Wednesday, 21 October 2026
WorkLifeBalance

ผลวิจัยชี้!! วัยรุ่นไทย 'Gen Z - Millennial' ยอมลาออก หากบริษัทไม่ยืดหยุ่นให้ 'Work - Life - Balance'

ไม่นานมานี้ ผลสำรวจจาก Deloitte Global 2023 Gen Z and Millennial Survey ที่จัดทำขึ้นโดย Deloitte ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 12 ได้ทำการสำรวจมุมมองแนวคิดเชิงลึกของคนในเจนซี และมิลเลนเนียล มากกว่า 22,000 คนจาก 44 ประเทศทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิดและมุมมองต่าง ๆ ของกลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียลที่เป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานทั่วโลก  

ในผลสำรวจฉบับนี้ Gen Z จะหมายถึง ผู้ที่มีอายุ 19-28 ปี และ Millennial จะหมายถึงผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-40 ปี โดยประเทศไทยนั้น Deloitte ได้ทำการสำรวจ Gen Z จำนวน 200 คน และ Millennial 100 คน ในประเทศไทย 

ผลการสำรวจสะท้อนมุมมองเชิงลึกคนในเจเนอเรชันดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เรื่องของสถานที่ทำงานและเวลาในการทำงาน ดังนี้...

>> ร้อยละ 86 ของ Gen Z และ ร้อยละ 65 ขอ Millennial ในไทย มีแนวโน้มจะเปลี่ยนงานใหม่ หากบริษัทผู้ว่าจ้างต้องการให้พนักงานกลับไปทำงานเต็มเวลาที่ออฟฟิศ 

>> และเกือบร้อย 70 ของทั้งคนไทยรุ่นใหม่ทั้งสองเจเนอเรชัน มีแนวโน้มที่จะขอให้บริษัทมีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น ที่มุ่งส่งเสริมแนวคิดการสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน (Work/life Balance) ซึ่งครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่...

1) มีทางเลือกในการทำงานร่วมกันได้มากขึ้น 2) ควรหาวิธีทำให้พนักงานพาร์ทไทม์ (part-time) มีโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) เปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เป็นต้น

‘นายกฯ’ ชี้!! อัตราการเกิดคนไทยลดลงต่อเนื่อง เป็นการบ้านสำคัญรัฐบาล ต้องสร้างอนาคตที่ดีแก่ลูกหลาน ผู้หญิงต้องมีชีวิตบาลานซ์ ‘ทำงานได้-มีลูกได้’

(21 ธ.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

“เห็นข้อมูลชุดนี้แล้วน่าตกใจนะครับ แม้ว่าปัญหาอัตราการเกิดของประเทศไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะไม่ใช่เรื่องใหม่

จากบทความนี้ของ The​ Nation https://www.nationthailand.com/thailand/general/40023947 ก็จะเห็นว่าอัตราการเกิดปีที่ผ่านมาของไทยต่ำที่สุดในรอบ 71 ปี

ประเด็นนี้ละเอียดอ่อน!!

ผมในฐานะนายกฯ และรัฐบาล ตระหนักในเรื่องสิทธิเหนือร่างกายและอำนาจของผู้หญิง ที่พึงมีสิทธิ์เต็มที่ในการตัดสินใจที่จะมีลูกหรือไม่มีลูก

ขณะเดียวกันในฐานะนายกฯ ผมคิดว่าผมมีหน้าที่ในการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่แล้วมีความสุข เศรษฐกิจดี มีความปลอดภัย ถ้าคนจะมีลูกก็มั่นใจว่า ลูกหลานของเขาจะได้รับการศึกษาที่ดี มีงานทำ ไม่มีเรื่องยาเสพติด ผู้หญิงมี Work Life Balance ทำงานได้ มีลูกได้

เรื่องใหญ่ครับ และเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเอาไปทำการบ้าน”

ผลสำรวจชี้!! Gen Z เจอแรงกดดันในชีวิตการทำงานสูงกว่าคน Gen อื่น เพราะเทคโนโลยีทำให้ ‘งาน’ กับ ‘ชีวิตส่วนตัว’ แยกจากกันไม่ออก

Gen Z เจอแรงกดดันใน ‘ชีวิตการทำงาน’ สูงกว่าคนเจนอื่นๆ เพราะเทคโนโลยีทำให้ ‘งาน’ กับ ‘ชีวิตส่วนตัว’ แยกจากกันไม่ออก

(24 ก.พ. 67) คนที่เกิดมาในยุคดิจิทัลอย่าง ‘Gen Z’ พวกเขากำลังเจอความท้าทายในชีวิตการทำงานที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานการสำรวจจาก Deloitte ในปี 2023 ที่สำรวจเกี่ยวกับวัยทำงาน ‘Gen Z’ จำนวน 14,483 คนใน 44 ประเทศ พบว่า 46% ของชาว Gen Z เผชิญกับความวิตกกังวลและความเครียดอย่างต่อเนื่องในที่ทำงาน

นอกจากนี้ มากกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างยังรายงานด้วยว่า พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้า ระดับพลังงานต่ำ และจิตใจหลุดออกจากงาน โดยสาเหตุหลักมาจากสภาพแวดล้อมเชิงลบหรือโดยถากถางดูถูกในที่ทำงาน

ด้าน แคธลีน ไพค์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเป็นซีอีโอของบริษัท One Mind at Work (ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงาน) แสดงความคิดเห็นว่า กลุ่มวัยทำงาน Gen Z กำลังเผชิญกับแรงกดดันมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ เนื่องจากเติบโตมาโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาทำลายขอบเขตระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

เมื่อเปรียบเทียบการทำงานของคนรุ่นนี้กับคนรุ่นก่อนๆ พบว่า คนรุ่นก่อนไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เกิดจากเทคโนโลยีแบบเดียวกันในช่วงเริ่มต้นอาชีพของพวกเขา

“สำหรับผู้บริหารรุ่นซีเนียร์ในตอนนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วจะพบว่า เวลาไปทำงานในแต่ละวัน พวกเขาจะขับรถไปทำงานโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มี FedEx ในช่วงที่คนรุ่นก่อนๆ เริ่มต้นชีวิตทำงาน มันเป็นโลกที่แตกต่างไปจากยุคนี้อย่างสิ้นเชิง” เธอกล่าว

ศาสตราจารย์ไพค์ อธิบายต่อว่า ในอดีตไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในทันทีเหมือนยุคนี้ และเมื่อวัยทำงานรุ่นก่อนๆ กลับบ้าน พวกเขาก็ตัดขาดจากงานอย่างแท้จริง (ไม่สามารถเข้าถึงงานได้ตลอดเวลาเหมือนยุคนี้) มันเป็นเหมือนโครงสร้างมหภาคตามธรรมชาติที่ทำให้เกิดการหยุดทำงานตามเวลา ตามระบบนาฬิกาชีวิตจำนวนมากและระเหยไปจนหมด

ในขณะที่เมื่อมองกลับมาในยุคนี้ จะเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังการดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตการทำงานของคนรุ่น Gen Z ส่งผลให้คนรุ่นนี้พยายามสร้างความแตกต่างระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่พบเห็นมากขึ้นในสังคมการทำงานก็คือ Gen Z กำลังพยายามวางขอบเขตชีวิตส่วนตัวให้กลับคืนมา มันเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนแต่ละรุ่น คนทำงานรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปหาเทรนด์การทำงานแบบอื่นๆ เช่น 

- เทรนด์การทำงานแบบ Act your Wage คือ การทำงานตามค่าจ้างที่ได้รับ ไม่ทำอะไรเกินตัว
- เทรนด์การทำงานแบบ Quiet Quitting คือ การทำงานไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ทุ่มเททำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเยียวยาตนเองไม่ให้เบิร์นเอาท์
- เทรนด์การทำงานแบบ Lazy girl jobs คือ การทำงานที่สามารถจัดตารางงานเองได้ งานไม่ทำให้ชีวิตส่วนตัวยุ่งเหยิงเกินไป หรือเป็นงานที่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ มักเป็นงานที่มีระดับความเครียดต่ำแต่ก็มีผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ

โดยสรุปก็คือ เน้นหางานหรือรูปแบบการทำงานให้ยุ่งน้อยที่สุด เพื่อรักษางานของตนไว้แต่ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ไพค์ชี้ชวนให้คิดว่า การที่ Gen Z หลายคนเผชิญกับภาวะความเครียด วิตกกังวล และความกดดันต่างๆ ในที่ทำงานนั้น บางครั้งอารมณ์เหล่านั้นก็เป็นอารมณ์ปกติ ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยทางจิตใจเสมอไป การเผชิญกับความเครียดเนื่องจากเดดไลน์ที่ต้องส่งงาน ความรู้สึกเศร้า ความผิดหวัง หรือวิตกกังวลเป็นครั้งคราว ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต

อีกทั้งการรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลในการทำงาน อาจเป็นตัวบ่งชี้ที่มีประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณทำงานให้สำเร็จได้อย่างดีด้วยซ้ำ 

ท้ายที่สุด ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา สรุปว่า ชาว Gen Z ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ต้องยอมรับความเครียดและความกังวลที่เกิดจากงานบ้าง “เราต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวทันทีแล้วลองใหม่อีกครั้ง” นั่นจะทำให้เราเติบโตจากความผิดพลาด รวมถึงการเรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติม การขอความช่วยเหลือ และรู้วิธีการผลักดันขีดความสามารถของตนเอง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในชีวิตการทำงานทั้งนั้น 

'ผู้บริหารจีน' ชิ่งลาออก!! หลังถูกจับได้ว่าไม่สนใจคุณภาพชีวิตพนักงาน  ภายใต้กระแสคนจีนต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานหนักแบบอุทิศชีวิต

(12 พ.ค.67) เพจ 'อ้ายจง' ได้โพสต์ข้อความในกรณีที่ผู้บริหารฝ่าย PR ของบริษัทยักษ์ใหญ่จีนลาออกหลังแสดงทัศนคติ สนับสนุนการทำงานหนัก ไม่สนใจ Work-Life Balance ว่า...

ประเด็นนี้เป็นเรื่องราวของผู้บริหารหญิงฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Baidu ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลจีนเมื่อเร็วๆ นี้ หลังมีการเปิดเผยคลิปหลายคลิปที่แสดงถึงทัศนคติของเธอที่สนับสนุนการทำงานหนัก โดยไม่คำนึงถึงเวลาส่วนตัวหรือคุณภาพชีวิตของพนักงาน

โดยมีบางท่อนในการวิพากษ์วิจารณ์พนักงานคนหนึ่งที่ปฏิเสธการเดินทางไปดีลเรื่องธุรกิจเรื่องงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยกล่าวว่า "เหตุใดฉันจึงควรคำนึงถึงครอบครัวของพนักงานด้วย ฉันไม่ใช่แม่สามีของเธอ" 

นั่นเลยกลายเป็นดราม่าในโซเชียลจีนเลย โดยสื่อในจีนมีการรายงานถึงหุ้นของ Baidu ตก ราว 2.17% ในช่วงเวลาที่มีดราม่า

หลังจากโดนกระแสดรามาอย่างหนัก ผู้บริหารคนนี้จึงได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณชน แสดงความเสียใจต่อความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ เธอยังให้คำมั่นว่าจะพัฒนาทักษะการสื่อสารของเธอและแสดงความเอาใจใส่ต่อเพื่อนร่วมงานมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังมีชาวเน็ตออกมาสำทับด้วยว่า สิ่งที่คทำงานยุคนี้ต่อต้าน จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของการทำงานหนักหรอก แต่ต่อต้าน การเอาเปรียบของบริษัทมากกว่า

โดยทางเพจได้โพสต์เสริมประเด็นนี้ ว่า...ทุกวันนี้คนจีนเรียกร้องเรื่องทำงานหนักจนไม่มีเวลาส่วนตัวกันมากขึ้น อย่างที่เคยได้ยินประเด็น 996 หรือ ทำงาน 9AM ถึง 9PM 6 วันต่อสัปดาห์ จนจุดให้เกิดกระแสต่อมาจากคนจีนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีแนวคิดที่เรียกว่า 躺平 หรือ 'นอนราบ' ซึ่งเป็นภาวะหมดความทะเยอะทะยานในชีวิต คือ ปล่อยจอยแล้ว เพราะเริ่มสงสัยว่า แนวคิดที่เคยมีมาตั้งแต่สมัยก่อน เรื่องทำงานให้หนักแล้วจะสบายในภายภาคหน้า มันจริงหรือไม่ ด้วยสภาพสังคมที่แข่งขันสูงกดดันมากและภาวะเศรษฐกิจ จะเป็นแบบนั้นได้จริงๆ หรือ

เปิดมุมคิด Work-life Balance ในแบบฉบับ “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” จัดเวลาชีวิตอย่างไรให้สมดุล? เมื่อทั้งงาน ลูก และตัวเอง ต่างต้องการเวลาและความใส่ใจ

คำว่า Work-life Balance เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอในสังคมการทำงาน หลายคนพยายามแบ่งเวลางานออกจากเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ดูแลตัวเอง และใช้เวลากับคนที่รัก ทว่าเมื่อแต่ละคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่างกัน ความสมดุลในชีวิตก็อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปด้วย

สำหรับ “พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ซึ่งมีอีกหนึ่งบทบาทเป็นคุณแม่ลูกสอง เธอมีวิธีบริหารเวลาในแบบฉบับของตัวเอง ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน พร้อมรักษาเวลาสำหรับดูแลตัวเอง Work-life Balance ของเธอจึงปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน 

พลอยเล่าว่า ภาพหนึ่งในความทรงจำช่วงวัยเด็ก คือการใช้เวลาหลังเลิกเรียนอยู่ในโชว์รูมของคุณพ่อคุณแม่ วิ่งไปมาระหว่างแผนก แวะนั่งที่ฝ่ายบัญชีบ้าง ลงมาที่โชว์รูมบ้าง จนคุ้นเคยกับพนักงานและบรรยากาศการทำงาน ที่แห่งนี้จึงมีความหมายคล้ายบ้านอีกหลัง เป็นพื้นที่ที่เธอได้เล่น ได้เติบโต และได้อยู่ใกล้ครอบครัวในเวลาเดียวกัน

ความคุ้นเคยนั้นส่งต่อมาถึงวิธีที่เธอใช้ชีวิตกับลูกทั้งสองคน พลอยมักเปิดโอกาสให้ลูก ๆ เข้ามาคลุกคลีในพื้นที่ทำงานและได้รู้จักอีกมุมหนึ่งของชีวิตเธอ เช่นเดียวกับที่เธอเคยเติบโตท่ามกลางการทำงานของคุณพ่อคุณแม่

“ตอนเด็ก ๆ ก็คลุกคลีในโชว์รูมมาตลอด รู้สึกว่าที่นี่คือบ้านหลังที่สองเลย พอมีลูกก็เลยปล่อยให้ลูกได้ใช้ชีวิตในโชว์รูมเหมือนที่เราเคยเป็นมา ทำให้เราได้อยู่กับลูก ๆ มากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้กลับบ้านก่อนแล้วถึงจะได้เจอลูก” พลอยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

กิจวัตรประจำวันและ “สิ่งที่ขาดไม่ได้”

แม้งานบริหารจะยุ่งแค่ไหน แต่เธอก็มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำทุกวันนั่นคือการใช้เวลาช่วงเช้ากับลูก ๆ เธอเล่าว่า ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ต้องตื่นเช้าและไปส่งลูก ๆ ที่โรงเรียนเสมอ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาทำงาน ซึ่งก็เปลี่ยนไปตามตารางของแต่ละวัน บางวันเข้าออฟฟิศ บางวันมีประชุมนอกสถานที่ หรือบางครั้งมีกิจกรรมที่ต้องไปเข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตที่ต้องดูแลทั้งธุรกิจและลูกสองคนพร้อม ๆ กัน อีกเรื่องที่เธอให้ความสำคัญมาก ๆ เลยก็คือการหาเวลาเพื่อออกกำลังกาย เธอมีเป้าหมายที่พยายามรักษาไว้ให้ได้ในแต่ละสัปดาห์ โดยปรับให้เข้ากับชีวิตของตัวเองให้มากที่สุด

“หากวันไหนไม่ได้เลิกงานดึกเกินไป ก็จะไปออกกำลังกาย ส่วนมากก็จะเป็นโยคะ พิลาทีส รองลงมาคือกอล์ฟ ก็พยายามวางแผนให้มีเวลาอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์” เธอเล่าด้วยท่าทางจริงจัง

คำว่า “พยายามวางแผน” บอกถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ เพราะเวลาส่วนตัวต้องอาศัยการจัดสรรอย่างดีเช่นเดียวกับเวลางานและเวลาสำหรับครอบครัว 

ใส่ใจการพักผ่อนที่มีคุณภาพ

อีกเรื่องที่เธอไม่มองข้ามอย่างเด็ดขาด คือการนอนให้มีคุณภาพ พลอยเล่าว่า เมื่อก่อนเธออาจนอนดึกแล้วตื่นมามีแรงได้เหมือนเดิม แต่วันนี้เธอรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จึงพยายามเข้านอนในเวลาที่สม่ำเสมอ และใส่ใจคุณภาพการพักผ่อนให้มากขึ้น 

“พอใช้ชีวิตมาสักพัก เราเริ่มรู้แล้วว่าจะใช้ชีวิตแบบตอนวัยรุ่นไม่ได้แล้ว ตอนนี้พยายามเข้านอนในเวลาเดิมสม่ำเสมอทุกวัน พลอยคิดว่าประสิทธิภาพการนอนสำคัญมาก ๆ”

“ความเครียด” คือส่วนหนึ่งของชีวิต

แน่นอนว่าแม้จะจัดตารางชีวิตไว้แล้ว แต่ก็จะมีวันที่เหนื่อยและเครียดเกิดขึ้นได้ เมื่อถามถึงเรื่องนี้ เธอก็ยิ้มและยอมรับตรง ๆ ว่า ความรู้สึกเหล่านี้เป็นธรรมชาติของการทำงาน ที่จะมีทั้งช่วงที่ดี ช่วงที่ยาก และช่วงที่มีความสุข สลับ ๆ กันไป 

เธอพูดพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ว่า “ถ้าไม่อยากเครียดก็ไม่ต้องทำงาน” อารมณ์ขันเล็ก ๆ นี้ทำให้เห็นว่า เธอมองความเครียดอย่างตรงไปตรงมา และยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงาน

จากการพูดคุยในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ Work-life Balance เป็นเรื่องของการจัดสรรน้ำหนักระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนย่อมมีหน้าที่ ความต้องการ และเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน ความสมดุลจึงไม่มีสูตรตายตัว และอาจเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าในแต่ละช่วงเวลา เราอยากให้ความสำคัญกับอะไร และตั้งใจจัดเวลาให้สิ่งเหล่านั้นได้รับการดูแล

Work-life Balance ในแบบของ “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” จึงมีหน้าตาเฉพาะตัว มีทั้งกิจวัตรที่คุ้นเคย ตารางงานที่เปลี่ยนแปลง และเวลาส่วนตัวที่ต้องตั้งใจจัดสรรไว้ ทำให้ชีวิตภายในหนึ่งวันครบรสและเติมเต็มความรู้สึกที่ต้องการได้อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top