Friday, 5 June 2026
กาแฟไทย

‘ดีพร้อม’ ยกระดับกาแฟภาคเหนือตอนบนไทย ปั้น ‘แลนด์มาร์กอาราบิก้า’ ชิงแชร์ 4 หมื่นล้าน 

ดีพร้อม ติดสปีดผู้ประกอบการ “กาแฟอาราบิก้าภาคเหนือตอนบน” โตทะลุ 5 พันล้าน พร้อมปรับแนวทางธุรกิจรับยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) - เทรนด์โลกกับคาเฟ่ครบวงจร 

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม ต้อนรับเปิดประเทศ และสอดรับนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับกาแฟอาราบิก้าอย่างครบวงจรจากต้นสู่แก้ว (Coffee to Cup : C2C) ภายใต้อัตลักษณ์กาแฟภาคเหนือ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 - ปัจจุบัน ได้ทำให้มูลค่าของตลาดกาแฟในภาคเหนือตอนบนเติบโตมากขึ้นถึง 5,000 ล้านบาท พร้อมเผยแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว รับการเติบโตของธุรกิจร้านเครื่องดื่ม (คาเฟ่) รวมถึงพฤติกรรมการเว้นระยะห่าง และการปรับรูปแบบการเลือกซื้อสินค้า อาทิ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเมล็ดกาแฟ การเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด พร้อมยกระดับกาแฟอาราบิก้าภาคเหนือตอนบนให้มีมาตรฐาน และเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญในระดับโลก

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเปิดประเทศ และในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้มอบนโยบายให้ดีพร้อมเร่งฟื้นฟูภาคส่วนสำคัญทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งการเข้าถึงวิสาหกิจชุมชนในหลาย ๆ พื้นที่ โดยนโยบายที่สำคัญด้านหนึ่งคือการยกระดับกาแฟอาราบิก้าให้เกิดขึ้นอย่างครบวงจร ภายใต้อัตลักษณ์กาแฟภาคเหนือ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีคุณภาพและทำให้ภาคเหนือตอนบนเป็นแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟที่มีชื่อเสียง ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวในปี 2562 จนถึงปัจจุบันได้ผลักดันทักษะของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกาแฟในภาคการผลิตและภาคบริการให้ก้าวสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

การพัฒนาดังกล่าว ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มูลค่าของตลาดกาแฟของภาคเหนือตอนบน เติบโตมากขึ้นถึง 5,000 ล้านบาท พร้อมทั้งเป็นแรงผลักดันให้การเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทยเฉลี่ยปีละ 10-15% โดยตลาดกาแฟในประเทศไทยปี 2562 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 37,000 - 38,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2563 ที่ผ่านมา มูลค่าของตลาดกาแฟในประเทศไทยอยู่ที่ 42,537 ล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟสด 4,119 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.7 อัตราขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.8% ต่อปี ส่วนกาแฟสำเร็จรูปอยู่ที่ 38,418 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 90.3 และมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8% ต่อปี นอกจากนี้ เมื่อศึกษามูลค่าในระดับโลกยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดกาแฟในช่วงระหว่างปี 2564 - 2566 จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 9% และมีมูลค่าที่สูงมากถึง 191.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีพร้อมยังได้มีการศึกษาภาพรวมในตลาดกาแฟซึ่งพบว่ามีหลายปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการต้องปรับรูปแบบในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของธุรกิจร้านเครื่องดื่ม (คาเฟ่) ที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ การลดบริโภคเครื่องดื่มนอกบ้านจากมาตรการล็อกดาวน์ ภายใต้สถานการณ์การระบาดโควิด-19 และเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่ยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) การดื่มกาแฟสด - เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากช่องทางออนไลน์และดิลิเวอรี่เพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยดังกล่าว ดีพร้อมจึงได้มีแนวทางเพิ่มโอกาสการเติบโตของผู้ผลิตกาแฟในพื้นที่ภาคเหนือผ่านโครงการยกระดับศูนย์กลางการพัฒนาอัตลักษณ์กาแฟอะราบิก้าภาคเหนือ ด้วยแนวทางที่สำคัญดังนี้...

เชียงใหม่-เกษตรฯ ยกระดับกาแฟไทย สู่การบรรลุเป้าหมาย 1,000 ไร่ ในปี 2570

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จัดงาน “กาแฟไทย เติบโตไปกับป่า สร้างคุณค่า
ให้โลก” ภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้การผลิตกาแฟภาคเหนือตลอดห่วงโซ่อุปทาน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกาแฟไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางการผลิต การวิจัย การพัฒนา การตลาด และบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้และเป็นธรรม

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเปิดงานฯ ว่า การยกระดับกาแฟไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้มองแค่การผลิต แต่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่สูง เข้าถึงโอกาส เข้าถึงตลาด และเป็นเจ้าของอนาคตของตนเองได้ ที่ผ่านมาได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน 

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม กว่า 36 หน่วยงาน ซึ่งการขับเคลื่อนภายใต้กรอบ MOU จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นการสนับสนุนต้นกาแฟคุณภาพพันธุ์อะราบิกา กว่า 66,900 ต้น พร้อมองค์ความรู้ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งนี้ 

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในวันนี้เป็นอีกหนึ่ง
โอกาสสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มและอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นพื้นที่
ปลูกกาแฟแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเกษตรกรจะได้ร่วมเรียนรู้การเพาะกล้ากาแฟ
การจัดการดินสำหรับการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง การบริหารจัดการศัตรูกาแฟ เช่น มอดเจาะเมล็ดกาแฟ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพกาแฟ ร่วมถึงการองค์ความรู้เสริมต่างๆ เช่น หลักสูตรนักชงกาแฟบาริสต้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟ รวมถึงหลักสูตรการตลาดต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น 

ปัจจุบันความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศยังไม่เพียงพอ ปีการผลิต 2567/68 ประเทศไทยมีผลผลิตเพียง 14,665 ตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคสูงถึง 96,794 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15 เท่านั้น ในขณะที่ข้อมูล
การพยากรณ์ผลผลิต สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า เนื้อที่ปลูกกาแฟอะราบิกา
ที่ให้ผลผลิตมีจำนวน 119,607 ไร่ ให้ผลผลิต (สาร) 10,606 ตัน คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 89 กิโลกรัมต่อไร่ 
ส่วนกาแฟโรบัสตา มีเนื้อที่ให้ผลผลิต 75,396 ไร่ ผลผลิต (สาร) 5,649 ตัน หรือเฉลี่ย 75 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งยังต่ำกว่าความต้องการของบริโภคในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การยกระดับกาแฟไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตร 

ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนากาแฟ จึงต้องตอบโจทย์ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการเผาในพื้นที่เกษตร ก้าวสู่ความยั่งยืนด้านอาหาร การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับ กิจกรรมในวันนี้ นับเป็นก้าวแรกในการสำคัญในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 1,000 ไร่ ในการยกระดับกาแฟ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคขับเคลื่อนยกระดับกาแฟไทยร่วมกันโดยมีเกษตรกร
เป็นศูนย์กลาง และมีระบบที่ชัดเจนในการตรวจสอบย้อนกลับจากแหล่งปลูกคุณภาพได้ โดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลพื้นที่ปลูกกาแฟและฐานข้อมูลผู้ผลิต ซึ่งเป็นข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจะต้องดำเนินการให้ได้มาตรฐานสากล ลดข้อบกพร่อง (Defect) ของเมล็ดกาแฟ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ทั้งในและต่างประเทศต่อไปในอนาคตอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top