'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก
“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ
นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น
นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่
พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา
อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน
นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”
ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น
นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน
ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป
พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”
ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง








