Thursday, 4 June 2026
ช่องบก

ทบ. แจงเหตุปะทะเดือดทหารไทย - กัมพูชา ชี้ สถานการณ์คลี่คลายทหารไทยไร้บาดเจ็บ

ทบ.แจงเหตุการณ์ปะทะทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนช่องบก อุบลราชธานี ปัจจุบัน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว อยู่ระหว่างรอการเจรจา

เช้าวันนี้ (28 พ.ค.68) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา โดยระบุว่าได้รับรายงานจาก กองกำลังสุรนารีเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.30 น. 

โดย หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้รับการรายงานว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงจัดชุดประสานงานเพื่อเข้าพูดคุยเจรจาตามแนวทางการปฏิบัติที่เคยกระทำมา เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว กำลังส่วนระวังเหตุของทหารกัมพูชาได้เข้าใจผิด และเริ่มใช้อาวุธ ฝ่ายไทยจึงใช้อาวุธตอบโต้กลับไป โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ต่อมาเวลา 05.55 น. พลตรี ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา ได้โทรศัพท์ประสานงานกับ พันเอก บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติ โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังบริเวณจุดปะทะ 

ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อจัดการกรณีอ้างสิทธิในพื้นที่ และกำหนดแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติอย่างสันติ ตามข้อตกลงที่มีอยู่

กองทัพบกขอยืนยันว่า กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบต่อไป

ทหารกัมพูชา ดับ 1 จากการปะทะทหารไทยที่ ‘เขาช่องบก’ โฆษก ‘ทบ.กัมพูชา’ อ้างไทยเริ่มก่อน ทำเหตุการณ์บานปลาย

(28 พ.ค. 68) จากกรณีเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณชายแดนพื้นที่พิพาท เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยโฆษกกองทัพกัมพูชา เหมา พัลลา ระบุว่า ทหารกัมพูชากำลังลาดตระเวนตามปกติ ก่อนถูกฝ่ายไทยเปิดฉากยิง

ด้านกองทัพไทยชี้แจงว่า ทหารกัมพูชาได้เข้ามาในพื้นที่พิพาท จึงส่งกำลังไปเจรจา แต่เกิดความเข้าใจผิด ทำให้ฝั่งกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน และไทยจึงตอบโต้ การปะทะยืดเยื้อราว 10 นาที ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาท้องถิ่นจะสื่อสารกันและสั่งหยุดยิง

กัมพูชาระบุว่ามีทหารเสียชีวิต 1 นาย และได้เคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่เพื่อประกอบพิธี ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

ไทยและกัมพูชามีประวัติข้อพิพาทเรื่องดินแดนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งได้รับสถานะมรดกโลกเมื่อปี 2551 และศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยในปี 2556 ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ก็เคยเกิดเหตุปะทะเล็กน้อยจากกรณีกำลังพลกัมพูชานำครอบครัวเข้าพื้นที่และร้องเพลงชาติใกล้ชายแดน ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ยัน!! ‘ช่องบก-สามเหลี่ยมมรกต-ปราสาทตาเมือนธม’ เป็นของไทยตั้งแต่แผ่นดินของ ‘ร.5’ ระบุชัด!! เคยไปสำรวจพื้นที่นี้มาก่อน

(1 มิ.ย. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ช่องบกของไทยแน่นอน” เนื้อหาระบุว่า ขอยืนยันว่า ช่องบก สามเหลี่ยมมรกตและปราสาทตาเมือนธม เป็นของไทยแน่นอน แผ่นดินนี้เป็นของไทยตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ห้า ตั้งแต่เริ่มแรกที่มีรัฐชาติสมัยใหม่ สยาม ฝรั่งเศสได้ทำความตกลงกำหนดเขตแดน ตามสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส อาศัยแนวสันปันน้ำ ความจริง เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ เคยเป็นของไทยที่ในหลวงรัชกาลที่ยอมเสียเพื่อแลกจังหวัดตราดกลับคืนมาเป็นของไทย

ผมเคยไปสำรวจพื้นที่นี้มาก่อน ข่องบก สามเหลี่ยมมรกต ปราสาทตาเมือนธม ฝั่งไทยจะตั้งอยู่บนแนวสันปันน้ำชัดเจน แผ่นดินฝั่งกัมพูชาจะลึกลงไปอยู่ในหุบ ลึกระดับเป็นเมตรๆ ศาลาตรีมุขตรงสามเหลี่ยมมรกตที่ถูกเผา ฝั่งไทยก็เป็นที่สูง ส่วนฝั่งลาวและกัมพูชา จะเป็นหุบต่ำลงไปมาก

บริเวณนี้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน หลักเขตหลักที่ 1 ไทยกัมพูชา ตั้งอยู่ช่องสะงำ  ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ ศรีสะเกษ ไล่ไปจนถึงหลัก 73 แหลมสารพัดพิษ ตราด ซึ่งจะใช้เป็นหลักอ้างอิงกำหนดแนวเขตในทะเล ยืนยัน ช่องบกของไทยแน่นอนตั้งแต่อดีต

‘ฮุน มาเนต’ ยืนยัน กัมพูชายังไม่ถอนกำลัง ย้ำกองทัพพร้อมเจรจา แต่ไม่ถอยจากอธิปไตย

(9 มิ.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กจากเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ยืนยันว่า ทางการกัมพูชายังไม่ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่อธิปไตยของตน บริเวณช่องบก หุบเขาที่ตั้งอยู่ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การครอบครองของกัมพูชามาเป็นเวลานาน และการวางกำลังเป็นไปเพื่อปกป้องแผ่นดิน

ฮุน มาเนต ย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชา รวมถึงการวางกำลัง การปรับกำลัง และการระดมพล ล้วนกระทำภายใต้กรอบอธิปไตยของกัมพูชา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และรักษาดินแดนจากการรุกราน

แม้กัมพูชาจะสนับสนุนแนวทางสันติภาพและกลไกการเจรจา แต่กองทัพก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยยืนยันการใช้คณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน (JBC) กัมพูชา-ไทย และ MOU ปี 2543 เป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาเขตแดน

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชายืนยันเดินหน้ารักษาความสัมพันธ์กับไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อผลประโยชน์ร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลบิดเบือนที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งระหว่างสองชาติ

‘ฮุน เซน’ โพสต์เดือด!..ท้าทายไทยจับกุมนักเคลื่อนไหว สวมชุดเครื่องแบบทหารเขมร ปลุกปั่นสถานการณ์ชายแดน

(10 มิ.ย. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานองคมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความรุนแรงผ่านเฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia เรียกร้องให้ทางการไทยจับกุมนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในไทย โดยกล่าวหาว่าเป็น “คนทรยศชาติ” ที่สมคบคิดกับศัตรูเพื่อทำลายประเทศตัวเอง และท้าทายว่าหากไทยไม่มีส่วนรู้เห็น ก็ควรกล้าหาญจับกุมส่งกลับกัมพูชา

สมเด็จฯ ฮุน เซน อ้างอิงแถลงการณ์จากคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่ชี้เป้าบัญชีโซเชียลมีเดีย TikTok "Amy Richard310" และเฟซบุ๊ก "Piseth P G EM" ว่าเผยแพร่ข้อมูลเท็จและวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อบ่อนทำลายกองทัพและสร้างความเข้าใจผิดให้สาธารณชน โดยระบุว่าบุคคลเบื้องหลังคือ นายเอม พิเศฐ (Em Piseth) อายุ 37 ปี หัวหน้าเครือข่ายเยาวชนกัมพูชาทั่วโลกในประเทศไทย

ทางการกัมพูชากล่าวหาว่า นายเอม พิเศฐ ซึ่งเดิมเป็นชาวจังหวัดพระวิหารและปัจจุบันอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีการสวมเครื่องแบบทหารปลอมอย่างผิดกฎหมาย และใช้โซเชียลมีเดียโพสต์เนื้อหาเชิงลบ กุเรื่องขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกัน พลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ปฏิเสธข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ในคลิปดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ถอนทหารออก และเตือนนายเอมให้หยุดการกระทำดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า “คุณไม่ใช่ทหาร คุณไม่ได้อยู่ในกัมพูชา อย่าสร้างปัญหาให้มากนัก... ไม่มีใครเชื่อคุณอีกแล้ว” โดยโฆษกตำรวจกรุงพนมเปญจึงเตือนประชาชนให้ใช้วิจารณญาณรอบคอบ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน และงดแสดงความคิดเห็นที่อาจสร้างความสับสน

ขณะนี้ทางการกัมพูชาอยู่ระหว่างสอบสวนและจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น และขอให้อยู่ในความสงบเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล กรณีนี้สะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับกลุ่มนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านที่หลบหนีไปอยู่ในต่างประเทศ

15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ‘ศาลโลก’ ตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ชี้ขาด ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นของกัมพูชา

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 หลังพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี โดยมีการนัดสืบพยานถึง 73 ครั้ง ถือเป็นกรณีพิพาทด้านดินแดนที่ยืดเยื้อและซับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ 'เปรี๊ยะ วิเฮียร์' เป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย แต่ตัวปราสาทส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ตัวปราสาทถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

คำตัดสินของศาลโลกส่งผลให้ไทยต้องยอมคืนพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารประมาณ 150 ไร่ให้กัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยอนุญาตให้นักศึกษาเดินขบวนคัดค้าน และสั่งปิดทางขึ้นปราสาทที่อยู่ฝั่งไทย เหลือเพียงเส้นทางแคบจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

แม้จะมีความตึงเครียดในช่วงแรก แต่ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในบางช่วง ซึ่งปัจจุบันอุทยานฯ เขาพระวิหาร ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวผามออีแดงชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติประณาม เหตุลอบวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา

(21 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ลักลอบนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเข้ามาวางในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวรจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ที่ถูกวางซ้อนกันในลักษณะสนามทุ่นระเบิดและกระจายตัวหลายจุดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ทุ่นระเบิดดังกล่าวมีอยู่ในระบบอาวุธปกติของกองทัพไทยและมีลักษณะมุ่งหมายเพื่อก่ออันตรายต่อกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ศทช. ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและขอคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจถือเป็นการละเมิดพันธกรณีและบรรทัดฐานของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Mine Ban Treaty หรือ Ottawa Convention) ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้และให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน

ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยในด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ศทช. เรียกร้องให้ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรม ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ ศทช. ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยตามแนวชายแดน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความมั่นคงให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีพันธกรณีในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษยชาติ และผลกระทบที่อาจถูกตีความจำแนกต่อพลเรือน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top