Tuesday, 15 September 2026
ตรวจสอบทุจริต

'รักชนก-สหัสวัต' หอบหลักฐานร้อง ป.ป.ช. ฟัน 'สุชาติ' ปม ‘ประกันสังคม ’ซื้อตึกแพงเกินจริง

‘รักชนก-สหัสวัต’ ยื่นคำร้อง ‘ป.ป.ช.’ สอบ ‘สุชาติ’ พ่วงปลัดแรงงาน ปมซื้อตึกสกายไนน์แพงเกินจริง 2 เท่า ฟาด ‘นายกฯ’ ตั้งใครเป็น รมต. ควรเกรงใจประชาชน-ผู้ประกันตนด้วย

(13 มิ.ย.68) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อคราวดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เมื่อคราวดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อนุมัติเงินกองทุนประกันสังคมลงทุนในกองทรัสต์ เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนไพรม์ แอสเซท (Prime Asset Private Equity Trust) กรณีโครงการอาคาร Cas Centre หรืออาคารสกายไนน์ (SKYY9 Centre)

และนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อดีตปลัดกระทรวงแรงงานช่วงปี 2564 – 2567 ที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยตำแหน่ง ได้กระทำความผิดตามมาตรา 172 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

โดยนายสหัสวัต กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมาพวกตนติดตามการดำเนินงานของ สปส. พบปัญหาทุจริตหลายอย่าง เรื่องหนึ่งที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจคือการซื้อตึกสกายไนน์ เห็นผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ออกมาแล้วยืนยันว่ามีความผิดปกติ วันนี้จึงมายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อยื่นสอบนายสุชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น รวมถึงองคาพยพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตึกนี้ เพราะเรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก เงินซื้อตึกมาจากเงินที่ผู้ประกันตนทำงานและส่งเงินสมทบเข้ามาแต่กลับถูกนำไปใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยขอฝากคำถามถึงนายกรัฐมนตรีด้วยว่า จะตั้งคนแบบนี้ ที่มีคดีอยู่ใน ป.ป.ช. ทั้งคดีทุจริตและคดีค้ามนุษย์ เรียกรับผลประโยชน์จากขบวนการที่ส่งแรงงานไทยไปเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในต่างประเทศ ให้เป็นรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่ ตอนนี้ประชาชนจับตาดูอยู่ว่าโผ ครม. จะไปในทิศทางไหน

ด้านนางสาวรักชนก กล่าวยืนยันว่า มูลค่าที่แท้จริงของตึกสกายไนน์กับราคาที่ สปส. ซื้อนั้นไม่สอดคล้องกัน หลังจากพวกตนออกมาพูดก็ถูกสุชาติฟ้อง อย่างไรก็ตามยืนยันมาตลอดว่า ทุกอย่างที่พูดไม่ได้ต้องการโจมตีใคร แต่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยหลังจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการสอบฯ ผลออกมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า มูลค่าของตึกอยู่ที่ประมาณ 3,000-3,200 ล้านบาท แต่ประกันสังคมกลับทุ่มเงินซื้อสูงถึง 7,000 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แล้ว ตนหวังอย่างยิ่งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะจัดการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว นำคนผิดมาลงโทษ

ทั้งนี้ อาคารสกายไนน์เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2540 ก่อนหยุดชะงักและถูกทิ้งร้างมานานหลายปี จนกระทั่งปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทบริษัท AGRE101 จำกัด ปัจจุบันคือ บริษัท ไพรม์ ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด เริ่มปรับปรุงอาคารแต่ยังคงไม่สมบูรณ์และไม่มีการใช้งานที่ชัดเจน สำหรับประเด็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งคือเรื่องของมูลค่าอาคาร ในปี 2565 บริษัทที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเมินอยู่ที่ 7,300 – 8,000 ล้านบาท แต่สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย กลับประเมินมูลค่าอาคารดังกล่าวไว้เพียง 3,400 – 3,800 ล้านบาท แตกต่างจากราคาที่สำนักงานประกันสังคมเข้าลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

โดยช่วงเดือนมีนาคมปี 2566 สำนักงานประกันสังคมได้เข้าลงทุนในกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนไพรม์ แอสเซท ซึ่งกองทรัสต์นี้ได้เข้าซื้อบริษัท AGRE101 จำกัด ที่ถือครองอาคารสกายไนน์ในราคา 6,900 ล้านบาท สูงกว่าราคาประเมินที่แท้จริงอย่างมาก การจัดซื้ออาคารดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่อาคารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ไม่มีผู้เช่าหรือรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ ขัดต่อเป้าหมายที่ต้องการจะสร้างรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ ยังขาดการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) และการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

การดำเนินการดังกล่าวของสำนักงานประกันสังคม ส่งผลให้บริษัท ไพรม์ ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม ได้รับเงินจากการขายอาคารมูลค่า 6,900 ล้านบาท อาจมีการทุจริตเกิดขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ภายในกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมของเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อกระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกันตน เนื่องจากเป็นการจัดซื้อที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่าในการลงทุน ส่งผลให้เงินจากกองทุนประกันสังคมที่มีไว้เพื่อดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้ประกันตนถูกใช้ไปในโครงการที่ไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ชัดเจนได้

การนำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนดังกล่าว มี นายบุญสงค์ เลขาธิการ สปส. ขณะนั้น เป็นผู้ลงนาม โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีการตรวจสอบสัญญาการก่อตั้งทรัสต์ ไม่ได้สอบทานความถูกต้องของการประเมินทรัพย์สินและตรวจสอบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการลงทุนแต่ประการใด อาจมีการทุจริตเพื่อหาส่วนต่างของมูลค่าที่สูงเกินความเป็นจริง ทำให้กองทุนประกันสังคมได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากผลการอนุมัติดังกล่าว

ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชากระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม รับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงแรงงานให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา กลับปล่อยปละละเลยให้มีการลงทุนซื้ออาคารดังกล่าวที่อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้น เป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 มาตรา 20 ประกอบมาตรา 35 พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เช่นเดียวกับ บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารองจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปล่อยปละละเลยให้มีการลงทุนซื้ออาคารดังกล่าวที่อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้น เป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 234 ประกอบ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 28 (1) และมาตรา 30 ว่านายสุชาติ, นายบุญชอบ และ นายบุญสงค์ ได้ดำเนินการ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ให้เกิดผลเสียต่อกองทุนประกันสังคม ตลอดจนไต่สวนหาข้อเท็จจริงว่า มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจ นายสุชาติ, นายบุญชอบ และนายบุญสงค์ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ด้วยหรือไม่

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top