‘นิพนธ์’ กู้ศักดิ์ศรีคืน!! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ปลดพ้นนายก อบจ.สงขลา พลิกคดี กู้เกียรติยศคืน ย้ำมีอำนาจแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย
“นิพนธ์ บุญญามณี”กู้ศักดิ์ศรีคืนแล้ว กรณีศึกษาศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 พ้นนายกฯอบจ.สงขลา
กรณีของนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ถูก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย สั่งปลดจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา แต่นิพนธ์ยกมาเป็นประเด็นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งปลด คดีถึงที่สุด เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีมหาดไทย อันถือว่า นิพนธ์ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวเอง และวงศ์ตระกูล
กรณีของพิพนธ์ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายปกครองว่า “รัฐมีอำนาจ แต่การใช้อำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย” ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะสั่งปลดผู้บริหารท้องถิ่นได้ทันที หากขั้นตอนหรือเหตุผลไม่ถูกต้อง คำสั่งก็อาจถูกศาลเพิกถอนได้
หลักเกณฑ์โดยสรุปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต. พ้นจากตำแหน่งได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น มีการชี้มูลความผิดในบางกรณี หรือมีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย
แต่การออกคำสั่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน มีฐานกฎหมายรองรับ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด หากละเลยขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ศาลปกครองมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งได้
สำหรับคดีของนิพนธ์ ศาลปกครองวินิจฉัยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปลด และให้คำสั่งมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง
เมื่อศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแล้ว ผลเป็นให้
คำสั่งปลดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลของการเพิกถอนมีผลย้อนหลัง เสมือนคำสั่งนั้นไม่เคยมีผลบังคับ ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิประโยชน์ที่สูญเสียไป หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
อาจจะมีคนถามว่า แล้ว “ผู้ออกคำสั่ง” ต้องรับผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลเพิกถอนคำสั่งแล้วผู้ลงนามจะต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีหลักกฎหมาย
หากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต แม้ศาลเพิกถอน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกสั่งปลด รัฐอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย และต่อมารัฐอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำได้ ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “รัฐมนตรีมหาดไทยจะนึกอยากปลดก็ปลดไม่ได้” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้อง เพราะอำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เหตุผล และกระบวนการที่ถูกต้อง มิฉะนั้นคำสั่งย่อมถูกศาลเพิกถอนได้
กรณีนิพนธ์จึงกลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ย้ำหลักว่า การใช้อำนาจทางปกครองต้องเคารพกระบวนการตามกฎหมาย หากขั้นตอนผิด แม้ผู้มีอำนาจจะลงนามเอง คำสั่งก็อาจเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนโดยศาลได้
เรื่องนี้ในทางการเมือง นิพนธ์มีสิทธิ์อันชอบธรรมสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่า พ้นบ่วงอำนาจ คสช.มาแล้ว กูศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ เดินยืดอกได้
นิพนธ์ยังสามารถนำผลแห่งคดีนี้ไปสู้ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ที่ถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เบิกจ่ายให้ผู้รับเหมา หลังพบว่า มีการฮั้วประมูล และทางจังหวัดมีคำสั่งชะลอการจ่าย การถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือต้นเรื่องของคำสั่งปลดพ้นนายกฯอบจ.สงขลา
อนาคตของพิพนธ์จะเดินต่อไปอย่างไรบนถนนสายการเมือง ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จะบุกเดินหน้า หรือปล่อยวางให้ลูกชายทำต่อ








