Thursday, 4 June 2026
กรมทรัพย์สินทางปัญญา

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยโฉม 8 สินค้า GI ในเอเปค 2022

กรมทรัพย์สินทางปัญญา พาชมสุดยอด 8 สินค้า GI สินค้าท้องถิ่นของดีของไทย ที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ในเอเปค 2022

1. ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ 
จังหวัดศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และมหาสารคาม 

2. เนื้อโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร 

3. ปลากุเลาเค็มตากใบ จังหวัดนราธิวาส 

4. ไวน์เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

กรมทรัพย์สินฯ ขึ้นทะเบียน GI ‘ปลาทูแม่กลอง’  เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของสมุทรสงคราม

กรมทรัพย์สินฯ เดินหน้าประกาศขึ้นทะเบียน GI ต่อเนื่อง ล่าสุดดัน ปลาทูแม่กลอง สินค้ายอดนิยมสมุทรสงครามที่ชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศขนเงินข้าชุมชนกว่า 12 ล้านบาท

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อยกระดับสินค้าในท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมกับการส่งเสริมการควบคุมคุณภาพสินค้าเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

ล่าสุดได้ประกาศขึ้นทะเบียน ปลาทูแม่กลอง เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสงคราม ต่อจากส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม สิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม และพริกบางช้าง

ทั้งนี้ ‘ปลาทูแม่กลอง’ เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน มีแหล่งอาศัยในบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนใน มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเลบริเวณปากน้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเล ลักษณะดินเกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำและตะกอนน้ำทะเล ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธาตุอาหาร ทำให้ปลาทูแม่กลองมีลำตัวกว้าง แบน สั้น ผิวหนังขาวเงินมันวาว มีแถบสีน้ำเงินแกมเขียวหรือแถบสีเหลือง ครีบหางสีเหลืองทอง มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านรสชาติและรูปร่าง

โดยเนื้อปลาทูที่นึ่งแล้วจะมีความละเอียดนุ่ม เนื้อแน่น หอม และมันมาก เมื่อนำมาบรรจุลงในเข่งจะมีลักษณะหน้างอ คอหัก ด้วยลักษณะเช่นนี้ จึงทำให้ปลาทูแม่กลองเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนมีคำกล่าวที่ว่า ‘ปลาทูแม่กลองของแท้ จะต้องหน้างอ คอหัก’ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากปลาทูบริเวณอื่นไปโดยปริยาย และหลายหน่วยงานได้นำเอกลักษณ์นี้มาใช้ในการจัดกิจกรรมงานประจำปี ‘เทศกาลกินปลาทูที่แม่กลอง’ ซึ่งจัดมาอย่างยาวนานถึง 24 ปี นับเป็นงานเทศกาลที่มีชื่อเสียง และได้รับการประชาสัมพันธ์จากภาคส่วนต่างๆ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนไปกว่า 12 ล้านบาท 

‘กรมทรัพย์สินฯ’ ประสานเกาหลีใต้ แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องลิขสิทธิ์เพลง หวังยกระดับอุตฯ เพลงไทยรอบด้าน ดันเป็นหนึ่งใน Soft Power ไทย

(22 ก.ย. 66) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพลงไทยควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบลิขสิทธิ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้สร้างสรรค์ เจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้ใช้งานเพลง ให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากงานเพลง ซึ่งเป็นงานลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยให้วัฒนธรรมไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคมโลก”

นายวุฒิไกร ให้ข้อมูลว่า “จากการศึกษาของสมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศพบว่า ในปี 2565 อุตสาหกรรมสิ่งบันทึกเสียงของไทยมีมูลค่า 3,689 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอันดับที่ 24 ของโลก และมีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 20.01 จึงถือได้ว่าอุตสาหกรรมเพลงของไทยเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ มีความสามารถในการแข่งขัน และเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดประเภทหนึ่ง”

นายวุฒิไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเพลงไทยให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากรอบกฎหมาย กฎกติกา เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนการเสริมสร้างความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเพลงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองและการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ลิขสิทธิ์เพลงในเชิงพาณิชย์ การใช้งานลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ในทางการค้า”

“ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาเห็นว่า เกาหลี เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบลิขสิทธิ์ที่เป็นประโยชน์ และตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชนในประเด็นดังกล่าวอย่างแท้จริง จึงได้ร่วมกันจัดการสัมมนาลิขสิทธิ์ไทย - เกาหลี ประจำปี 2566 ในหัวข้อ ‘เจาะลึกบทบาทลิขสิทธิ์กับธุรกิจเพลง’ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ เจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้ใช้ผลงานเพลง ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายการใช้ลิขสิทธิ์ส่งเสริมอุตสาหกรรมเพลงในประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี บทบาทขององค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ตลอดจนแนวทางการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และค่าสิทธิของนักแสดง เพื่อนำมาปรับใช้กับการดำเนินงานในบริบทของประเทศไทยต่อไป”

“กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การสัมมนาในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเพลงไทย ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ และเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไป” นายวุฒิไกร กล่าวทิ้งท้าย

‘กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ ขึ้นทะเบียน ‘มังคุดทิพย์พังงา’ เป็นสินค้า GI มุ่งจัดระบบควบคุมคุณภาพสินค้า-สร้างมูลค่าเพิ่ม-ดึงรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

(26 ต.ค. 66) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียน ‘สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์’ หรือ ‘GI’ เพื่อคุ้มครองสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะในแต่ละท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอีกทั้งยังเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ‘มังคุดทิพย์พังงา’ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดพังงา ที่มีการเพาะปลูกกันมาอย่างยาวนาน มีชื่อเสียงและมีผลผลิตจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ เช่น จีน เวียดนาม เป็นต้น สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนกว่า 280 ล้านบาท

‘มังคุด’ ถือเป็นราชินีแห่งผลไม้เมืองร้อน รสชาติอร่อย เป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยชื่อ ‘ทิพย์พังงา’ มีความหมายว่า ‘ผลไม้ของเทวดาที่มีรสเลิศจากจังหวัดพังงา’ มีลักษณะเด่นคือ เป็นมังคุดพันธุ์พื้นเมือง ผลทรงกลม เปลือกค่อนข้างหนา แห้ง แตกลาย เนื้อสีขาว หนานุ่ม ไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ปลูกและผลิตในเขตพื้นที่จังหวัดพังงา ซึ่งสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชัน ดินระบายน้ำดี อีกทั้งลักษณะภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน ทำให้จังหวัดพังงามี 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูร้อน

ด้วยสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ประกอบกับกระบวนการปลูกมังคุดของเกษตรกรชาวพังงาที่เน้นการดูแลรักษาแบบธรรมชาติ จึงเกิดเพลี้ยไฟในช่วงออกดอกและติดผลอ่อน มีผลดีคือ ทำให้โครงสร้างของผิวเปลือกเปลี่ยนแปลง มีรอยแยกระหว่างเซลล์เกิดเป็นช่องว่างบนผิว ทำให้ผิวของผลมังคุดส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นลาย ระบายน้ำในผลออกมาได้ดี ส่งผลให้เนื้อมังคุดสีขาว แห้ง ไม่ฉ่ำน้ำ และเปลือกมังคุดค่อนข้างหนาทำให้เนื้อมังคุดไม่ช้ำง่าย

‘มังคุดทิพย์พังงา’ ถือเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดพังงา ต่อจากทุเรียนสาลิกาพังงา และข้าวไร่ดอกข่าพังงาที่ได้ขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า และสนับสนุนช่องทางการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้า GI ได้ที่ Facebook Page : GI Thailand หรือโทรสายด่วน 1368

‘ส้มสายน้ำผึ้งฝาง’ ขึ้นแท่นสินค้า GI ลำดับที่ 5 จ.เชียงใหม่ สีสวย-กลิ่นหอม-หวานอมเปรี้ยว สร้างรายได้สู่ชุมชน 270 ลบ./ปี

(11 มิ.ย. 67) นางสาวกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียน ‘ส้มสายน้ำผึ้งฝาง’ สินค้า GI ลำดับที่ 5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ต่อจากผ้าตีนจกแม่แจ่ม, ร่มบ่อสร้าง, ศิลาดลเชียงใหม่ และกาแฟเทพเสด็จ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ 

‘ส้มสายน้ำผึ้งฝาง’ มีแหล่งกำเนิดเดิมอยู่ที่จังหวัดยะลา เรียกว่า ‘ส้มพันธุ์โชกุน’ ได้ถูกนำมาเพาะปลูกในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำฝาง ลำห้วยแม่ใจ ลำน้ำแม่มาว ลำน้ำแม่เผอะ เขื่อนแม่มาว เขื่อนบ้านห้วยบอน ห้วยแม่งอน เป็นต้น

รวมไปถึงยังมีน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำอุณหภูมิสูงไหลพุ่งจากใต้ดินขึ้นสู่อากาศ ทำให้สภาพดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหมาะสมต่อการเพาะปลูกส้มสายน้ำผึ้ง ด้วยแหล่งภูมิศาสตร์นี้ ทำให้ส้มสายน้ำผึ้งฝางสามารถเติบโตได้ดี มีผิวสีเขียวอมเหลือง เขียวอมส้ม มันวาว เนื้อกุ้งฉ่ำแน่น ชานและใยนุ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม มีอัตลักษณ์ชัดเจนแตกต่างจากส้มสายน้ำผึ้งจากแหล่งปลูกอื่น

หากเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูหนาว ส้มสายน้ำผึ้งฝางจะมีผิวสีเหลืองอมส้ม มีความโดดเด่น จึงได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน อีกทั้งหน่วยงานในพื้นที่ยังให้การสนับสนุน ยกให้ส้มสายน้ำผึ้งฝางเป็นของดีจังหวัดเชียงใหม่ สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับชุมชนให้พื้นที่กว่า 270 ล้านบาทต่อปี 

ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอเชิญทุกท่านร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการ GI และอุดหนุนสินค้า GI ไทย โดยติดตามข้อมูลสินค้า GI รายการต่าง ๆ และข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องได้ที่เพจ Facebook : GI Thailand หรือสอบถามเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368

จากลูกหม้อ สู่ผู้นำกระทรวง!! ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ ปลัดพาณิชย์ฯ สายดิจิทัล ข้าราชการยุคใหม่ ผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต บริหารระบบ วางรากฐานเศรษฐกิจโปร่งใส ยกระดับการค้าไทย ให้ก้าวไกลทันโลก

(19 ต.ค. 68) เมื่อพูดถึงชื่อ ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ หลายคนอาจนึกถึงข้าราชการรุ่นใหญ่ผู้มีบุคลิกสุขุม มั่นคง และมีวิสัยทัศน์ล้ำยุค ปัจจุบันเขาคือ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อพฤษภาคม 2567 และเป็นหนึ่งในผู้นำข้าราชการที่ขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผ่านมุมมองที่ไม่ใช่แค่ “การค้า” แต่ครอบคลุมถึง ระบบข้อมูล การกำกับดูแล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เด็กกระทรวงที่เติบโตจากภายใน!!
‘วุฒิไกร’ไม่ใช่คนนอกที่เข้ามาควบคุมระบบราชการ แต่คือ “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากกองเล็ก ๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ ผ่านประสบการณ์ครบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ผู้ตรวจราชการ, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จนได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำในกระทรวง

สไตล์การทำงานเป็น ‘ผู้ลงมือ’ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง!!
เส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการทำให้วุฒิไกรขึ้นชื่อว่าเป็น “นักบริหารระบบ” ที่ ใช้ข้อมูลจริง ขับเคลื่อนจริง และฟังความเห็นจริง เขาไม่ใช่แค่ผู้วางนโยบาย แต่ยังเป็นผู้ลงมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลัก ‘ความร่วมมือ–ความโปร่งใส–ความยั่งยืน’ เป็นหัวใจหลักของทุกนโยบาย

บุคคลต้นแบบของข้าราชการไทยยุคใหม่
‘วุฒิไกร’ คือภาพสะท้อนของข้าราชการที่ ‘ผสมผสานความรู้ดั้งเดิมกับความเข้าใจในโลกใหม่’ ได้อย่างลงตัว มีความเป็นผู้นำ มีวุฒิภาวะ และเข้าใจบริบทของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่ ‘ปลัดกระทรวงพาณิชย์’ แต่คือผู้ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของราชการไทย ที่กล้าปรับระบบเพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและทันโลก

ผลงานเชิงประจักษ์: ปรับระบบ ปรับประเทศ
• ทรัพย์สินทางปัญญาเร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น
สมัยเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วุฒิไกรผลักดันมาตรการ Fast-Track ให้การจดและต่ออายุเครื่องหมายการค้าทำได้เร็วและโปร่งใส ถือเป็นจุดเปลี่ยนของระบบ IP ไทยที่เคยล่าช้า
• ยกระดับดิจิทัลในภาคธุรกิจ
ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาผลักดัน DBD e-Registration, e-Filing, และพัฒนาระบบข้อมูลกลาง DBD DataWarehouse+ ทำให้การจัดตั้งบริษัท–ส่งงบ–แก้ไขข้อมูล ทำได้ผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ
• บูรณาการกำกับดูแลเศรษฐกิจการเงิน
ในบทบาทกรรมการ ก.ล.ต. และ คปภ. โดยตำแหน่ง เขาคือหนึ่งในผู้เชื่อมโยงนโยบายการค้ากับระบบกำกับดูแลตลาดทุน–ประกันภัยอย่างเป็นระบบ
• ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในองค์กรใหญ่
ปัจจุบัน วุฒิไกรเป็นกรรมการอิสระของ ปตท. และเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน (CG&S) อีกด้วย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทของเขาในมิติธรรมาภิบาลระดับชาติ

หากคุณกำลังมองหา ข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งระบบราชการ และความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

นี่คือคำตอบ!! ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่ควรจับตาอย่างยิ่งในตอนนี้

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวกระเช้าปีใหม่ “สุขชุมชน” รวมสุดยอดสินค้า GI ไทย 9 รายการ ส่งเสริมบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

(11 พ.ย. 68) ที่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” ว่า กรมมุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า GI อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ ๆ และผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 243 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 114,329 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมฯ ร่วมกับ ท็อปส์ เครือเซ็นทรัล รีเทล ได้คัดเลือกสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 9 รายการ จัดทำเป็นกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และส่งต่อความสุขความปรารถนาดีจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึง โดย GI 9 รายการ ประกอบด้วย สินค้า GI ในกลุ่มอาหาร 6 รายการ ได้แก่ 

1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 
2.ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
3.พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืดและใช้เป็นสมุนไพรไล่ลม 
4.สับปะรดภูแลเชียงราย ให้วิตามินซีสูงช่วยต้านอนุมูลอิสระและดีต่อระบบขับถ่าย 
5.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ให้พลังงานและบำรุงเลือด 
6.ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านกระบวนการคั่วด้วยเกลือแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติหวานมันปนเค็มอ่อนๆ เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 3 รายการ ได้แก่ 

1.ชาเชียงราย ใบชามีกลิ่นหอมละมุน มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความผ่อนคลาย 
2.น้ำหมากเม่าสกลนคร อุดมด้วยสารอาหาร มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
3.กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ปลูกแบบธรรมชาติร่วมกับไม้ป่า

“สินค้า GI ทั้ง 9 รายการ ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 469 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2569 จะมีการผลักดันสินค้าท้องถิ่นจดทะเบียนจีไออีกกว่า 20 รายการ และจะมีการต่อยอดความร่วมมือนำสินค้าจีไอไปจัดเป็นชุดกระเช้าหรือจำหน่ายในเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป กับทั้งที่ท็อปส์ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย” นางอรมน กล่าว

ด้านนายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่ท็อปส์มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกกว่า 90 รายการ สำหรับกระเช้า “สุขชุมชน” เป็นความต่อเนื่องปีที่สอง โดยจัดเตรียมให้เลือก 2,000 ชุด ราคาประมาณ 1,799 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,000 ชุด ซึ่งประเมินว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ ช่วงปีใหม่น่าจะยังขยายตัวได้เกิน 2 หลัก และยอดซื้อเริ่มเข้ามาแล้ว

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ลุยปราบละเมิด-ปกป้องแบรนด์ไทยในต่างแดน พร้อมผลักดันไอเดียสร้างสรรค์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” หนุนธุรกิจ-สินค้าชุมชนท้องถิ่นไทยเติบโต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ “คุ้มครอง-ส่งเสริม-ต่อยอด” ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการปราบปรามการละเมิด และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

การที่กรมฯ ได้ “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะเธอเป็นข้าราชการสายเศรษฐกิจที่มีทั้งประสบการณ์การเจรจาการค้าและงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งบนเวทีทั้งในและต่างประเทศ

เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor of Commerce and Administration สาขา Accounting และ Economics จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นศึกษาต่อด้าน Economic Development and International Trade ที่ University of Reading สหราชอาณาจักร ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีทั้งฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการสมัยใหม่ควบคู่กัน

ในด้านการทำงานราชการ เธอเริ่มต้นอาชีพเมื่อปี 2533 ในตำแหน่งนักเศรษฐกรและนักเจรจาการค้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และการเจรจาทวิภาคีหลายชุด ช่วงปี 2546-2550 เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Minister Counselor ประจำคณะผู้แทนถาวรไทย ณ WTO ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีพหุภาคีอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้เธอเข้าใจลึกทั้งกติกาการค้าโลกและผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการไทยในโลกจริง

ปี 2550 เธอย้ายเข้ามาร่วมงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย FTA/WTO ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ดูแลงานส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงงานความร่วมมือระหว่างประเทศกับ WIPO, WTO และการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ FTA ต่าง ๆ 

เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการคุ้มครองและการจดทะเบียนสิทธิ และผลักดันให้ภาคธุรกิจนำผลงาน IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วงเดียวกัน เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท./NRSA) ระหว่างเดือนตุลาคม 2558-กรกฎาคม 2560 ทำงานด้านข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 เพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญของไทย

ต่อมา ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 มีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ นางอรมนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านโครงสร้างธุรกิจ การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการใช้ข้อมูลธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ประสบการณ์ทั้งในบทบาทนักเจรจาการค้า ผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เธอ “เห็นภาพครบ” ตั้งแต่ระดับนโยบายการเปิดตลาดการค้าโลก โครงสร้างธุรกิจในประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอจึงเปรียบเปรยว่าการกลับมาครั้งนี้ “เหมือนได้กลับบ้านหลังเดิม” แต่เป็นบ้านที่ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอประกาศเดินหน้านโยบาย “ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ” ภายใต้กรอบ IP 4 All และ IP for Business โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ “IP Financing” ซึ่งมุ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เป็นทุนหรือหลักประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคการเงิน ในขณะเดียวกัน เธอสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมฯ ทำร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเข้าถึงทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ภายใต้การนำของนางอรมนยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกบนเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการสานต่อและต่อยอดโครงการ “Trademark Monitor” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อเฝ้าระวังการจดทะเบียนยี่ห้อไทยในต่างประเทศล่วงหน้า ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยื่นคัดค้านได้ทันเวลา ปกป้องแบรนด์ไทยจากการถูก “จดตัดหน้า” โดยต่างชาติ พร้อมวางทิศทางขยายความร่วมมือไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ในฐานะเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์ GI ไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักฐานสำคัญว่าคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากเส้นทางการทำงานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักเจรจาการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และผู้บริหารระดับสูงหลายกรม “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่ผสานมุมมองเชิงกติกาการค้าโลกเข้ากับการออกแบบนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีวิสัยทัศน์ เธอไม่ได้มองทรัพย์สินทางปัญญาเพียงในมิติของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ยกระดับให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจไทยและสินค้าชุมชนท้องถิ่นเติบโตได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการค้า-การลงทุนที่เป็นธรรม เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ไม่สะดุด ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอเป็นผู้นำกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถไว้วางใจได้ว่า “เสียงของนักคิด-นักสร้างสรรค์ไทย” จะได้รับการปกป้อง และถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top