Thursday, 4 June 2026
ช่องอานม้า

กองทัพบกสูญเสียกำลังพลเพิ่ม 1 นาย ในสมรภูมิช่องอานม้า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ทหารกล้าเสียชีวิตแล้ว 15 นาย

(29 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 11.45 น. กองทัพบกรับรายงานกำลังพลเสียชีวิตจากการสู้รบเพิ่มเติม จำนวน 1 นาย คือ สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 จากการปะทะที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บอีก 13 นาย

กองทัพบกขอสดุดีแด่กำลังพลผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวและทายาทของทหารกล้าเหล่านี้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละของท่านเหล่านี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 68 ถึงปัจจุบัน รวมกำลังพลเสียชีวิตแล้ว 15 นาย 

ช่องบก – ช่องอานม้า – ช่องตาควาย ประตูภูผาของแผ่นดินไทยแต่โบราณ

(11 ส.ค. 68) บนสันเขาสูงชันของพนมดงรัก มีเส้นทางเก่าแก่ที่ผู้คนใช้ข้ามไปมาระหว่างที่ราบสูงโคราชกับดินแดนเขมรด้านใต้ ช่องบก ช่องอานม้า และช่องตาควาย คือเส้นทางสำคัญเหล่านั้น ที่ไม่เพียงเป็นทางข้ามภูเขา แต่ยังเป็น “ประตูภูผา” ที่ผนวกอยู่กับแผ่นดินไทยมาตั้งแต่โบราณ

ช่องบกอยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมสามเหลี่ยมมรกต ไทย–ลาว–กัมพูชา ส่วนช่องอานม้าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และช่องตาควายตั้งอยู่บริเวณบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ปราสาทตาควาย โบราณสถานสำคัญของไทย

ปราสาทตาควายตระหง่านเป็นพยานประวัติศาสตร์ ทั้งในเชิงโบราณคดีและในความทรงจำของคนท้องถิ่น อบต.บักไดและผู้นำชุมชนเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ชุมชนบักไดได้ขึ้นไปจัดงานที่ปราสาททุกปี และยิ่งใหญ่ขึ้นทุกครั้ง ย้อนกลับไปปี 2551 ชาวบ้านยังสามารถเดินไปมาทั่วบริเวณได้ โขดหินด้านทิศใต้ของปราสาทก็ถ่ายรูปได้โดยไม่มีทหารเขมรสักคนเดียว ก่อนปี 2554 พื้นที่รอบปราสาทมีเพียงคนไทยกับทหารพราน ไม่มีการตั้งกำลังเขมรมาเฝ้า

จนกระทั่งปี 2554 เกิดการปะทะชายแดน ไทยสามารถยึดพื้นที่ปราสาทได้ หลังจากนั้นแม้จะมีการตั้งกำลังทหารเขมรเข้ามาร่วมประจำการกับทหารไทย แต่เราก็ยังสามารถขึ้นไปจัดงานที่ปราสาทได้ทุกปี

ปราสาทตาควายไม่เพียงเป็นโบราณสถานแบบขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ 16–17 แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในแนวเดียวกับปราสาทพระวิหารและปราสาทตาเมือน การครอบครองและดูแลพื้นที่โดยไทยทั้งในเชิงราชการ ทหาร และวิถีชุมชน คือหลักฐานว่าที่นี่เป็นแผ่นดินไทยมาโดยตลอด

แต่ในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ คำถามใหญ่กำลังเกิดขึ้น—อนาคตของปราสาทตาควายจะเป็นอย่างไร หรือสุดท้าย จะเหลือเพียงตำนานให้ชาวบักไดเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่า “ครั้งหนึ่ง ที่นี่คือเวทีงานประเพณีของเรา และเป็นแผ่นดินไทย”
ขอบคุณภาพจาก ร้อยตรีศิริพงษ์ ชูชื่นบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบักได

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

รองแม่ทัพภาคที่ 2 ตีแผ่ความจริงสถานการณ์ ‘ช่องอานม้า’ หวังไทยจะได้บทเรียนจากคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม”

รองแม่ทัพภาคที่ 2 บอกความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า เป็นเขตอธิปไตยไทย หลังการสู้รบ ผู้อพยพส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานไม่ยอมกลับ สร้างกาสิโน ขยายชุมชนใหญ่ขึ้น หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” จะเป็นบทเรียนให้ตระหนัก

(20 ส.ค. 68) พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่องอานม้า โดยระบุว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เป็นช่องเขาลักษณะคล้ายอานม้า เดิมเป็นช่องทางธรรมชาติชักลากไม้นำเข้าจากฝั่งกัมพูชา อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

ห้วงสงครามกลางเมืองภายในกัมพูชา ชาวกัมพูชาหลบหนีภัยการสู้รบเข้ามาบริเวณชายแดน ไทยได้เอื้อเฟื้อพื้นที่จัดตั้งศูนย์อพยพตามหลักมนุษยธรรมโดยมีหน่วยงานของสหประชาชาติอำนวยการ หลังการสู้รบเราได้ส่งคืนผู้อพยพกลับประเทศแต่มีส่วนหนึ่งปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ไม่ยอมกลับ ด้วยหลักมนุษยธรรม ที่สากลนำมากล่าวอ้าง และความไม่เด็ดขาดของเรา ทำให้ไม่สามารถผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ได้หมดและยืดเยื้อจนเป็นปัญหาถึงปัจจุบัน

ปี 2542 จ.อุบลราชธานี และ จ.พระวิหาร เห็นชอบเปิดช่องอานม้าเป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า กำหนดให้ตลาดฝั่งกัมพูชาอยู่บริเวณชุมชนเดิมนี้ ในขณะที่ตลาดฝั่งไทยลึกเข้ามาจากแนวเขตแดนประมาณ 300 เมตร คนกัมพูชาขึ้นมาจับจองพื้นที่ขยายชุมชนจากประมาณ 30 หลัง เป็นกว่า 100 หลังในปัจจุบัน

ปี 2554 ในขณะมีข้อขัดแย้งพื้นที่เขาพระวิหาร กัมพูชาใช้ห้วงเวลาที่เราติดตรึงการรบแอบสร้างอนุสาวรีย์ตาอม และปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จากแบบชั่วคราวจนเป็นแบบถาวร ทั้งการขยายบ้านเรือน/การสร้างอนุสาวรีย์ ฝ่ายทหารได้พยายามแก้ไขด้วยการเจรจาและประท้วงผ่านกลไกทางทหารและกระทรวงการต่างประเทศรวม 65 ครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยซึ่งสร้างความอึดอัดแก่ฝ่ายทหารในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ปี 2555 รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบให้ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวร มีนักลงทุนมาสร้างกาสิโนรอ แต่หน่วยงานความมั่นคงไม่เห็นด้วยยื่นข้อเสนอให้ย้ายชุมชนลงไปด้านล่าง ฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอม ทำให้การยกระดับไม่สามารถดำเนินการได้ ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาจึงเสนอขอให้ปิดจุดผ่อนปรนฯ แต่ จ.อุบลราชธานี คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าจะกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน

หวังว่าคำกล่าวอ้าง “เพื่อมนุษยธรรม” และ “กระทบการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน” ซึ่งทำให้เราเพิกเฉยต่อประเด็นความมั่นคงแล้วส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ในระยะยาว จะเป็นบทเรียนให้ทุกภาคส่วนของไทยเราได้ตระหนักและแก้ไขท่าทีทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งปิดตายปราสาทตาเมือนธม ล้อมรั้วลวดหนามชั่วกัลปาวสาน ใครแตะถือว่าล้ำอธิปไตยไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษกับนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) สมาคมพนักงานสอบสวน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า แม้มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และบางครั้งใช้สูตรเจรจาไปพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง พร้อมยืนยันว่า ภูมะเขือและพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่ทั้งหมดเป็นอธิปไตยของไทย

สำหรับปราสาทตาเมือนธม แม่ทัพภาค 2 ชี้แจงว่า มีการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาททั้งหมด และถือเป็นการประกาศอาณาเขตไทย หากใครแตะต้องรั้วถือว่าล้ำอธิปไตยไทย พร้อมย้ำว่า รั้วนี้จะอยู่ชั่วกัลปาวสาน ใครจะขึ้นมาต้องมีวีซ่าและพาสปอร์ต

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยแพ้คดีแล้วว่า มีสองแนวทาง คือ ยื่นต่อศาลโลกใหม่ หรือใช้กำลังยึดกลับ แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เช่น บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อประกาศอาณาเขตไทย

ทั้งนี้ แม่ทัพภาค 2 ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่และการวางรั้วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จริง และเป็นมาตรการรักษาอธิปไตยของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

‘กองทัพบกไทย’ แจงเหตุปะทะเขมรบริเวณช่องอานม้า กัมพูชาจัดฉากครบสูตร!! แสร้งสร้างภาพเป็นเหยื่อทั้งที่ยิงก่อน

กองทัพบกออกมาแถลงกรณีเหตุปะทะที่ 'ช่องอานม้า' อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงอาวุธหลายนัดเข้ามายั่วยุในเขตแดนไทย และมีการบันทึกลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ทั้งการยิงปืนครก ปืนกล และปืนเล็กยาว รวมถึงมีการตอบโต้กันในบางช่วง ก่อนที่สถานการณ์จะสงบลงในช่วงบ่าย

กองทัพบกเผยว่า หลังจากเหตุยิงยั่วยุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางเข้าพื้นที่ และเกือบในเวลาเดียวกัน โฆษกกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตี พร้อมทั้งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อขยายผลเรื่องดังกล่าว

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องต่อเนื่องอย่างผิดธรรมชาติ สะท้อนถึงการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากการยิงยั่วยุ การจัดฉากให้ IOT เข้ามาในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงข่าวโจมตีไทยต่อสาธารณะโลก ถือเป็น “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ตั้งใจสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนไทย หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ และบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง กองทัพบกย้ำว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการขาดความจริงใจ และทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น

กองทัพบกยังเตือนว่า ประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบจริงจังคือ การละเมิดหยุดยิงด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอนุสัญญาระหว่างประเทศและละเมิดหลักมนุษยธรรมร้ายแรง แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่คณะ IOT ฝั่งกัมพูชามักเลือกลงพื้นที่เฉพาะที่ฝ่ายตนชี้นำ จนเกิดข้อกังขาว่าทั้งหมดเป็นการ 'จัดฉาก' สนับสนุนภาพลักษณ์ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top