Friday, 5 June 2026
การเมืองเกาหลีใต้

รวบชายวัย 40 โพสต์ขู่ฆ่าแกนนำรัฐบาล หลังผู้นำฝ่ายค้านเกาหลีใต้เพิ่งถูกแทง

(3 ม.ค. 67) The Korea Herald หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเกาหลีใต้ เสนอข่าว Police arrest man for murder threat on ruling party leader ระบุว่า ตำรวจเข้าควบคุมตัวชายวัย 40 ปี เมื่อเวลา 05.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังสืบทราบว่าชายคนดังกล่าวได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ขู่จะสังหาร ฮัน ดง-ฮูน (Han Dong-hoon) ประธานคณะกรรมการภาวะฉุกเฉินของพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาลในรัฐสภาเกาหลีใต้ เมื่อเวลา 21.40 น. ของวันที่ 2 ม.ค. 2567

ตามข้อมูลจากสถานีตำรวจกวางจู กวางซาน ผู้รับผิดชอบท้องที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและจับกุมชายคนดังกล่าวที่บ้านพักในเขตกวางซาน - กู ในเมืองกวางจู ขณะที่ ฮัน มีกำหนดการลงพื้นที่เมืองกวางจูในวันที่ 4 ม.ค. 2567 ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญาของเกาหลีใต้ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจก่ออาชญากรรมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ และหากมีความผิดจริง ผู้ต้องสงสัยนั้นอาจถูกลงโทษจำคุกอย่างน้อย 3 ปี

ขณะที่สำนักงานตำรวจเมืองกวางจู เพิ่งให้คำมั่นไปเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2567 ว่า จะคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับฮัน หลังจากที่ในวันดังกล่าวเพิ่งเกิดเหตุคนร้ายเป็นชายวัย 67 ปี ใช้อาวุธมีดแทง ลี แจ-มย็อง (Lee Jae-myung) ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านในรัฐสภาเกาหลีใต้ ได้รับบาดเจ็บ โดยล่าสุดอาการของลีพ้นขีดอันตรายแล้ว อยู่ในระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัด  

เมื่ออดีตผู้นำ “ติดคุกจริง” นี่คือประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้

ข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาเกาหลีใต้) สะเทือนการเมืองเอเชีย เมื่อศาลในกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) จากคดีที่เกี่ยวโยงกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกปลายปี 2567 โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่า ศาลชี้พฤติการณ์เข้าข่ายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญและเป็นความผิดร้ายแรงระดับ “ก่อความไม่สงบ/กบฏ” แม้รายละเอียดทางคดีและคำวินิจฉัยจะยังถูกถกเถียงในสังคม แต่ภาพใหญ่ที่คนทั้งโลกเห็นตรงกันคือ “ผู้นำระดับสูงสุดยังถูกลงโทษได้จริง”

คำถามคือ… นี่คือ “ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้” จริงไหม? คำตอบคือใช่ เพราะจุดเด่นของเกาหลีใต้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือสังคมและสถาบันที่เอาจริงกับการตรวจสอบอำนาจ จนผู้นำไม่สามารถหลุดพ้นได้เมื่อข้ามเส้น

ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้
1) ประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบตัวจริง: วัฒนธรรมม็อบที่เป็นระบบและไม่กลัวอำนาจ
เกาหลีใต้มีประวัติการเมืองร่วมสมัยที่ประชาชน “ลงถนน” เพื่อทวงกติกาเป็นระยะ—ตั้งแต่การลุกฮือปี 1987 ที่นำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยตรงของประธานาธิบดี ไปจนถึงวัฒนธรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ (เช่น candlelight protests) ที่กดดันให้รัฐต้องรับฟังเสียงสังคม
แก่นของมันคือการทำให้ “ต้นทุนทางการเมือง” ของการใช้อำนาจเกินขอบเขตสูงมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ สังคมสามารถรวมตัวกันเร็วและใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่สาธารณะสำคัญเป็นเหมือนเวทีตรวจสอบอำนาจของประชาชน

2) ถอดถอนได้จริง: สภาและศาลรัฐธรรมนูญเดินงานจนจบกระบวนการ
ในระบบเกาหลีใต้ การถอดถอนผู้นำไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง แต่เป็น “ขั้นตอน” ที่เดินได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย ประสบการณ์การถอดถอนในอดีตทำให้สังคมเกาหลีใต้จดจำว่า “ผู้นำก็ถูกปลดได้” เมื่อทำผิดหลักการ

เหตุที่สังคมเกาหลีใต้ “ไว” กับเครื่องมืออย่างกฎอัยการศึก เพราะมีประวัติยุคอำนาจนิยมอยู่ใกล้มือ ความทรงจำร่วมนี้ทำให้การหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิม ถูกต่อต้านหนัก และกลายเป็นแรงหนุนให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อจนถึงศาลอาญา

3) ศาลและอัยการแข็ง: ตรวจสอบคนมีอำนาจ พร้อมถกเถียงจนเกิดการปฏิรูป
เกาหลีใต้มีชื่อเสียงเรื่องการดำเนินคดีคอร์รัปชันกับผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดคำถามว่า “อัยการมีอำนาจมากไปไหม” จนเกิดความพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ลดการผูกขาดอำนาจสอบสวนและฟ้องร้อง รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อถ่วงดุล

นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด แต่ยังกล้าปรับโครงสร้างสถาบันที่ถูกตั้งคำถาม—พูดง่ายๆ คือ “เช็กอำนาจ” แล้ว “เช็กคนเช็กอำนาจ” ต่ออีกชั้น

4) เสรีภาพสูง แต่ไม่สุด: เสียงดังมาก แต่กฎหมายบางส่วนยังเป็นเพดาน
สังคมดิจิทัลของเกาหลีใต้คึกคัก สื่อและโซเชียลมีพลังมาก แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายที่กระทบการแสดงออก เช่น หมิ่นประมาททางอาญา ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าอาจทำให้เสรีภาพการพูดถูกแช่แข็งได้

จุดนี้สะท้อนว่า ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่เป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง/ชื่อเสียง/อำนาจรัฐ—ซึ่งสังคมยังเถียงและปรับสมดุลกันต่อเนื่อง

5) รัฐ–ทุนใหญ่พันกันจริง แต่ประชาธิปไตยสร้างแรงกดดันให้ต้องโปร่งใสขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีทุนขนาดใหญ่ (chaebol) ที่มีบทบาทสูงมาก และย่อมกระทบการเมือง แต่หลังการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยปลายทศวรรษ 1980 ก็เกิดแรงผลักจากสังคม ให้ต้องยกระดับความโปร่งใส การกำกับดูแล และการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top