Friday, 9 October 2026
คอรัปชั่น

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top