Monday, 19 October 2026
ทะเลแดง

‘พันธมิตรยุโรป’ ข้องใจ!! แผนสกัดการโจมตีจาก ‘กลุ่มฮูตี’ ของสหรัฐฯ หลังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด-คลุมเครือ หวั่นเติมเชื้อไฟความรุนแรงเพิ่ม

‘กองทัพเรือสหรัฐฯ’ เดินหน้าตามแผนปฏิบัติการใหม่ล่าสุด ‘Operation Prosperity Guardian’ (OPG) ผนึกกำลังกับพันธมิตรหลัก ทั้งในยุโรป และตะวันออกกลาง รวมทั้ง แคนาดา และออสเตรเลีย ในการจัดตั้งกองกำลังป้องกันการโจมตีทางทะเลเฉพาะกิจ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ที่ตอนนี้กลายเป็นเป้าหมายของ ‘กองกำลังติดอาวุธฮูตี’ จนหลายบริษัทเดินเรือเปลี่ยนเส้นทาง งดแล่นผ่านทะเลแดง เพื่อความปลอดภัยของตน

‘ฮูตี’ เป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาวมุสลิม นิกายซายดิส นิกายย่อยสายหนึ่งของชีอะห์ ในเยเมน มีบทบาทสำคัญในการลุกฮือของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียในช่วงกระแสอาหรับสปริง จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในปี 2014 ที่กินเวลานานถึง 10 ปี จนถึงปัจจุบัน ที่มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 3.7 แสนคน และกลายเป็นคนพลัดถิ่นถึง 4 ล้านคน 

กองกำลังฮูตี ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน และ กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน อีกทั้งยังประกาศตนเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร ‘Axis of Resistance’ หรือ ‘กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน’ แนวร่วมที่สนับสนุนกลุ่มฮามาส และต่อต้านการรุกรานของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์

แผนการโจมตีเรือขนส่งในทะเลแดงของกลุ่มฮูติ เป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้าน และกดดันอิสราเอลให้ยุติการโจมตีทางทหารในฉนวนกาซา หลังจากที่เกิดสงครามเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอล-ฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเรือบรรทุกสินค้าลำแรกที่ถูกจี้โดยกลุ่มฮูตี คือ ‘เรือ Galaxy Leader’ เรือสัญชาติบาฮามาส ดำเนินการโดยบริษัทขนส่งญี่ปุ่น ‘Nippon Yusen’ แต่จดทะเบียนโดยบริษัทอังกฤษ ที่มี ‘อับราฮัม เรมี อันการ์’ มหาเศรษฐีชาวอิสราเอลถือหุ้นอยู่

โดยกลุ่มฮูตี ขู่ที่จะโจมตีเรือบรรทุกสินค้าทุกลำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แหล่งเงินทุนของอิสราเอล และภายหลังครอบคลุมถึงเรือสินค้าที่เทียบท่าเรือของอิสราเอลด้วย ซึ่งจนถึงตอนนี้มีเรือขนส่งที่ถูกกลุ่มฮูตีโจมตีแล้วถึง 12 ลำ โดยอาวุธที่ใช้มีตั้งแต่โดรนพิฆาต, ขีปนาวุธจากพื้นผิวสู่พื้นผิว, ขีปนาวุธนำวิถี, จรวดร่อน และอื่นๆ ที่เชื่อว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา กลุ่มฮูตี ยืนยันว่า ได้ใช้โดรนโจมตีท่าเรือเมืองไอลัต ของอิสราเอล และยิงขีปนาวุธโจมตีเรือขนส่ง ‘MSC United VIII’ ที่ออกจากท่าเรือคิง อับดุลลาห์ ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองการาจี ในปากีสถาน หลังจากที่ทางกลุ่มได้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนการโจมตีไปแล้ว 3 ครั้ง แต่ทว่าถูกเพิกเฉย

จึงกลายเป็นที่มาของแผนปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐฯ ‘Operation Prosperity Guardian’ (OPG) ในการจัดตั้งกองกำลังป้องกันทางทะเลร่วมกับชาติพันธมิตรอีก 9 ชาติ ได้แก่ อังกฤษ, บาห์เรน, แคนาดา, เดนมาร์ก, กรีซ, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, ออสเตรเลีย และเซเชลส์

รวมกันเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่ 153 ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังผสมทางทะเลของสหรัฐฯ ที่ตอนนี้มีเรือพิฆาตของอังกฤษ, เรือรบฟริเกตของกองทัพเรือกรีก และกองเรือของสหรัฐฯ บางส่วน อาทิ  USS Laboon, USS Carney และ USS Mason พร้อมอาวุธ, ระบบต้านขีปนาวุธและโดรนพิฆาต

แต่ทว่าการป้องกันการลอบโจมตีในเขตน่านน้ำทะเลแดงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เป็นสาเหตุให้อีก 3 ประเทศพันธมิตรใหญ่ และมีกองทัพเรือแข็งแกร่งอย่างฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน ขอถอนตัวตั้งแต่แผน OPG ยังไม่ทันเริ่ม เนื่องจากเป้าหมายของปฏิบัติการ OPG เพื่อรักษาเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับเรือพาณิชย์มีความคลุมเครือเกินไป ขอบเขตของแผนการอยู่ที่ตรงไหน กับพื้นที่ทางทะเลตลอดชายฝั่งของเยเมน ในเขตยึดครองของกลุ่มฮูตีที่มีระยะทางถึง 450 กิโลเมตร ที่สามารถยิงขีปนาวุธจากชายฝั่งโจมตีเรือสินค้าที่แล่นผ่านได้ตลอดเวลา

ซึ่งกองทัพเรือสหรัฐฯ และหลายชาติพันธมิตรที่เข้าร่วมแผน OPG มีระบบเรดา และปืนต้านขีปนาวุธที่ทันสมัย สามารถสกัดการโจมตีของกลุ่มฮูตีได้อยู่แล้ว แต่หากต้องจัดเรือรบคุ้มกันเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ ที่เต็มได้ด้วยตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากและเทอะทะ ไม่สามารถแล่นได้เร็ว ก็ไม่ต่างจากเป้านิ่งที่ถูกเล็งได้ง่าย อีกทั้งกัปตันเรือบรรทุกสินค้ามักไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามแผนยุทธวิธีทางทหาร จึงเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการรับมือกับการโจมตี

อีกทั้งข้อจำกัดด้านอาวุธ ที่ติดตั้งภายในเรือรบคุ้มกัน และน้ำมันเชื้อเพลิง หากต้องเคลื่อนขบวนคุ้มกัน ตลอดพื้นที่เสี่ยงจากการโจมตี ที่ต้องใช้เวลาแล่นผ่านอย่างน้อย 16 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับกองกำลังฮูติที่มีคลังแสงสำรองไม่จำกัด และสามารถโจมตีได้ทุกทิศทาง ตลอด 24 ชั่วโมง

และหากปฏิบัติการ OPG หมายถึง ‘การป้องกัน’ นั่นก็หมายความว่า ต้องอยู่ในสถานะเป็นฝ่ายตั้งรับ ซึ่งกลุ่มฮูตีเองก็หาได้เกรงที่จะยิงขีปนาวุธ โจมตีกองเรือรบสหรัฐไม่ และได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อ 19 คุลาคมที่ผ่านมา โดยกองกำลังฮูติได้ปล่อยขีปนาวุธร่อน 4 ลูก กับโดรนพิฆาตอีก 15 ลูก ใส่เรือพิฆาต USS Carney ของสหรัฐฯ ขณะปฏิบัติภารกิจตามแผน OPG อยู่กลางทะเลแดง

ตามความเห็นของกองทัพเรือสหรัฐฯ มองว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสกัดการโจมตีของกองกำลังฮูตี หากไม่มีการโจมตีเชิงรุกจากฝ่ายสหรัฐฯ และพันธมิตรในปฏิบัติการ OPG ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานขีปนาวุธของกองกำลังฮูตีที่อยู่ในแผ่นดินเยเมน ด้วยขีปนาวุธทำลายล้างสูงคืนไปบ้าง

แต่นั่นก็จะอยู่นอกเหนือขอบเขตของปฏิบัติการ OPG ที่มีไว้เพื่อ ‘รักษาเส้นทางที่ปลอดภัย’ สำหรับเรือสินค้าในทะเลแดง และการโจมตีกลุ่มฮูตีบนภาคพื้นดินในเยเมน มีความสุ่มเสี่ยงที่จะพลาดเป้า หรือขยายวงความขัดแย้งทางการเมืองในตะวันออกกลางมากขึ้น จากจุดเริ่มต้นเดิมที่เขตฉนวนกาซาในปาเลสไตน์เท่านั้น และอาจทำให้กลุ่มพันธมิตรที่เข้าร่วมในแผน OPG ทั้งยวง ถูกพ่วงเข้าไปในประเด็นความขัดแย้งที่มากขึ้น อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้

เพราะไม่มีใครอยากรับเผือกร้อน หรือหากระดูกแขวนคอเพิ่ม ดังนั้น ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน จึงขอถอนตัวจากปฏิบัติการ OPG โดยอ้างว่าไม่ต้องการอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การรบของสหรัฐฯ แต่จะส่งเรือฟริเกตไปคุ้มกันเรือสินค้าของประเทศตัวเองจะสะดวกกว่า

ดั่งคำพังเพยที่กล่าวว่า “เรียนผูกได้ ก็ต้องเรียนแก้ได้” แต่ก่อนจะแก้ให้ถูกต้อง ก็ต้องมองให้ออกว่าปมที่เป็นปัญหา และคู่กรณีหลักนั้นอยู่ที่ไหน สุดท้ายปฏิบัติการชื่อเท่ๆ อย่าง ‘OPG’ อาจไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุก็ได้

กองทัพ 'อเมริกา+อังกฤษ' โจมตี 'เยเมน' หวังถล่มฐานทัพ 'ฮูตี' เปิดฉากสมรภูมิใหม่เต็มสูบ 'ทางอากาศ-ทางเรือ-เรือดำน้ำ'

(12 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเริ่มปฏิบัติการโจมตีเล่นงานเป้าหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกฮูตีในเยเมน เจ้าหน้าที่อเมริกา 4 รายเปิดเผยกับรอยเตอร์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดปฏิบัติการกับพวกติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้ นับตั้งแต่ทางกลุ่มเริ่มเล็งเป้าโจมตีเรือขนส่งสินค้าต่างๆ ในทะเลแดงในช่วงปลายปีที่แล้ว

ฮูตี ซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมน เล็งเป้าเล่นงานเส้นทางเดินเรือสินค้าในทะเลแดง เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์และกลุ่มนักรบอิสลามิสต์ปาเลสไตน์ ‘ฮามาส’ ท่ามกลางสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในฉนวนกาซา การโจมตีก่อความปั่นป่วนแก่การค้าระหว่างประเทศ ในเส้นทางขนส่งสำคัญที่เชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของการขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลก

ปฏิบัติการครั้งนี้เชื่อว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีครั้งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2016 ที่ลงมือเล่นงานพวกกบฏฮูตีในเยเมน

เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนาม บอกว่าคาดหมายว่าจะมีการเผยแพร่ถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการในไม่ช้านี้ ซึ่งจะให้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตี

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี (10 ม.ค.) ผู้นำกลุ่มฮูตี บอกว่าการโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ ที่เล่นงานทางกลุ่ม การโจมตีเหล่านั้นจะไม่ถูกปล่อยให้ผ่านพ้นไปเฉยๆ โดยปราศจากการตอบโต้ใดๆ

พวกฮูตี ซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมน ในสงครามกลางเมือง ได้ประกาศโจมตีเรือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล หรือมุ่งหน้าสู่ท่าเรือของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม จำนวนมากของเรือที่ตกเป็นเป้าหมายนั้นพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับอิสราเอล

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าพวกฮูตีได้ลงมือโจมตีเล่นงานการเดินเรือครั้งที่ 27 นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ด้วยการยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือเข้าใส่เส้นทางการเดินเรือในอ่าวเอเดน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ กองทัพเรือสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้สอยร่วงโดรนและขีปนาวุธจำนวนหลายสิบ ที่กบฏฮูตียิงเข้าใส่ทางใต้ของทะเลแดง

‘พวกฮูตีจำเป็นต้องหยุดการโจมตีเหล่านี้ พวกเขาต้องแบกรับผลสนองกลับ หากว่าไม่ยอมทำตาม’จอห์น เคอร์บี โฆษกความมั่นคงแห่งชาติทำเนียบขาวระบุในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

บรรณาธิการข่าวการเมืองของหนังสือพิมพ์เดอะไทม์ส ของอังกฤษ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กล่าวอ้างก่อนหน้านี้ไม่นานว่า สหราชอาณาจักรคาดหมายว่าจะร่วมกับสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มฐานที่มั่นทางทหารที่เป็นของพวกฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเยเมน ‘ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า’

เดอะไทม์ส ของอังกฤษรายงานว่าก่อนหน้านั้นในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาซูแน็ก ได้บรรยายสรุปกับคณะรัฐมนตรี ต่อการขยับเข้าใกล้การเข้าแทรกแซงทางทหาร และสื่อมวลชนอังกฤษแห่งนี้รายงานด้วยว่า บุคคลทางการเมืองอื่นๆ ในนั้นรวมถึง เคียร์ สตาร์เมอร์ หัวหน้าพรรคเลเบอร์ พรรคฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฟังรายงานสรุปจากรัฐบาลเช่นกัน

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรของ ริชี ซูแน็ก ไม่ตอบคำถามของรอยเตอร์ ที่สอบถามขอความคิดเห็น ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และทำเนียบขาวก็ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว ในขณะที่ปกติแล้ว อเมริกาจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อแนวโน้มปฏิบัติการทางทหารใดๆ ในอนาคต

ฮูตีถล่มเรือ Magic Seas กลางทะเลแดง ตอบโต้เพราะละเมิดกฎแวะท่าเรืออิสราเอล

(8 ก.ค. 68) กลุ่มฮูตีในเยเมนออกมาอ้างว่าเป็นผู้โจมตีเรือสินค้า Magic Seas ของกรีซที่จดทะเบียนในไลบีเรีย กลางทะเลแดงเมื่อวันอาทิตย์ โดยระบุว่าใช้เรือไร้คนขับ ขีปนาวุธ และโดรนรวม 10 ลูกในการโจมตี จนเรือได้รับความเสียหาย และจมลงในเวลาต่อมา

โฆษกทหารฮูตีเผยว่า เรือดังกล่าวฝ่าฝืนคำเตือนหลายครั้ง และละเมิดคำสั่งห้ามเข้าเทียบท่าเรือในอิสราเอลซึ่งกลุ่มเรียกว่า “ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง” อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมด 22 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยโดยทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

ทางการยูเออีระบุว่า ได้ประสานกับองค์กรทางทะเลสากล เช่น UKMTO เพื่อช่วยเหลือลูกเรือภายใต้สถานการณ์ยากลำบาก ขณะเดียวกัน ฮูตียังเดินหน้าโจมตีเรือพาณิชย์ในภูมิภาค เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลกลับมาปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเมื่อเดือนมีนาคม โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 57,000 คน

ทั้งนี้ กลุ่มฮูตียังเดินหน้าปฏิบัติการในน่านน้ำทะเลแดง อ่าวเอเดน และทะเลอาหรับ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 โดยมุ่งเป้าทั้งเรือสินค้าทั่วไปและเรือที่เชื่อมโยงกับอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย

ฮูตีรุกยึดชายฝั่งทะเลแดง–เมืองโมคา!! เขย่าช่องแคบบับอัลมันเดบ ท่ามกลางศึกกองกำลังเยเมนหลายฝ่าย ดำเนินการโดยกองกำลังคุดส์จากอิหร่าน ปะทะรุนแรงที่เอเดนระหว่างฝ่ายรัฐบาล

กลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) ได้ยึดครองชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมดและเกาะหลายแห่งในทะเลแดงจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียในช่วงเวลาสั้นๆ

การรุกคืบนี้ทำให้กลุ่มอันซารุลลาห์มีอำนาจควบคุมทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบมากขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปฏิบัติการนี้ได้รับการวางแผนโดยเจ้าหน้าที่กองกำลังคุดส์ของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน โดยกลุ่มอันซารุลลาห์ดำเนินการตามคำแนะนำจากอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวกรองและอุปกรณ์แก่กลุ่มอันซารุลลาห์ และสัญญาว่าจะจัดหาอาวุธและเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกลุ่มนี้

ขณะเดียวกันสำนักข่าว RT เผยแพร่วิดีโอการปะทะอย่างดุเดือดบริเวณชานเมืองเอเดน ระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจาก กองกำลังรัฐบาลเยเมนถอนกำลังออกจากเมืองโมคา ภายหลังเมืองดังกล่าวถูกกลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) เข้ายึดครอง ก่อนจะเกิดการปะทะกับกองกำลังฝ่ายที่ UAE สนับสนุนบริเวณชานเมืองเอเดน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1397196609235362/?rdid=LrUDM2MPKDMuxYWH#

รู้จัก Mokha เมืองประวัติศาสตร์กาแฟเยเมน เมืองท่าประวัติศาสตร์กาแฟ Mokha เมืองท่าต้นกำเนิดชื่อ “Mocha” จากประวัติศาสตร์กาแฟโลก สู่จุดยุทธศาสตร์ริมทะเลแดงหลังมีรายงานฮูตียึดได้

MOKHA เมืองท่าเยเมนย ต้นกำเนิดชื่อ “Mocha” ในโลกกาแฟ
จากศูนย์กลางการค้ากาแฟในอดีต สู่เมืองยุทธศาสตร์ริมทะเลแดงที่กลุ่มฮูตียึดได้เมื่อ 10 กันยายน 2569

Mokha หรือ Al-Makha เป็นเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน ในเขต Taiz Governorate และอยู่ใกล้เส้นทางสู่ช่องแคบ Bab el-Mandeb

ช่วงศตวรรษที่ 16-18 เมืองนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการส่งออกกาแฟเยเมน จนชื่อ “Mokha/Mocha” กลายเป็นชื่อที่โลกใช้เรียกกาแฟ

ต้นกาแฟอาราบิกามีรากกำเนิดจากแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะเอธิโอเปีย แต่เยเมนมีบทบาทสำคัญต่อการเพาะปลูก การบริโภค และการค้ากาแฟเชิงพาณิชย์ในระยะแรก

กาแฟไม่ได้ปลูกเป็นหลักในตัวเมือง Mokha แต่ปลูกบนพื้นที่สูงของเยเมน แล้วขนลงมายังท่าเรือเพื่อส่งออก

เมื่อ 10 กันยายน 2569 มีรายงานว่ากลุ่มฮูตียึด Mokha ได้ ทำให้เมืองประวัติศาสตร์กาแฟแห่งนี้กลับมาอยู่ในจุดสนใจด้านภูมิรัฐศาสตร์

1. Mokha คือเมืองอะไร?
Mokha (Mocha, Mokha หรือ Al-Makha; ภาษาอาหรับ المخا) เป็นเมืองท่าของเยเมนบนชายฝั่งทะเลแดง อยู่ในเขต Taiz Governorate ทางตะวันตกของประเทศ มีความสำคัญทั้งในฐานะเมืองท่าประวัติศาสตร์และจุดยุทธศาสตร์บนแนวชายฝั่งใกล้ Bab el-Mandeb ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย

2. ทำไม Mokha จึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์กาแฟโลก?
กาแฟจากพื้นที่สูงของเยเมนถูกลำเลียงมายัง Mokha ก่อนส่งออกไปยังคาบสมุทรอาหรับ อียิปต์ จักรวรรดิออตโตมัน อินเดีย และยุโรป โดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ 16-18 เมือง Mokha กลายเป็นชื่อที่ผูกติดกับกาแฟคุณภาพจากเยเมนอย่างแน่นแฟ้น

พื้นที่ปลูกหลักอยู่บนภูเขาสูงและขั้นบันไดเกษตรของเยเมน ไม่ใช่บริเวณชายฝั่งของตัวเมือง Mokha

เมล็ดกาแฟถูกขนผ่านเส้นทางภายในประเทศมายังตลาดและท่าเรือ ก่อนออกสู่เครือข่ายการค้าทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

ชื่อเมืองจึงค่อย ๆ กลายเป็นชื่อเรียกกาแฟที่ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้

3. “Mocha” เดิมไม่ได้แปลว่ากาแฟใส่ช็อกโกแลต

ความหมายดั้งเดิมของ “Mocha” เชื่อมโยงกับเมือง Mokha และกาแฟเยเมนที่ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้ ส่วน Caffè Mocha แบบสมัยใหม่ที่ผสมเอสเปรสโซ นม และช็อกโกแลต เป็นความหมายที่เกิดขึ้นภายหลัง

อดีต: Mocha = กาแฟที่เชื่อมโยงกับเยเมนและการค้าผ่านท่าเรือ Mokha

ปัจจุบัน: Mocha มักหมายถึงเครื่องดื่มกาแฟที่เติมช็อกโกแลต

4. เส้นเวลา: จากกาแฟเยเมนสู่ชื่อที่โลกจดจำ

ช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญ
ศตวรรษที่ 15 เยเมนมีบทบาทสำคัญในการเพาะปลูกและบริโภคกาแฟ โดยเฉพาะในพื้นที่สูงและชุมชนซูฟี
ศตวรรษที่ 16 Mokha เติบโตเป็นท่าเรือสำคัญของกาแฟและการค้าระหว่างประเทศ

ศตวรรษที่ 17-18 ยุครุ่งเรืองของกาแฟ Mocha ในตลาดตะวันออกกลางและยุโรป

ศตวรรษที่ 18-19 การปลูกกาแฟแพร่ไปยัง Java และภูมิภาคอื่น ทำให้บทบาทผูกขาดของเยเมนลดลง

ศตวรรษที่ 19 Aden และ Hodeidah มีบทบาททางการค้ามากขึ้น ขณะที่ Mokha ลดความสำคัญในฐานะท่าเรือกาแฟหลัก
.
5. รสชาติที่ทำให้กาแฟเยเมนแตกต่าง
กาแฟเยเมนแบบดั้งเดิมจำนวนมากใช้กระบวนการตากแห้งแบบ Natural และปลูกในพื้นที่สูงที่แห้งแล้ง จึงมักให้โทนรสเข้มและซับซ้อน เช่น ผลไม้แห้ง อินทผลัม ลูกเกด โกโก้ ดาร์กช็อกโกแลต เครื่องเทศ และกลิ่นหมักคล้ายไวน์ ทั้งนี้รสชาติจริงแตกต่างตามพื้นที่ปลูก สายพันธุ์ และการแปรรูป

6. ทำไม Mokha จึงกลับมาเป็นข่าวในปี 2569?
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 สำนักข่าว AP และ Al Jazeera รายงานว่ากลุ่มฮูตีเข้ายึดเมือง Mokha หลังจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเยเมนถอนตัว การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญเพราะ Mokha อยู่บนชายฝั่งทะเลแดงใกล้เส้นทางสู่ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินเรือระหว่างเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และคลองสุเอซ

“Mokha ไม่ได้เป็นเพียงชื่อในเมนูกาแฟ แต่คือเมืองท่าของเยเมนที่ช่วยพากาแฟออกสู่โลก จนชื่อเมืองกลายเป็นคำว่า Mocha และวันนี้เมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้กลับมีความสำคัญอีกครั้งในฐานะจุดยุทธศาสตร์ริมทะเลแดง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top