Thursday, 4 June 2026
คนละครึ่งพลัส

‘กระทรวงอุตฯ’ หนุน!! ‘คนละครึ่งพลัส’ 44,000 ล้าน เสริมแกร่ง SME ผ่าน Digital Payment ขยายฐานลูกค้า

(13 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 'คนละครึ่งพลัส' วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่าย มากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 

1. เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน 'ถุงเงิน' เพื่อรับชําระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกําลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 

2. กลั่นกรองโดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนําดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทําตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 

3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

จากแจกเพื่ออยู่รอด สู่แจกเพื่อเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทย คนละครึ่ง พลัส จุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด อาจเป็นหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จุดเริ่มต้นของ “คนละครึ่ง พลัส”
หลังผ่านยุค “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วยพยุงประเทศในช่วงโควิด–19 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาใช้แนวคิดคล้ายเดิมอีกครั้ง — แต่ปรับโครงสร้างและเป้าหมายใหม่ทั้งหมด “คนละครึ่ง พลัส” ไม่ได้เกิดมาเพื่อแจกเงินเหมือนเดิม หากแต่เกิดมาเพื่อ “ยกระดับพฤติกรรมเศรษฐกิจของคนไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลและภาษี” ถือเป็นการต่อยอดจากนโยบายที่เคยได้ผลจริง แต่เพิ่มมิติของ “โครงสร้างระยะยาว” เข้าไป
.
โครงสร้างและแนวคิดใหม่
โครงการนี้วางระบบโดยแบ่งผู้รับสิทธิ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: 1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – ได้เงินช่วยเหลือรายเดือนรวม 2,000 บาท 2. ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ – รัฐสมทบ 2,400 บาท โดยประชาชนเติมเอง 2,000 บาท 3. ประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบภาษี – รัฐสมทบ 2,000 บาท ประชาชนเติมอีก 2,000 บาททั้งหมดใช้จ่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” วันละไม่เกิน 200 บาท โดยมีระบบเชื่อมกับฐานข้อมูลภาษีและร้านค้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง จุดสำคัญคือ รัฐบาลไม่เพียงหวัง “เงินหมุนในตลาด” เท่านั้น แต่ยังต้องการให้ประชาชนและร้านค้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ วัดผลได้ และเก็บข้อมูลได้จริง
.
ผลทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินว่า “คนละครึ่ง พลัส” จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 88,000 ล้านบาท สร้างแรงขับต่อ GDP ประมาณ 0.22–0.3 % ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ผลโดยตรงคือการกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือนและร้านค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ค้าปลีก และบริการรายย่อย ที่มักได้รับผลจากกำลังซื้อก่อนเป็นลำดับแรก แต่ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าคือการสร้างฐานข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ผ่านการเชื่อมระหว่าง “เป๋าตัง × ระบบภาษี × ร้านค้าในระบบ” ซึ่งอาจกลายเป็นรากฐานของระบบ Digital Wallet ภาครัฐในอนาคต
.
โอกาสและความท้าทาย
ข้อดี:- ประชาชนมีเงินใช้เพิ่ม – ร้านค้าฐานรากมีกำลังซื้อมาหมุนเวียน- ภาครัฐมีข้อมูลผู้ใช้จ่ายจริง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี- ระบบดิจิทัลได้รับการขยายอย่างก้าวกระโดดข้อจำกัด:- หากประชาชนใช้สิทธิเพียงย้ายการใช้จ่ายจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋า ผลต่อ GDP จะลดลง- ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี (ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต หรือความรู้ดิจิทัล) อาจทำให้บางกลุ่มพลาดสิทธิ- ความเสี่ยงเรื่องงบประมาณ และการตรวจสอบการใช้สิทธิ์ต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา
.
ความหมายเชิงนโยบาย
“คนละครึ่ง พลัส” จึงเป็นมากกว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือการทดลองโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทย เป็นการขยับจาก “รัฐแจกเพื่อให้คนอยู่รอด” ไปสู่ “รัฐร่วมลงทุนกับประชาชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน” และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์แรกของรัฐบาลอนุทิน ว่าจะสามารถทำให้นโยบายแจกเงิน กลายเป็นนโยบายพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลได้จริงหรือไม่
.
บทสรุป
“คนละครึ่ง พลัส” คือสมรภูมิเศรษฐกิจนโยบายแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงินที่แจก แต่เป็นบททดสอบว่าวิสัยทัศน์ “ดิจิทัลเพื่อทุกคน” จะจับต้องได้จริงหรือไม่ หากทำสำเร็จ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด มันก็จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

‘สวนดุสิตโพล’ เผย!! คนละครึ่ง ‘สมัยลุงตู่’ ยังครองใจประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง เห็นผลชัด!! ในชีวิตประจำวัน ช่วยพยุง!! ให้ก้าวต่อไป ในช่วงที่ลำบาก

(26 ต.ค. 68) สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘คนไทยกับนโยบายลดค่าครองชีพ’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,216 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 ต.ค.2568

ประชาชนเข้าร่วมโครงการของภาครัฐใดบ้างที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 76.43 ระบุคนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ร้อยละ 42.16 คนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล) ร้อยละ 33.61 เงินหมื่นบาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 28.30 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้อยละ 26.06 เราเที่ยวด้วยกัน/เที่ยวไทยคนละครึ่ง

ทั้งนี้ ร้อยละ 78.04 เห็นว่า โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพได้ จากโครงการช่วยเหลือต่างๆ

โครงการที่ชอบมากที่สุด คือ คนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 69.31 รองลงมา ร้อยละ 33.03 ระบุเงิน 10,000 บาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 30.77 ระบุคนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน)

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเพื่อลดภาระค่าครองชีพ อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสม ร้อยละ 61.92 ขณะที่ร้อยละ 56.79 เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และร้อยละ 49.67 ขยายโครงการคนละครึ่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

หากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมจะได้เปรียบ ร้อยละ 67.43 ขณะที่ร้อยละ 23.25 ระบุไม่ได้เปรียบ

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ของหลายรัฐบาล พบว่า “โครงการคนละครึ่ง” ยังคงครองใจ เพราะใช้ง่าย เข้าถึงจริง และเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐอยู่เคียงข้างประชาชน

ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนคาดหวังทั้งความเร็วในการช่วยเหลือและความยั่งยืนของผลลัพธ์ไปพร้อมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงมากขึ้น เป็นนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุด

โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคสินค้าและการบริการ ช่วยเหลือผู้ประกอบขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้พยุงกิจการให้ดำเนินต่อไปได้ เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมามีความคึกคัก ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น

โครงการคนละครึ่งที่ได้มีการริเริ่มในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผลและโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยการควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสม โดยเข้าไปตรวจสอบและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างเช่นราคาพลังงาน น่าจะลดปัญหาค่าครองชีพและทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ได้เป็นครั้งคราว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการนำสิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยในห้วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โครงการคนละครึ่งในอดีตที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564) ได้พบพฤติการณ์ของประชาชนและร้านค้าบางส่วน ที่นำสิทธิไปแลกเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดในการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งถือเป็น “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ และยังต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามนำสิทธิดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย 

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านให้ใช้น้อย เตรียมชงเฟส 2 เข้า ครม. ต้น ธ.ค.นี้

(25 พ.ย. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้าที่อยู่ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อย พร้อมช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้ร้านค้าในระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งพัฒนาระบบเชื่อมต่อและโครงสร้างหลังบ้านให้ใช้งานได้จริงทั่วประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า ปัจจุบันโครงการคนละครึ่งพลัสมีร้านค้าเข้าร่วมราว 980,000 ร้านค้า กระจายอยู่ทั่วประเทศ และผ่านการคัดกรองมาตรฐานแล้ว เมื่อเชื่อมร้านค้าเหล่านี้เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายความว่า ร้านค้าจะไม่ได้ขายเฉพาะลูกค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ยังขายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ช่วยเพิ่มยอดขายต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ถือบัตรก็มีตัวเลือกใช้สิทธิมากขึ้น

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสได้รับความนิยมสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า ผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 54,132 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้

สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โฆษกประจำสำนักนายกฯ มั่นใจว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนดก็ยังสามารถเสนอได้ทัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่จะใช้ในโครงการ ควบคู่กับงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยรัฐบาลตั้งเป้าชัดว่าจะใช้มาตรการนี้ทั้งเพื่อช่วยประชาชนฐานราก และพยุงรายได้ร้านค้ารายย่อยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

สมาคมค้าปลีกฯ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ “6 แพ็กเกจฟื้นศก.” ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง ปั๊ม 2 แสนล้านบาท ดัน GDP 

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปี ของทีมบริหารประเทศ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย จึงขอเสนอ “แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ” ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด “ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง-ลงทุนท้องถิ่น-SMEs แข็งแรง-แรงงานมีทักษะ-แข่งขันอย่างเท่าเทียม” ดังนี้

1. ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ

1.1 มาตรการคนละครึ่งพลัส ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม เพื่อให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึงโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น

1.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0-1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสด และเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น

1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

 2. เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้ง และท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์

2.1 มาตรการ Instant Tax Refund นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้ง และแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น

2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้า SME โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

 3. ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ

3.1 ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการ หรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก

3.2 ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

4. SMEs แข็งแรง: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

4.1 สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก

4.2 อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการ SME สำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

5. แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก

5.1 ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น

5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้าง แทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน

5.3 การจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และการจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน

กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน แทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top