Wednesday, 22 July 2026
WellnessTourism

ท่องเที่ยวไทยปรับกลยุทธ์ สู้วิกฤตสงคราม สร้างพื้นที่ปลอดภัย โฟกัสตลาดตะวันออก กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รายได้ปี 69 พุ่ง 4.46 แสนล้านบาท งาน FHT 2026 ร่วมอุตสาหกรรมครบวงจร

เที่ยวไทยฝ่าคลื่นความขัดแย้ง ชูจุดขายพื้นที่ปลอดภัย-คุ้มค่า-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ด้านอินฟอร์มาฯ ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเป็นศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

ภาคท่องเที่ยวเดินหน้าสู้วิกฤตสงคราม ปรับโฟกัสจับนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก หลังนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันตกเดินทางมายาก ชูจุดขายพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย คุ้มค่า และ รุกท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก-อยู่นาน ด้านอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และร้านอาหารในสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านขณะนี้ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างต้องหาทางรับมือและปรับตัว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็จภาพสะท้อนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยยะและน่าจับตา ซึ่งจากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท

แม้วันนี้นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปจะเดินทางมาได้ลำบากขึ้น แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องรักษาไว้เพราะกำลังซื้อสูง ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นภาครัฐและผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ โดยหันมาโฟกัสกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้และโซนตะวันออกอย่าง จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ เดินทางมาเที่ยวได้สะดวก และมองการท่องเที่ยวไทยว่ามีความคุ้มค่า (Value for Money) โดยภาครัฐควรต้องมีเร่งออกมาตรการกระตุ้น ปรับแผนการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ๆ ทั้งการอำนวยความสะดวก ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ผสานเทรนด์สร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก จากปัจจัยเบื้องต้นทำให้มีแนวโน้มการพักระยะยาว (Long Term Residency) มากขึ้น ส่วนด้านผู้ประกอบการโรงแรมนั้น ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยเผยว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาห้องพักในช่วงนี้ แม้ภาระต้นทุนจะสูงขึ้นและจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เช่น การพัก 3 คืน จ่าย 2 คืน หรือ แถมบริการสปาและอาหาร เพื่อจูงใจ ดึงดูด สร้างความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าเข้าพักนานขึ้น

สถานการณ์วันนี้นับเป็นอีกบททดสอบที่ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจึงต้องเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวโลกและไม่ใช่การมาเพียงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องการกลับมาเที่ยวไทย เพื่อค้นหาประสบการณ์

ที่ให้คุณค่าสูงขึ้น (High-quality experiences) และ มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับบริการ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย

ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จึงยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงาน "All Sectors, One Destination" โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐสมาคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทชั้นนำไทย-นานาชาติ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมจัดแสดงงาน

การประชุมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะ และ การสาธิตและเวิร์กช็อปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา (2025) การจัดงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและผู้ประกอบการไทยและนานาชาติให้เข่าร่วมงานได้มากถึง 30,909 คน จาก 68 ประเทศและภูมิภาค  โดยการจัดงานในปีนี้มีกำหนดจัดงานฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจัดขึ้นพร้อม 2 งานยักษ์ของเอเชีย Hotel & Shop Plus Thailand และ HOTELEX Thailand พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติที่เข้าร่วมเบื้องต้น 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย การเข้าร่วมงานฯ จึงนับเป็นโอกาสทองของผุ้ประกอบการไทยที่จะได้จับคู่ธุรกิจ รับแรงบันดาลใจ รวมถึงนำสิ่งที่จัดแสดงในงานไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม วัตถุดิบ และสินค้า และโซลูชั่นจากบริษัทชั้นนำระดับโลกไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

ชลบุรีดันท่องเที่ยวสุขภาพ!! เร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับเทรนด์ Wellness Tourism โลกสู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ยอดใช้จ่ายท่องเที่ยวพุ่ง 6% ปี 69 ธุรกิจโรงแรมปรับตัวสู่ Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกจุดหมายปลายทางเพียงเพื่อพักผ่อน ไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เติมเต็มจิตใจ และยกระดับคุณภาพชีวิต “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในกิจกรรม “KTC x Pride Run to Yacht” ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Wellness Tourism ต่อพฤติกรรมการเดินทาง การใช้จ่าย และศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำลังพัฒนาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความหลากหลายเข้าด้วยกัน 

ชลบุรีเดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย ชัยจินดารัตน์ อุปนายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี และนายกสมาคมการท่องเที่ยวและบริการศรีราชา เกาะสีชัง กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 5% จากปี 2568 ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับพื้นที่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ โดยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัวและมีกำลังใช้จ่ายสูง แม้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ชลบุรีและพัทยายังคงมีสัญญาณเชิงบวก โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พื้นที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 90%

“ชลบุรีกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ไปสู่เมืองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพ ความยั่งยืน อาหาร ไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายทางสังคมเข้าด้วยกัน”

ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Tourism for All เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมพัฒนาแคมเปญเชิงประสบการณ์ อาทิ “Eat the East” และ “60+ Stay Free” รวมถึงส่งเสริมพัทยา ศรีราชา และบางแสน ให้เป็นจุดหมายสำหรับการจัดงานแต่งงานและกิจกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ จากทั่วโลก

จากเมืองพักผ่อนสู่ Wellness Destination

นายชัยรัตน์ รัตโนภาส นายกสมาคมสปาแอนด์เวลเนสภาคตะวันออก กล่าวว่า แม้ชลบุรียังไม่ได้รับการจดจำในฐานะ Wellness Destination อย่างเด่นชัดเท่ากับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือสมุย แต่จังหวัดมีองค์ประกอบด้าน Wellness Tourism อยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมมาราธอน ไตรกีฬา กิจกรรมทางทะเล และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจแตกต่างกัน เพียงแต่ยังขาดการเชื่อมโยงและสื่อสารภายใต้ภาพเดียวกัน ชลบุรียังมีศักยภาพต่อยอดได้อีกมาก จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล และธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ชัดเจนและแตกต่างมากขึ้น

“Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสปาหรือการดูแลสุขภาพ แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต การพักผ่อน การออกกำลังกาย คุณภาพการนอน สุขภาพจิต และกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับผู้คน ด้วยความพร้อมของชลบุรี จังหวัดจึงมีโอกาสพัฒนาจาก Leisure Tourism ไปสู่ Leisure Wellness และต่อยอดสู่ตลาดเฉพาะ เช่น Sleep Tourism ผ่านโรงแรมและบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนระหว่างการเดินทาง”

เมื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่าย

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดท่องเที่ยวพบว่า หากไม่นับกรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรีมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง และผู้ที่สนใจกิจกรรมด้านสุขภาพ

ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซียังชี้ว่า การท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในหมวดสำคัญของผู้บริโภค โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 มียอดใช้จ่ายเติบโตอยู่ที่ 6% ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในหมวดโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวเติบโต 3%

นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมที่มีจุดเด่นด้าน Wellness ในราคาจับต้องได้เติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อการพักผ่อน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้จังหวัดชลบุรีต่อยอดความพร้อมด้านโรงแรม กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และบริการสุขภาพ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิง Wellness ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

Wellness Hospitality มาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรม

นางสาวศศิมา พานิชวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมอาร์เบอร์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ พัทยา กล่าวว่า แนวคิด Wellness Hospitality กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยความต้องการของผู้เข้าพักไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลร่างกาย แต่ขยายไปถึงการพักผ่อนทางใจ การสร้างสมดุลในชีวิต และการได้ใช้เวลาร่วมกับผู้คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

อุตสาหกรรมโรงแรมจึงกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้เข้าพักได้ลึกขึ้น ภายใต้แนวคิดExperience-Driven Hospitality โรงแรมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่พัก แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนากิจกรรมและบริการใหม่ ๆ ทั้งด้านสุขภาพ กีฬา ไลฟ์สไตล์ และการสร้างคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

ในมิติของการท่องเที่ยวที่เคารพความหลากหลาย นางสาวศศิมา กล่าวว่า การเป็น LGBTQ+ Friendly Destination ไม่ได้หมายถึงการจัดกิจกรรมเฉพาะในช่วง Pride Month แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการบริการที่เปิดกว้าง เคารพความแตกต่าง และทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่

“สำหรับธุรกิจบริการ ความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ที่ดี และเป็นจุดเริ่มต้นของความประทับใจในระยะยาว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top