Thursday, 4 June 2026
ตระกูลฮุน

‘รัฐบาลฮุน มาเน็ต’ กำลังอยู่ในภาวะกดดันอย่างสูง ปชช. เริ่มตั้งคำถาม กัมพูชายังเป็นของคนกัมพูชาหรือไม่

(2 มิ.ย. 68) ว่าด้วยเรื่อง การเมืองกัมพูชา ....

ถ้าจะเล่าเรื่องนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ ต้องบอกก่อนว่า ตอนนี้รัฐบาลฮุน มาเน็ตกำลังอยู่ในภาวะกดดันอย่างสูง เพราะถูกจับตามองว่าอาจจะสืบทอดนโยบายของฮุน เซน พ่อของเขา ที่ถูกวิจารณ์มาโดยตลอดว่ามีความใกล้ชิดและพึ่งพาเวียดนามมากเกินไป

1. การใช้แผนที่ของเวียดนามในการกำหนดเขตแดน
หนึ่งในประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในกัมพูชาอย่างเงียบเชียบ แต่รุนแรงในความรู้สึกของประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกใช้ “แผนที่ที่เวียดนามจัดทำขึ้น” ในการเจรจากำหนดแนวชายแดนแทนที่จะใช้แผนที่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นหลักฐานมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงเชิงเทคนิคนี้ กลับมีผลทางยุทธศาสตร์มหาศาล เพราะแผนที่เวียดนามมีแนวเขตที่ “รุกล้ำเข้ามา” ในฝั่งกัมพูชาหลายจุด โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดทางภาคตะวันออก ได้แก่ รัตนคีรี, มณฑลคีรี, กระแจะ และสตึงเตรง — ซึ่งบังเอิญเป็นพื้นที่เดียวกับที่เกิด “ข่าวลือแรง” เมื่อกลางปี 2024 ว่า รัฐบาลที่นำโดยตระกูลฮุน ได้ “ยกพื้นที่เหล่านี้ให้เวียดนามโดยพฤตินัย”
แม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศใด ๆ อย่างเป็นทางการ แต่การใช้แผนที่ฝ่ายตรงข้ามในการปักหมุดพรมแดน การปล่อยให้บริษัทเวียดนามเข้ามาถือครองที่ดินจำนวนมาก และการไม่เปิดเผยข้อมูลเจรจาแนวเขตแดน กลับทำให้ข่าวลือนี้ดู “ไม่เกินจริง” ในสายตาประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานภาคประชาสังคมและ NGO หลายแห่งยังระบุว่า มีหมู่บ้านในเขตชายแดนที่ถูกเวียดนาม “วางหลักเขตทับ” โดยที่ชาวบ้านกัมพูชาไม่สามารถคัดค้านได้ เพราะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเองก็อ้างว่า “เป็นไปตามแผนที่รัฐ” ซึ่งไม่มีใครเคยเห็น

2. สัมปทานที่ดินขนาดใหญ่ให้กับบริษัทเวียดนาม
มีการให้สัมปทานที่ดินในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 40,000 เฮกตาร์แก่บริษัทเวียดนาม เช่น HAGL ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองทัพเวียดนามโดยตรง พื้นที่เหล่านี้ครอบคลุมป่าไม้ ที่ทำกิน และชุมชนของชนกลุ่มน้อยที่ถูกผลักออกไปจากถิ่นฐานเดิม

3. เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เวียดนามได้ประโยชน์
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน เช่น เขต Bavet-Moc Bai กลายเป็นพื้นที่ที่ทุนจากเวียดนามเข้ามามีบทบาทสูง ทั้งในการก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และการจ้างงาน ซึ่งแรงงานกัมพูชากลับได้ค่าจ้างต่ำ และไม่มีอำนาจการต่อรองในระบบ

4. การตั้งถิ่นฐานของชาวเวียดนามในลุ่มน้ำโตนเลสาบ
พื้นที่รอบโตนเลสาบมีชุมชนชาวเวียดนามเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บางพื้นที่กลายเป็นชุมชนใหญ่โดยไม่มีการกำกับดูแลจากรัฐอย่างชัดเจน เรื่องนี้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงด้านอัตลักษณ์ของประชาชนกัมพูชาในพื้นที่นั้น

5. การถอนตัวจาก CLV-DTA ยังไม่ลบข้อครหา
แม้รัฐบาลฮุน มาเน็ตจะประกาศถอนตัวจากความตกลงพัฒนาเขตเศรษฐกิจร่วมกับเวียดนามและลาว (CLV-DTA) ในปี 2024 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การทบทวนสัมปทาน การแก้ไขการถือครองที่ดิน หรือการกำหนดโครงสร้างภาษีให้ทุนต่างชาติ

6. คลองฟูนานเตโช: ทางเลือกใหม่หรือกับดักใหม่?
รัฐบาลเสนอสร้างคลองเชื่อมแม่น้ำโขงออกสู่อ่าวไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาท่าเรือเวียดนาม แต่นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้อาจไปเพิ่มภาระหนี้ และขึ้นกับทุนจีนแทน โดยที่โครงสร้างการเจรจากับเวียดนามก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง

สม รังสี: ความเห็นต่อรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเน็ต

สม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านในต่างแดน เคยให้ความเห็นอย่างต่อเนื่องว่ารัฐบาลภายใต้ฮุน เซนได้วางนโยบายที่ทำให้เวียดนามมีอิทธิพลต่อกัมพูชามากเกินไป เขาชี้ว่าการรับรองแผนที่ของเวียดนามคือ “การยอมจำนนทางดินแดน” และการให้สัมปทานที่ดินคือ “การล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่”

ในกรณีของฮุน มาเน็ต สม รังสีแสดงความไม่มั่นใจในความตั้งใจที่จะปฏิรูประบบ เขาระบุว่า การถอนตัวจากข้อตกลง CLV-DTA อาจเป็นแค่ภาพลวงตา เพราะยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมต่อการคืนความเป็นเจ้าของประเทศให้กับประชาชน

สม รังสียังกล่าวว่า “การเปลี่ยนผู้นำแต่ไม่เปลี่ยนแนวทาง คือการคงอำนาจเก่าในรูปแบบใหม่” และ “เวียดนามไม่ต้องใช้ทหาร แต่ใช้ผู้นำของเราเป็นเครื่องมือได้หากเราไม่รู้เท่าทัน”

บทสรุป
นโยบายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับเวียดนามไม่ได้อยู่แค่ในระดับมิตรภาพระหว่างประเทศ แต่มันฝังลึกถึงระดับนโยบาย โครงสร้างเศรษฐกิจ และการถือครองที่ดิน

และแม้รัฐบาลใหม่ภายใต้ฮุน มาเน็ตจะพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่ตราบใดที่ยังไม่ตอบคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจน ข้อสงสัยของประชาชนก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม — ว่ากัมพูชายังเป็นของคนกัมพูชาหรือไม่?

ในท่ามกลางความสับสน ความเงียบ และความกลัวที่จะตั้งคำถาม มีเพียงไม่กี่เสียงที่ยังคงยืนหยัดพูดความจริง — สม รังสีคือหนึ่งในนั้น เขาคือผู้ที่รู้ทันเกมของรัฐบาลฮุน เซน และเห็นแนวโน้มล่วงหน้าว่านโยบายบางอย่างกำลังคุกคามอธิปไตยของประเทศอย่างเงียบงัน

แม้เขาจะอยู่ในต่างแดน แม้จะถูกปิดกั้นทางการเมือง แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือเครื่องมือแห่งการตื่นรู้ เพื่อให้ประชาชนกัมพูชารู้ทันอำนาจ และกล้าที่จะตั้งคำถามกับคนที่เคยอ้างว่าทำเพื่อชาติ

‘เขมร’ กับการปลุกกระแสคลั่งชาติเบี่ยงเบนปัญหา ลูกไม้ตื้น ๆ พ่อลูก ‘ตระกูลฮุน’ เมื่อยามไร้ทางออก

เมื่อวันที่ (8 มิ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ดร.โญ มีเรื่องเล่า ของ ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคลได้โพสต์ข้อความว่า ... Like father, like son!!! 
ในภาษาไทยจะตรงกับคำว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

พฤติการณ์และพฤติกรรมของเขมรเยี่ยงนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะในช่วงยุคที่ฮุนผู้พ่อเป็นนายกฯ หนแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เริ่มต้นขึ้นเมื่อบทความในหนังสือพิมพ์เขมรฉบับหนึ่งตีเเผ่บทความกล่าวหาด้วยข้อมูลผิดๆ ว่า นักแสดงหญิงไทยคนหนึ่งได้กล่าวอ้างว่า "นครวัดเป็นของประเทศไทย" ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุเขมรอื่น ๆ ได้หยิบยกเอารายงานดังกล่าวและปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมเพิ่มขึ้นไปอีกจนทำให้เกิดการจลาจลในพนมเปญเมื่อวันที่ 29 มกราคม ทำให้สถานทูตไทยถูกเผาและมีการปล้นสะดมทรัพย์สินของธุรกิจไทยในเขมร

หนต่อมาก็คือ กรณีพิพาทพรมแดนไทย–เขมร ระหว่าง 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 กินเวลา 3 ปี 5 เดือน 3 สัปดาห์ 2 วัน และสิ้นสุดลงหลังจากการสู้รบในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยและเขมรโดยฝ่ายเขมรได้ยิงจรวดแบบ BM-21 เข้ามาสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในเขตไทยหลายครั้งหลายหน กองทัพบกไทยจึงได้ทำการยิงปืนใหญ่โต้ตอบสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายเขมรอย่างหนัก เครื่องยิงจรวดแบบ BM-21 ถูกทำลายไปหลายระบบ ทหารเขมรตายไปหลายร้อยนาย ซึ่งผบ.ของกองกำลังเขมรในขณะนั้นก็คือ ฮุนมาเนตผู้เป็นนายกรัฐมนตีเขมรคนปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยฮุนผู้พ่อเลย เมื่อฮุนผู้ลูกให้ทหารเขมรเข้ามาออกอาการพยายามแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งที่เป็นดินแดนของไทยและดินแดนที่ยังเป็นข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาเหมือนธม มีการยั่วยุปลุกปั่นประชาชนคนเขมรตลอดเวลา ทำให้กองทัพไทยโดยกองทัพภาคที่ 2 ไม่ยินยอมมีการเจรจาและประท้วง แต่เขมรไม่ยอมเลิก สิ่งที่รัฐบาลเขมรทำมาตลอดก็คือ ยุยงปลุกปั่นให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนคนเขมรเพื่อให้สนับสนุนปฏิบัติการของรัฐบาลเขมร ซึ่งชัดเจนว่า เขมรพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างกระแสชาตินิยมจนนำไปสู่การคลั่งชาติ

สำหรับการแสดงออกของพี่น้องประชาชนคนไทยที่สนับสนุนทหารไทยในเวลานี้เป็นเรื่องของความรักชาติโดยบริสุทธิ์ใจ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและอธิปไตยที่มีมายาวนาน เขมรซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทยในอดีตที่ต้องยอมสละให้กับฝรั่งเศสชาตินักล่าอาณานิคมเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ เขมรซึ่ง 55 ปีมานี้เปลี่ยนแปลงการปกครองและชื่อประเทศมากมายหลายหนตั้งแต่ราชอาณาจักรเขมรมาเป็นสาธารณรัฐเขมรในปี พ.ศ. 2513 และเขมรประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2518 (มีการฆ่าล้างชาติไปหลายล้านคน) และสาธารณรัฐประชามานิตเขมรในปี พ.ศ. 2522 (ฝ่ายรัฐบาลหุ่นเชิดเวียดนามที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับโดยเฮงสัมรินและฮุนผู้พ่อตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐประชาชนเขมร) จนกระทั่งกลับมาเป็นราชอาณาจักรเขมรอีกครั้งในปี พ.ศ. 2532

ดังนั้น เขมรจึงเหมือนประเทศที่ถูกสาป และคงตกอยู่ภายใต้คำสาปต่อไปเมื่อมีผู้นำเยี่ยงนี้ ผู้นำที่คิดได้แค่ว่า เมื่อรัฐบาลมีปัญหาและหาทางออก ไม่ได้ ก็ต้องสร้างกระแสคลั่งชาติให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนเพื่อเบี่ยงเบนปัญหาที่แก้ไม่ได้ไปสู่เป้าหมายใหม่โดยเฉพาะศัตรูภายนอกประเทศ ตัวอย่าง อาทิ

นายพลเลโอโปลโด กัลติเอริ อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการแห่งอาร์เจนติน่าส่งกำลังทหารบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2525 หรือ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการแห่งอิรักได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดคูเวตได้อย่างง่ายดายและปกครองคูเวตอยู่ 7 เดือน กระทั่งสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซง แต่พ่อลูกตระกูลฮุนกลับลืมนึกไปว่า จุดจบของรัฐบาลที่กระทำการเยี่ยงนี้ไม่เคยจบสวยเลย ซ้ำยังเป็นการสร้างความพินาศย่อยยับให้กับประเทศชาติและประชาชน สิ่งซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยต้องเข้าใจเป็นอย่างยิ่งคือ ในขณะสิ่งที่กองทัพไทยกำลังทำหน้าที่ในการรักษาดินแดนของไทยตามกฎหมาย สิทธิ กติกา และระเบียบปฏิบัติอันชอบธรรม เยี่ยงรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยโดยทั่วไป เป็นหลักปฏิบัติปกติธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับรัฐที่มีเอกราชทุกรัฐบนโลกใบนี้

กระแสคลั่งชาติ ‘คนเขมร’ จุดติดง่าย มุกเดิมที่ ‘ตระกูลฮุน’ ใช้เรียกคะแนนนิยม

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บทความนี้ ไม่ได้มุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของเขมรเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ถ้า “ตระกูลฮุน” ทำเรื่องอื่น ๆ สร้างประโยชน์ให้ประชาชนคนเขมรได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ หรือแค่เพียงครึ่งเดียวของที่ทำอยู่ เขมรน่าจะมีความเจริญก้าวหน้ามากมายกว่านี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือเรื่องของ “ความคลั่งชาติ (Khmer chauvinists)” "ความคลั่งชาติ" กับ "ความรักชาติ" สองคำนี้แม้จะมีความคล้ายกัน แต่กลับมีความหมายต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของ "ระดับความรู้สึก" และ "พฤติกรรมที่แสดงออก" โดยคำว่า "คลั่งชาติ" มักใช้แสดงออกในทางลบ ส่วน "รักชาติ" ใช้แสดงออกในทางบวกมากกว่า

“ความคลั่งชาติ” คือ ความรักชาติที่สุดโต่ง ขาดความสมเหตุสมผล และเต็มไปด้วยความรู้สึกอคติ โดยเชื่อว่า ชาติของตนเองเหนือกว่าชาติอื่นและพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องชาติ “ความคลั่งชาติ” สามารถพบได้ในหลายกรณี เช่น การปลุกระดมความเกลียดชังหรือการใช้ความรุนแรงต่อชาติอื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อชาติของตน ความคลั่งชาติทำให้เกิดการยกย่องชาติของตนเองในลักษณะสุดโต่งและเกลียดชังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เป็นความรักชาติแบบขาดสติ ชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตาเลย

“ความรักชาติ” (Patriotism) คือ ความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน ความรักชาติอย่างแท้จริงนั้นไม่ได้หมายถึงการยกย่องชาติของตนเหนือชาติอื่น แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อแผ่นดินเกิด โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนค่าของชาติหรือวัฒนธรรมของผู้อื่น และความรักชาติที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน

เขมร เป็นประเทศที่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1953 (พ.ศ. 2496) ในขณะนั้น กษัตริย์นโรดม สีหนุ กษัตริย์ของเขมรในช่วงเวลานั้นได้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราช และเจรจากับฝรั่งเศส จนได้รับเอกราชจากอาณานิคมฝรั่งเศส หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหลายครั้งหลายหน เริ่มจาก (1)ราชอาณาจักรเขมร (2)สาธารณรัฐเขมร (3)เขมรประชาธิปไตย (4)สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และ (5)ราชอาณาจักรเขมรในปัจจุบัน

ไทยมีกรณีพิพาทกับเขมรต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 1962 (พ.ศ. 2505) จากการที่เขมรยื่นฟ้องไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้ถอนกำลังออกจากปราสาท และยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินว่า “ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา” จากเหตุผลที่ว่า เพราะไทยเคย "รับรู้แผนที่ฉบับหนึ่ง" ที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในเขตเขมร ไทยยอมปฏิบัติตามคำตัดสินด้วยการถอนทหาร แต่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ "พื้นที่รอบปราสาท" (ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร)

ความคลั่งชาติของเขมร ซึ่งไทยต้องตกเป็นเป้าของความคลั่งชาติดังกล่าว ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เขมรเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2546 (2003) และเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางการทูตรุนแรงที่สุดระหว่าง ไทยกับกัมพูชา โดยสาเหตุของเหตุการณ์มาจากข่าวเท็จ (Fake news) จากสื่อเขมร (หนังสือพิมพ์ Rasmei Angkor) เผยแพร่ว่า "สุวนันท์ คงยิ่ง (กบ สุวนันท์) ดาราสาวชื่อดังชาวไทย (ในขณะนั้น) อ้างว่า “ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) เป็นของไทย" ซึ่งข่าวนี้ไม่เป็นความจริง และไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า ดาราคนดังกล่าวได้พูดเช่นนั้น กอปรกับปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา จึงมีการปลุกกระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นในหมู่ประชาชน โดยมีผู้นำบางกลุ่ม ใช้ประเด็นไทย-เขมร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในของเขมรเอง ผลคือ ผู้ประท้วงชาวเขมรหลายพันคนบุกสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และเผาสถานทูตจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกจากนั้นยังมีธุรกิจของคนไทยอีกหลายแห่งถูก ปล้น เผา และทำลาย สถานทูตไทยประกาศอพยพคนไทย และรัฐบาลไทยส่งเครื่องบิน C-130 มารับคนไทยกลับ ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ทักษิณ ชินวัตร) ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูตรุนแรง อาทิ การขับเอกอัครราชทูตเขมรกลับประเทศ เรียกตัว เอกอัครราชทูตไทยกลับ ปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว ประชาชนไทยมีการรวมตัว ประท้วงหน้าสถานทูตเขมรในกรุงเทพฯ มีการเจรจาทางการทูตระหว่างไทย-เขมร จนในที่สุด รัฐบาลฮุน เซน ต้องออกมาแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ และ รับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหายเพื่อสร้างสถานทูตไทยขึ้นมาใหม่ จนความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาหลายเดือนต่อมา

ต่อมาคือ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะบริเวณ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ มีขึ้นหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 (ค.ศ. 2008 – 2011) โดยมีทั้งการยิงปะทะด้วยอาวุธเบา-หนัก, มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารและประชาชน, และมีการอพยพของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมรยังคงมีต่อเนื่องอยู่เสมอมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2568 นี้เอง เขมรได้ปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการให้ทหารและประชาชนเขมรเข้าไปทำกิจกรรมแสดงความเป็นเจ้าของโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ติดแนวชายแดนในเขตของไทยหลายแห่งก่อนเปิดฉากโจมตีไทยด้วยกำลังทหารและอาวุธหนักในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 หลายจุด เช่น บริเวณปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และช่องจอม การปะทะสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยฝ่ายไทยมีความสูญเสียทั้งชีวิต การบาดเจ็บ ของทหารและพี่น้องประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ในขณะที่เขมรสูญเสียชีวิตทหารมากกว่าไทยมากกว่าร้อยเท่าตัวและอาวุธยุทโธปกรณ์อีกเป็นจำนวนมาก

การปะทะกับเขมรในครั้งนี้ แม้ไทยเราจะไม่อยากให้เกิด แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเพราะประเทศเพื่อนบ้านเยี่ยงเขมรซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการพลเรือนจากการเลือกตั้งมีการครองอำนาจของ “ฮุนผู้พ่อ” มายาวนานหลายสิบปี และสืบทอดอำนาจจากพ่อโดย “ฮุนผู้ลูก” มีประมุขแห่งรัฐที่เป็นเหมือนนกน้อยในกรงทอง ซึ่งเขมรยังจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ประชาชนคนเขมรจะ “ตื่นรู้” จนกระทั่ง “ตาสว่าง” เยี่ยงประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยปกติทั่วไป

สิ่งที่เป็นคุณานุประการจากความขัดแย้งระหว่างไทย-เขมร จนกลายเป็นสงครามครั้งนี้ก็คือ พี่น้องประชาชนคนไทยได้ตระหนักรู้ถึงคำถามจากนักวิชาการและคนสามกีบที่มักจะหยิบยกเอามาพูดบ่อย ๆ คือ “ทหารมีไว้ทำไม” ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่าน “ทหารไทย” ทำงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ ฯลฯ เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้น “ทหารไทย” ได้ทำหน้าที่ของคนไทยผู้กล้าหาญ และแสดงฝีมือให้เห็นผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่า “ทหารไทย” สามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง จนทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรัก ชื่นชม และร่วมกันให้กำลังใจแก่ “ทหารไทย” อย่างมากมาย หลังจากที่หลายปีมานี้ มีผู้ที่ไม่หวังดีต่อทั้งคนไทยและชาติบ้านเมืองได้ ให้ร้าย ด้อยค่า “ทหารไทย” มาอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top