Thursday, 4 June 2026
จุฬาฯ

องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ รับลูก 'โรม' ชงจุฬาฯ มอบปริญญา 'พล.ต.ต.ปวีณ'

จากการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กรณีปัญหาการค้ามนุษย์ ขบวนการลักลอบขนชาวโรฮีนจา เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมกับเรื่องราวตำรวจเลวได้ดี ตำรวจดีต้องลี้ภัย โดยมีตัวอย่างของ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตหัวหน้าทีมสืบสวนคดีค้ามนุษย์ที่ต้องลี้ภัยออกจากประเทศไทยไปเมื่อปี 2558 ที่มีพยานหลักฐานซึ่งรวบรวมเอาไว้ถึง 270,000 แผ่นกระดาษของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ที่นายรังสิมันต์ นำมาใช้ในการเผยแพร่ทั้งในและนอกรัฐสภา

พร้อมกันนี้ยังมีวิดีโอคอลไปหาพล.ต.ต.ปวีณ โดยมีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ร่วมกันแถลงหลังเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152

‘ปตท.–อินโนบิก–จุฬาฯ’ เผยผลวิจัย ‘มณีแดง’ ความหวังต้านเซลล์ชรา รับสังคมผู้สูงวัย

การชะลอความแก่ต่อสู้กับความร่วงโรยของวัย จัดเป็นหนึ่งในความปรารถนาของมนุษย์มาอย่างยาวนาน เห็นได้จากในภาพยนตร์ ละคร หนังสือนิยาย เรื่องเล่าต่าง ๆ ที่มีการกล่าวอ้างถึงยาอายุวัฒนะ ยาต้านความแก่ชรามากมายหลายรูปแบบ ยิ่งทุกวันนี้โลกเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว (โดยกรมกิจการผู้สูงอายุรายงานว่า สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2568 หรืออีกเพียง 3 ปีข้างหน้า) ทำให้ยาต้านความชรายิ่งจะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของมนุษย์ในการต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

ผลงานวิจัย ‘โมเลกุลมณีแดง’ จากความร่วมมือของ ‘ปตท. – อินโนบิก – จุฬาฯ’ ได้ทำให้เรื่องยาชะลอความแก่ต้านความชรา เข้าใกล้ความจริงขึ้นมา ไม่ได้อยู่แต่เพียงในเรื่องเล่าหรือความฝันของมนุษย์อีกต่อไป โดยงานวิจัยดังกล่าวได้ค้นพบ ‘กลไกต้นน้ำของความชรา’ อันนำไปสู่การพัฒนา ‘โมเลกุลมณีแดง’ หรือ RED-GEMs (REjuvenating DNA by GEnomic Stability Molecules) ซึ่งมีบทบาทในการช่วยปกป้องดีเอ็นเอและป้องกันความแก่ชราในดีเอ็นเอ จากนั้นได้มีการทดสอบในสัตว์ คือ หนู, หมู และลิง ได้รับผลดีไม่มีผลข้างเคียง พร้อมทดสอบในมนุษย์ และเตรียมกระบวนการผลิตโมเลกุลมณีแดงสู่สังคมต่อไป

โดยล่าสุดได้มีงานแถลงข่าวและพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด พัฒนางานวิจัย ‘โมเลกุลมณีแดง’ นวัตกรรมต้านเซลล์ชรา เตรียมพร้อมทดสอบในมนุษย์ ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชนอย่าง ปตท. ในการผลักดันผลงานของนักวิจัยไทย ที่ไม่เพียงแค่การตอบโจทย์สังคมสูงวัยเท่านั้น ยังถือเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย และตอบโจทย์เป้าหมาย New S-Curve ในการผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์

ในงานดังกล่าว ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร อาจารย์ประจำคณะกายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยว่า นับเป็น ‘ครั้งแรกของโลก’ จากการที่ได้ค้นพบกลไกต้นน้ำของความชราสู่การพัฒนา ‘โมเลกุลมณีแดง’ โดยทั่วไปในดีเอ็นเอจะมีรอยแยก ซึ่งมีบทบาทในการช่วยปกป้องดีเอ็นเอและป้องกันความแก่ชราในดีเอ็นเอ โดยเมื่อมนุษย์อายุมากขึ้น รอยแยกดีเอ็นเอจะลดลง ทำให้เกิดแรงตึงทั่วสายของดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอไม่สามารถหมุนตัวได้อย่างปกติ และถูกทำลายได้ง่าย เราจึงพบรอยโรคในดีเอ็นเอของเซลล์ที่แก่ชราแล้วเยอะขึ้น ซึ่งรอยโรคดีเอ็นเอนี้จะส่งสัญญาณให้เซลล์หยุดการแบ่งตัวตามปกติและเข้าสู่ความแก่ชรา รวมถึงอาจนำไปสู่การกลายพันธุ์และมะเร็งได้ โมเลกุลมณีแดง คือ ยีนที่มีหน้าที่เป็นกรรไกรเพื่อสร้างรอยแยกดีเอ็นเอ เซลล์ที่ได้รับมณีแดงจะมีดีเอ็นเอที่แข็งแรงขึ้น และทำให้เซลล์ที่เสื่อมลงแล้วกลับมาดีขึ้น

ทีมวิจัยได้ทดสอบกับหนูวัยชราที่มีแผลเบาหวาน แผลไฟไหม้ พบว่าหนูวัยชรากลับเป็นหนูที่มีความแข็งแรงและกระตือรือร้นขึ้น ทั้งการทำงานของ สมอง ตับ และไต ในส่วนของไขมันในช่องท้องและพังผืดในตับได้ลดหายไปด้วย ด้านแผลเบาหวาน แผลไฟไหม้หายดี ไม่มีผลข้างเคียง นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ทดสอบในหมูแรกเกิด และทดสอบคุณภาพเนื้อเมื่อมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม พบว่ามีเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น แน่นขึ้น ปัจจุบันโครงการได้ทดสอบในลิงแสม และหนูที่เป็นโรคสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และปอดเป็นพังผืด ขณะนี้ได้ทดสอบมณีแดงกับลิงแสมแล้ว 3 เข็มในระยะเวลา 3 สัปดาห์ จากที่วางแผนไว้ 8 เข็ม ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยลิงแสมทุกตัวปลอดภัยดี และไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ

จองที่ชาร์จรถ EV ในจุฬาฯ ผ่านแอปฯ แต่ยามไล่ รู้ทีหลัง ผู้ให้บริการแจ้งห้ามใช้ 06.00-17.00 น.

ไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า ‘Sira Nakasiri’ ได้โพสต์ข้อความลงในกลุ่ม ‘EV Club Thailand Group’ ถึงกรณีที่ได้ เข้าไปใช้บริการสถานีชาร์จอีวี หรือรถยนต์ไฟฟ้า ใน MEA หรือสถานีชาร์จของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยสถานีชาร์จนี้ได้ตั้งอยู่ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยเรื่องพีกคือผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านนี้ ได้จองการชาร์จผ่านแอปพลิเคชันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อมาถึงจุดชาร์จ ทาง รปภ. ของจุฬากลับมาไล่ และไม่ให้ชาร์จ โดยอ้างว่าใช้ได้สำหรับผู้บริหารของจุฬาฯ เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ในแอป ก็เปิดให้จองชาร์จได้ปกติ 

'สุทธิพงษ์' ชี้!! นำสิ่งเทียมพระเกี้ยว มาสร้างสื่อส่อเสียด แล้วบอกไม่พาดพิงผู้ใด ก็เหมือนการยกนิ้วกลางให้ใครสักคน แล้วบอกว่านี่ไม่ใช่การให้กล้วย

(7 เม.ย.67) จากกรณี 'เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ' พิธีกร และผู้ผลิตสื่อชื่อดัง แห่งทีวีบูรพา ได้โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการที่ 'จุฬาฯ' ปล่อยพระเกี้ยวถูกดึงต่ำ จากความต่ำของใจคน ที่กล้านำเอาของสูงมาลบหลู่นั้น (อ่านเนื้อหาก่อนหน้า: https://thestatestimes.com/post/2024040420)

ล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพภาคต่อ โดยมีเนื้อหา ดังนี้ว่า...

เสือก 2

แต่ผมคิดว่า การเอาภาพเหล่านี้มาเผยแพร่ซ้ำ ในช่วงที่มีกระแสแห่พระเกี้ยว ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง ที่งานศิลปะชิ้นนี้ต้องการสื่อสะท้อน 

เป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตีกระทบงานประเพณีของสถาบัน 

ถ้ายังไม่ลืมวาทะกรรม ส่อเสียด กระทบกระเทียบเปรียบเปรย ของกลุ่มล้มเจ้า ต่อรัฐบาลชุดก่อนว่า เหมือนหมามีเจ้าของ

ผมคิดว่างานชิ้นนี้ มีความเชื่อมโยงกับความหมายนั้น 

เจ้าของหมาที่พูดถึงกันอย่างคึกคะนอง หมายถึงใคร ผมคงไม่ต้องบอก

ฉะนั้น ถ้าผมจะตีความแบบเขลาๆ ว่า สัญลักษณ์ (เทียม) พระเกี้ยว คือสัญญลักษณ์ที่ตั้งใจใช้แทนความหมาย ถึงผู้ซึ่งถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเจ้าของหมา 

และอาหารหมา ก็คือผลประโยชน์ ลาภ ยศ ที่หว่านไว้ ทำให้บรรดาหมา ยอมเชื่องเชื่อ หมอบ กราบ เทิดทูน 

และบรรดาหมา กับกฎหมายที่เป็นเหมือนหมอนรองพระเกี้ยวเหล่านั้นแหละ 

ที่เป็นมือไม้หรือข้ารับใช้ คอยเห่า ขู่ กัด กดทับ หรือจำกัดอิสระ เสรี ทางความคิด ความเห็น การแสดงออก(ซึ่งก็คือเนื้อหาในกระดาษเหล่านั้น)ไว้ 

ถ้าผมงี่เง่า เพ้อเจ้อ เลื่อนเปื้อนไป ก็ขออภัยด้วย

ความคิด ความเข้าใจ ต่อประชาธิปไตยแบบมาม่าปลากระป๋อง ของคนหนุ่มสาว (ที่คิดว่าตัวเอง) หัวก้าวหน้า 

คือปลงใจเชื่อว่า ประชาธิปไตยเป็นที่สุดของความก้าวหน้าหรือความเจริญ ส่วนสมบูรณาญาสิทธิราชหรือเผด็จการ คือความล้าหลังหรือความเสื่อม

ชุดความคิดขาวดำ ของฝ่ายที่สถาปนาตนเป็นผู้อภิวัฒน์ ฝังใจว่าประเทศชาติล้าหลัง เพราะการก่อกบฏ รัฐประหาร 

ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้ว 2475 ก็น่าจะมีส่วนเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายของประเทศที่สำคัญ

เจ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของสมบูรณาญาสิทธิราช ถูกทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า คือผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารมาโดยตลอด

เพราะฉะนั้น เจ้าก็คือสาเหตุที่ทำให้ประเทศชาติไม่เจริญ

ความแย่ของสังคม ความยากลำบากและไร้อนาคตของพวกคนรุ่นใหม่ จึงโทษเจ้ากันเป็นหลัก มองไม่เห็นปัญหาจากตัวเองและสิ่งอื่นใดในวงวัฏ

ความเชื่อเหล่านี้มาจากการสร้างความเท็จ ที่ไม่มีหลักฐาน ใส่ร้ายเจ้า เล่าสู่กันมาอย่างต่อเนื่อง เป็นขบวนการ

ซึ่งหัวจิตหัวใจที่มีเลือดเนื้อของเจ้า คงขมขื่นน่าดู

โดยเฉพาะการบิดเบือน ล้างสมอง จากหนังสือสองเล่ม คือ 'ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี' และ 'ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ' ที่เอามาจากงานวิทยานิพนธ์ของอาจารย์จุฬาคนหนึ่ง

ซึ่งถูกตีแผ่ แฉโพยแล้วว่า หลักฐานที่อ้างอิงในวิทยานิพนธ์นั้น ล้วนเป็นเท็จ 

จนได้ชื่อว่าเป็นวิทยานิพนธ์ลวงโลก ถูกผู้เสียหายฟ้องเป็นคดี บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาให้ระงับการเผยแพร่ แต่ไม่ให้แก้ไข

เหตุผลที่อ้าง คือไม่มีอำนาจ กฎเกณฑ์ไม่ได้เขียนไว้ให้ 

หมายถึงความฉิบหาย ปั่นป่วน แตกแยกของบ้านเมือง ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ ชีวิต อนาคตของคนหนุ่มสาวกี่คนที่ต้องสังเวย

ไม่มีความหมายเท่าความปกติสุขของมุสาจารย์คนนั้น

ความรับผิดชอบอย่างกล้าหาญของจุฬา แค่เก็บเชื้อไวรัสร้าย ที่ตัวเองเป็นต้นตอเผยแพร่ใส่หลอดแช่ตู้ 

ขณะที่เชื้อโรคร้ายนี้ระบาดลาม สร้างซอมบี้ไปทั่วแล้ว 

โคตรสง่างาม สมเกียรติภูมิมหาวิทยาลัย ที่เจ้าพระราชทานให้ทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อและหัวใจ

การเอาสิ่งเทียมพระเกี้ยว ที่อธิบายว่าเป็นของที่ซื้อจากสำเพ็ง มาสร้างสื่อส่อเสียด แล้วบอกว่าไม่ได้เจตนาสื่อถึงสถาบัน 

ก็เหมือนกับการที่ผมยกนิ้วกลางให้ใครสักคน แล้วบอกว่านี่ไม่ใช่การให้กล้วยนะ แต่ผมกำลังชมว่าคุณเป็นคนดีจังเลย 

คำอ้างของผม เปลี่ยนสามัญสำนึก ความรู้สึก ความเข้าใจของสังคมได้มั้ย

เพราะสัญญา หรือความจำได้หมายรู้ ที่คนทั้งโลกเข้าใจต่อการชูนิ้วกลางนั้น แปลว่าอะไร มันถูกฝังชิปไว้แล้ว

เหมือนพอเห็นสัญลักษณ์พระเกี้ยว ไม่ว่าของแท้ ของเทียม ของแทน ก็ระลึกได้ว่า สื่อหรือเชื่อมโยงถึงอะไร

ของอื่นมีตั้งเยอะ ที่จะเอามาสร้างสรรค์งาน และแสดงความปรารถนาดีต่อสังคมได้ ไม่เลือก

ถ้าแบบนี้ ผมก็มีสิทธิ์ที่จะคิดได้มั้ยวะ ว่า ที่อ้างนั้นฟังไม่ขึ้น ที่แท้ก็ตั้งใจแซะสถาบัน

แต่นั่นแหละ ถึงคิดผมก็ยังไม่เชื่อ ให้น้ำหนักว่า เป็นเพราะความอ่อนด้อยต่อโลก ไม่ใช่ความเลวร้ายของจิตใจมากกว่า

ไม่ว่าใครก็ตาม จะยกหางว่าตัวเองก้าวหน้าได้อย่างไร ถ้าสมาทานการบิดเบือน ใส่ร้าย และยังจมปลักกับอุปาทานว่าปัญหาทุกอย่าง มาจากสถาบัน

ลองใช้ปัญญา คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ ดูหน่อยดีมั้ย

ปักเป้ากลางนาอย่างผม จึงอยากถาม (บาง) จุฬากลางเมืองว่า...

เชื่อกันจริงๆ เหรอครับ ว่าเจ้าคือต้นตอของความขัดหูขัดตาทั้งปวง ถ้าล้มเจ้าได้ ประเทศนี้จะอภิวัฒน์ทันตา เจริญก้าวหน้าทันที

28 มีนาคม 2451 รำลึกวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้อุปถัมป์ตึกจักรพงษ์จุฬาฯ ศูนย์รวมกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, พระราชโอรสในราชสกุลจักรพงษ์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อกำเนิดและพัฒนาตึกจักรพงษ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงิน 20,000 บาทเพื่อสร้าง “สโมสรสถาน” สำหรับนิสิตและคณาจารย์ เพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกัน ตึกนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 2 ชั้น และมีตราสัญลักษณ์ราชสกุลจักรพงษ์ปรากฏที่หน้าจั่ว อาคารนี้จึงไม่เพียงเป็นที่ทำกิจกรรม แต่ยังเป็นอนุสรณ์แด่พระบิดาของพระองค์ด้วย

พัฒนาการของตึกจักรพงษ์เริ่มจากสโมสรนิสิตและคณาจารย์ กลายเป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาฯ และพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ก่อนปรับเป็นหอประวัติจุฬาฯ ในปี พ.ศ. 2531 ที่รวมทั้งนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย

ในปี พ.ศ. 2496 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อบูรณะและต่อเติมอาคารให้รองรับกิจกรรมนิสิตได้มากขึ้น โดยยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์เดิม การรำลึกในวันนี้จึงไม่เพียงสะท้อนวันเกิด แต่เป็นการระลึกถึงผู้ให้ที่ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษาไว้ในจุฬาฯ

"ตึกจักรพงษ์ไม่ใช่แค่สโมสร

แต่เป็นอนุสรณ์และแหล่งเรียนรู้

ที่เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต

ในรั้วมหาวิทยาลัย" จุฬาฯ กล่าวไว้เช่นนั้น

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C?utm_source=chatgpt.com

Thai Water Expo 2026 ครบรอบ 10 ปี ผนึกจุฬาฯ–TEI เปิดเวทีหาโซลูชันยั่งยืน ดันเวทีน้ำภูมิภาค รับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง และโลกร้อน ยกระดับสู่ฮับองค์ความรู้และธุรกิจน้ำแห่งภูมิภาค

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึก จุฬาฯ–TEI ดัน “Thai Water Expo 2026” ขึ้นแท่นเวทีน้ำระดับภูมิภาค เชื่อม “องค์ความรู้–นโยบาย–ธุรกิจ” รับมือวิกฤตโลกร้อน

กรุงเทพฯ – ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง “น้ำ” กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่เป็นทั้งพื้นที่เสี่ยงและศูนย์กลางการเติบโตเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ จึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทดังกล่าว งาน Thai Water Expo 2026 (THW) ถูกยกระดับเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียว เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านน้ำและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และตัดสินใจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งผลักดัน “จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง” ผ่านการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่ผสาน AI, IoT และแบบจำลองเสมือน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รองรับทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ควบคู่กับแนวคิด Circular Water 3R (Reduce, Reuse, Recycle) ในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน พร้อมกันนี้ ยังผลักดันแผนยุทธศาสตร์น้ำระยะ 5 ปี และพัฒนาโมเดลการลงทุนที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของประเทศ

ในงาน Thai Water Expo 2026 จุฬาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอำนวยการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Water Forum ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี และนโยบาย จากผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ Water Forum จะช่วยต่อยอดความรู้ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังร่วมจัดนิทรรศการนำเสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย และสนับสนุนการพัฒนาระบบน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม รวมทั้งการถูกซัดของน้ำเค็มในบางพื้นที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติของการปรับตัวและการลดผลกระทบ โดยต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี นโยบาย และ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในทุกระดับ ในฐานะองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค TEI มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านน้ำควบคู่กับสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค รวมถึงแนวทางการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา (Nature-Based Solution) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมืองและชุมชนในการรับมือกับทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ TEI เข้าร่วมเป็นคณะอำนวยการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Water Forum ภายในงาน Thai Water Expo 2026 โดยจะร่วมจัดเวทีด้านนโยบาย พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาและประสบการณ์จากการทำงานร่วมทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันแนวทางการบริหารจัดการน้ำสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ TEI ยังเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดแนวทางและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทในการเป็นเวทีกำหนดทิศทางด้านนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้ Thai Water Expo ก้าวสู่การจัดงานครบรอบ 10 ปี ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของงานในฐานะเวทีสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำของภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเป็นพื้นที่แสดงเทคโนโลยี แต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือของอุตสาหกรรมน้ำทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ และในปีนี้มุ่งยกระดับให้เกิดการต่อยอดสู่การใช้งานจริง การลงทุน และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมอนาคตของภูมิภาค ด้วยโซลูชันน้ำที่ยั่งยืน” โดยรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชันด้านการจัดการน้ำจากกว่า 200 แบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ เทคโนโลยีบำบัดน้ำและน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ภายในงานยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้มีอำนาจตัดสินใจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำอุตสาหกรรม โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง Water Forum ที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาค ควบคู่กับเวที iFactory Stage และ GreenTech Stage รวมถึงกิจกรรม IWA YWP Workshop จากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาเครือข่ายเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีโซนจัดแสดงพิเศษ อาทิ Insight Water, Greenergy Ideas Hub, Waste Processor Pavilion และ Green Fund Corner ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดความรู้สู่การใช้งานจริง ทั้งโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 19,000 คน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ “เรามั่นใจว่า Thai Water Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญที่ก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำและเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว” นายสรรชาย กล่าว

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี Thai Water Expo และ Water Forum 2026 พร้อมยกระดับสู่การเป็นแพลตฟอร์มความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างพันธมิตรเครือข่าย และความร่วมมือในระดับภูมิภาค จัดร่วมกับ Entech Pollutec Asia 2026 งานแสดงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมชั้นนำ ระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารและลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.thai-water.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top