต้องเก็บวัสดุต่างๆ ออกก่อน

การซ่อมแซมหลังจากนี้ สิ่งสำคัญต่อไปคือการบินโดรน ลงไปสำรวจในหลุมยุบ และสแกนจุดเปราะบางต่างๆ เพื่อทำการซ่อมแซมได้ตรงจุดมากที่สุด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำ ระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจสอบโครงสร้างอัตโนมัติควบคู่กับ 3D Scan และ เครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน มาใช้กับภัยพิบัติในเขตเมืองของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยทีมวิจัยยืนยันว่าจะต่อยอดข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาระบบติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการประเมินความมั่นคงของพื้นที่เสี่ยงในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top