Thursday, 4 June 2026
จัตุรัสเทียนอันเหมิน

‘จีน’ ประกาศเชิญชาว ‘ไต้หวัน’ เข้าร่วมพิธีสวนสนาม เนื่องในวันครบรอบ 80 ปี ชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

(27 ส.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศเชิญประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงชาวไต้หวัน เข้าร่วมสังเกตการณ์พิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ เนื่องในวันครบรอบชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 3 กันยายน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

จู้ เฟิงเหลียน (Zhu Fenglian) โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นมหากาพย์ร่วมของชนชาติจีนทั้งมวล ที่ทุกฝ่ายรวมถึงชาวไต้หวัน ได้เสียสละและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการปกป้องชาติ

โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันย้ำว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันระลึกถึงประวัติศาสตร์ เชิดชูวีรชน สืบสานจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ และผลักดันการรวมชาติ เพื่ออนาคตที่สดใสของการฟื้นฟูประเทศจีน

ทั้งนี้ นอกจากพิธีสวนสนาม จีนยังเตรียมจัดกิจกรรมรำลึกเพิ่มเติม รวมถึงการจัดงานวันที่ 25 ตุลาคม เพื่อครบรอบ 80 ปี การกอบกู้ไต้หวันจากการยึดครองของญี่ปุ่นอีกด้วย

‘สี จิ้นผิง-ปูติน’ พูดคุยเรื่องชีวิตเป็นอมตะ!! กลางงานสวนสนามจีน เชื่ออนาคตมนุษย์อาจอยู่ถึง 150 ปี จากเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าว CNN เปิดเผยบทสนทนาของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างเดินเข้าสู่แท่นชมงานสวนสนามทางทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาการพูดคุยที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยมนุษย์ เทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ และแนวคิดการมีชีวิตยืนยาวถึง 150 ปี

สี จิ้นผิง กล่าวกับผู้นำเกาหลีเหนือว่า “ตอนนี้คนอายุ 70 ปี ยังถือว่ายังหนุ่มสาวอยู่” ขณะที่ล่ามรัสเซียแปลต่อให้ปูตินว่า “ในอดีตคนอายุ 70 ปี ถือเป็นผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้อายุ 70 ปียังถือเป็นเด็ก” จากนั้นล่ามจีนที่ทำหน้าที่ให้ปูตินถูกบันทึกเสียงว่า “อีกไม่กี่ปีด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ มนุษย์อาจปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คงความหนุ่มสาว หรือแม้แต่เป็นอมตะได้”

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง กล่าวเพิ่มเติมว่า “คาดการณ์ว่าในศตวรรษนี้ มนุษย์อาจมีอายุยืนถึง 150 ปี” ขณะที่ปูตินภายหลังยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้จริง พร้อมมองว่า วิทยาการการแพทย์และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะจะทำให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ยืดออกไป

ทั้งนี้ การสนทนาส่วนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างพิธีสวนสนามที่จีนจัดขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำจาก 26 ประเทศเข้าร่วม งานดังกล่าวถูกมองว่าเป็นทั้งการแสดงพลังทางทหารและการย้ำถึงพันธมิตรหลักของปักกิ่งที่พร้อมท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นแกนนำ

‘สี จิ้นผิง’ นำคณะผู้นำจีนร่วมพิธีสดุดีวีรชน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนวันชาติจีน 1 ต.ค. นี้

เมื่อเช้าวันที่ (30 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยคณะผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาล เข้าร่วมพิธีรำลึก 'วันสดุดีวีรชน' ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เพื่อวางพวงดอกไม้สดุดีเหล่าวีรชนผู้เสียสละ ซึ่งพิธีนี้จัดขึ้นก่อนวันชาติหนึ่งวัน และปีนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

โดยผู้นำจีนที่ร่วมพิธี ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เชียง, จ้าว เล่อจี้, หวัง หูหนิง, ไช่ ฉี, ติง เสวี่ยเสียง, หลี่ ซี และหาน เจิ้ง รวมทั้งตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทุกคนได้ร่วมกันร้องเพลงชาติและยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงผู้ที่พลีชีพเพื่อการปลดปล่อยประชาชนและการสร้างสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีได้มีการวางพวงดอกไม้ขนาดใหญ่ 9 ชุด บริเวณอนุสรณ์สถานวีรชนประชาชน โดยมี ‘สี จิ้นผิง’ และผู้นำคนอื่น ๆ เดินขึ้นไปหน้าสถานที่เพื่อจัดริบบิ้นบนพวงดอกไม้ และเดินรอบอนุสรณ์เพื่อถวายความเคารพ ริบบิ้นบนพวงดอกไม้เขียนข้อความ “เกียรติยศนิรันดร์แด่วีรชนประชาชน”

พวงดอกไม้ถูกจัดถวายในนามขององค์กรและสถาบันสำคัญของจีน ทั้งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์, สภาประชาชนแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, สภาที่ปรึกษาการเมือง, คณะกรรมาธิการทหารกลาง, พรรคการเมืองอื่น ๆ, สหพันธ์อุตสาหกรรมและการค้า, องค์กรภาคประชาชน ตลอดจนทหารผ่านศึก ข้าราชการอาวุโสที่เกษียณอายุ ญาติของผู้เสียสละ และเยาวชนจีน โดยพิธีครั้งนี้มีหยิน ลี่ สมาชิกโปลิตบูโรและเลขาธิการพรรคฯ ประจำกรุงปักกิ่ง เป็นผู้ดำเนินการ

เบื้องหลังคำต้อนรับของ “สี จิ้นผิง” ย้ำ “ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” แต่งดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย–จีนยั่งยืน

(16 พ.ย. 68) รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า คำกล่าวถวายการต้อนรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในมหานครปักกิ่ง เป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายเต็มเปี่ยม เพราะประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลือกใช้คำว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน อันเป็นคำที่ผู้นำจีนไม่เคยใช้กับผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐชาติใดมาก่อนหน้านี้เลย อันแสดงถึงความใกล้ชิดสูงสุด และเป็นการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและชาติจีนในระดับการเยือนระหว่างรัฐ (State visit) ที่องค์พระประมุข (Head of state) ต้องเสด็จพระราชดำเนินเยือนด้วยพระองค์เองเท่านั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างในภาพสำคัญภาพนี้ ในหลวงและพระราชินีทรงแต่งไว้ทุกข์ในคราวเสด็จเยือนจีนอย่าง State Visit ปกติคนจีนพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งชุดสีดำ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคล

แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา-เผิงหลี่หยวน แต่งชุดดำทั้งคู่ เป็นการร่วมไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้นำจีนเลือกที่จะถวายพระเกียรติยศสูงสุดให้กับในหลวงของเรา

เป็นการไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ในฐานะครอบครัวไทย-จีน ใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน อันเป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายสูงสุดอย่างยิ่ง

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีพระวจนะกล่าวไว้ว่า จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ Rejoice with those who rejoice, cry with those who cry

มิตรเก่า เหล่าเผิงโหย่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ได้ฟูมฟายร้องไห้ แต่แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งร่วมกับครอบครัวเดียวกัน ด้วยการใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ไว้ทุกข์ร่วมกันกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้คือศิลปะแห่งบูรพทิศที่ชาติตะวันตกอาจจะไม่มีวันเข้าใจ

ขอสายสัมพันธ์สองแผ่นดินจงยั่งยืน ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน นั้นมิได้เกินเลยกว่าความเป็นจริง

พระราชบุพการีแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์มีสายเลือดจีนอยู่มากมาย จนทำให้เกิดพระราชประเพณีสังเวยพระป้ายในทุกวันขึ้นปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน ทั้งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นพระที่นั่งไม้แบบเก๋งจีนที่บรรดาพ่อค้าชาวจีนนำโดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวาย

การสร้างพระป้ายนั้นเริ่มจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบวรราชวัง โดยโปรดให้คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาสวดฉลองพระป้ายและมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวังและต่อมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ขึ้นอีกสององค์เพื่อประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน

เกี้ยซุงฮวดไช้ เป็นภาษิตจีนแต้จิ๋ว ที่แปลได้ว่า ลูกหลานกตัญญูโชคดี พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระป้ายในพระราชพิธีตรุษจีนที่สืบทอดมายาวนานนับร้อยปีในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์จึงเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชกตัญญุตาธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและพระบุรพราชการี อันเป็นคุณธรรมที่ควรยกย่องยิ่ง
คำถามสำคัญคือ เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผู้เขียนจะได้เลือกใช้ตัวอักษรสีแดงและตัวเข้มเพื่อแสดงว่าพระปรมาภิไธยหรือพระนามหรือนามที่เอ่ยถึงนั้นมีเลือดจีนหรือมีเชื้อสายจีน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสเมื่อเสด็จเยี่ยมโรงเรียนจีนในประเทศไทยว่าทรงมีเลือดจีนและทรงสนับสนุนการเรียนภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง

เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เท่าที่ผู้เขียนพอจะนึกออกมีดังนี้

หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีเลือดจีนอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ทรงเสกสมรสกับ พระอัครชายาหยก บุตรีคหบดีชาวจีนที่มีนิวาสสถานบริเวณป้อมเพชร พระนครศรีอยุธยา

สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัยกีคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ซึ่งทรงเป็นพระราชธิดาของพระอัครชายาหยก ผู้มีเชื้อสายจีนเช่นกัน) ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน คหบดีชาวจีนเชื้อสายขุนนางในกรุงปักกิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์มีพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าบุญรอด ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชมารดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาม ราชินิกุลสุจริตกุล อันมีสมเด็จพระบรมราชินีและพระมเหสีที่มาจากสุจริตกุล อีกหลายพระองค์ ท้าวสุจริตธำรง (นาค) เป็นบุตรีคหบดีจีน ท้าวสุจริตธำรง เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชอัยกีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชมารดาใน สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชอัยกาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี (ต่อมา พระวรราชชายา) พระนามเดิม ประไพ สุจริตกุล พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มีเชื้อสายจีนเพราะเป็นธิดาของ ขุนพัฒน์ (หอย เตชะกำพุช) นายอากรบ่อนเบี้ย กับ นางเลี้ยบ เตชะกำพุช มีบ้านเดิมอยู่ที่สำเพ็ง

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีเชื้อสายจีนเช่นกัน พระบิดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ซึ่งทรงมีเชื้อสายราชินิกุลสุจริตกุล มีเชื้อสายจีน ส่วนพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและ หม่อมสุ่น คัคนางค์ ผู้เป็นธิดาพ่อค้าผ้าแพรเชื้อสายจีนชื่อกิมจากย่านสะพานหัน

สี่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของ พระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (เจ้าสัวยิ้ม พิศลยบุตร) อภิมหาเศรษฐีและ มารดาชื่อ "ปราง" เชื้อสายจีนจากสกุล "สมบัติศิริ" เจ้าจอมมารดาอ่วม รับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นพระปัยยิกา (ทวด) ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติวันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด จนทรงถูกล้อว่า วันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด ลูกพระจุล หลานพระจอม ลูกเจ้า หลานเจ๊ก

ห้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีเชื้อสายจีนจากครอบครัวไทยจีนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทรงมีพระราชมารดาคือ คุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ

อันที่จริงยังมีราชสกุลในราชวงศ์จักรีอีกหลายราชสกุลที่สืบเชื้อสายจีน ได้แก่

ราชสกุลปราโมช และ กปิตถา จาก เจ้าจอมมารดาอัมพา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืนยันว่าบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ว่า สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว เป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานให้แก่เจ้าจอมมารดาอำภา เชื้อสายจีนที่ทรงโปรดมาก

ราชสกุลยุคล ในรัชกาลที่ 5 มี เจ้าจอมมารดาจีน ผู้เป็นหม่อมใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระชนนีของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้น มาจากสายราชินิกุล คือทางพระราชบุรพการีสายพระราชมารดาแทบทั้งหมด

ดังนั้น คำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ไทยกับจีนใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงหาได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปไม่แต่ประการใด แต่เป็นความจริง เพราะในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีเลือดจีนอยู่จริงในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากดังที่ได้กล่าวมานี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top