'หุ้น TSMC' พุ่งกว่า 8% หลัง Warren Buffett เข้าซื้อหุ้น TSMC | THE STATES TIMES Y WORLD EP.24
'หุ้น TSMC' พุ่งกว่า 8% หลัง Warren Buffett ทุ่มเงินกว่า 4,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น TSMC
.
ติดตามได้ใน THE STATES TIMES Y World x SEED THAILAND
'หุ้น TSMC' พุ่งกว่า 8% หลัง Warren Buffett ทุ่มเงินกว่า 4,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น TSMC
.
ติดตามได้ใน THE STATES TIMES Y World x SEED THAILAND
(9 พ.ค. 66) World Maker เผยว่า “เรา (ดอลลาร์) คือสกุลเงินสำรองของโลก ผมยังไม่เห็นตัวเลือกสกุลเงินใดเลยที่จะมาเป็นเงินสำรองแทนดอลลาร์” นั่นคือคำพูดที่ปู่ Warren Buffett ลั่นเอง!! หักหน้ากูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ชัดเจน!! งานนี้คงต้องรอดูว่าระหว่างนักลงทุนระดับตำนานผู้ประสบความสำเร็จทางการเงินแบบมีผลงานพิสูจน์ได้ชัดเจนแก่สายตาโลก vs กูรูโปรจีน-รัสเซีย มุมมองของใครจะคมกว่ากัน ? เพราะตอนนี้แม้แต่ในไทยเองก็มีผู้ที่ยกตัวเป็นกูรูการเงินโลกมากมายออกมากล่าวอย่างมั่นใจให้คนทิ้งดอลลาร์และซื้อทองคำแทน! ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการของจีน-รัสเซียพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกระชากดอลลาร์ลงจากบัลลังก์
อย่างไรก็ตาม แม้ปู่จะมั่นใจในเรื่องของดอลลาร์ แต่ปู่ก็เตือนไม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงินแบบไม่คิดเนื่องจากหากมีการใช้จ่ายเงินมากเกินไป (จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่เป็นทั่วโลก) จะทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ ปู่ Buffett จึงเตือนให้ “ระมัดระวังอย่างมาก” ในขณะที่ปู่เองยังถือครองเงินสดในเอาไว้มหาศาลกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในบริษัท Berkshire และยังคงมองว่าเงินสดมีความสำคัญไม่แพ้ใครในช่วงเวลาที่โลกมีความตึงเครียดด้านสภาพคล่องเช่นนี้ และหลายสินทรัพย์มีการประเมินมูลค่าค่อนข้างสูง
ถึงกระนั้น มุมมองของปู่ถูกด่าอย่างเหยียดหยามว่าเป็น “คนโง่” สำหรับกูรูหลายคน โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งแสดงเชื่อมั่นเกิน 100% ว่าดอลลาร์จะพังทลายกลายเป็นแบงก์กงเต็กไม่มีใครเอา โดยกูรูเหล่านี้กล่าวว่า “มีแต่พวกไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์และการเงินที่บอกว่าดอลลาร์จะอยู่ต่อไปได้” (แสดงว่าปู่ Warren Buffett ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์-การเงิน ?? จริงหรือ ??) แม้ว่ากูรูเหล่านี้จะไม่เคยมีผลงานพิสูจน์ประจักษ์แก่สายตาโลกเหมือนปู่ Warren Buffett ก็ตาม
📌 ซึ่งขณะเดียวกันนี้ พบว่ามีกองทุน Hedge Funds จำนวนมากที่กำลัง Short Sell พันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเดิมพันว่าราคาพันธบัตรสหรัฐฯ จะเป็นขาลง เนื่องจากพวกเขามองว่า FED ใกล้ถึงจุด Peak ของดอกเบี้ยและมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยลงในปลายปีนี้ แม้ Powell จะไม่ได้ยืนยันแต่อย่างใดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยจริง และล่าสุดยังย้ำว่า FED จะต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อต่อไป
การ Short พันธบัตรของสหรัฐฯ เป็นการ Bet Against America ในอีกทางหนึ่ง และอยู่ในสถานะตรงข้ามกับยักษ์ใหญ่แห่ง Wall Street หลายแห่งเช่น JPMorgan, Morgan Stanley ซึ่งมองว่าพันธบัตรเป็นการลงทุนที่ดี (แน่นอนว่าขัดกับกูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ด้วยที่แนะนำให้คนทิ้งดอลลาร์และสินทรัพย์ของสหรัฐฯ)
แต่ในอีกแง่หนึ่ง การเดิมพันเหล่านี้อาจมาจากการป้องกันความเสี่ยงได้เช่นกัน กล่าวคือนักลงทุนมีการซื้อพันธบัตรด้วยเงินสด และมา Short Sell ในตลาด Futures เอาไว้บางส่วนเพื่อพยายามทำกำไรจากส่วนต่างของราคาในกรณีที่พันธบัตรปรับตัวลดลงในระยะสั้น และยังอาจเป็นการบ่งชี้ว่าดอกเบี้ยพันธบัตรในปัจจุบันยังต่ำเกินไปเมื่อดอกเบี้ย FED อยู่ที่ประมาณ 5.25% (ดอกเบี้ยพันธบัตร 2 ปีของสหรัฐฯ ตอนนี้อยู่ที่เพียง 3.98%)
ปฏิบัติการถล่มดอลลาร์ของคอมมิวนิสต์จีน-รัสเซีย เกิดขึ้นในขณะที่คนจำนวนมากกังวลว่าสหรัฐฯ จะเกิด Recession ไปจนถึงการเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งยิ่งทำให้มีเหตุผลมากมายมา Support ให้คนอยากถือทองคำ คิดอะไรไม่ออกก็ถือทองคำเอาไว้ก่อน เพราะทองคำถูกมองเป็น Safe Haven ที่รักษามูลค่าได้อย่างยาวนาน
ตอนนี้แม้แต่นักลงทุนระดับสถาบันจำนวนมากก็แห่กันเข้าไปซื้อทองคำ และดูจะมีความโปรดปรานในทองคำมากกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นอีก 1 สินทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้เป็นกระแสว่าจะล้มดอลลาร์และกลายเป็นทองคำดิจิทัล แต่สุดท้ายกลายเป็นราคา Bitcoin ร่วงยับก่อนดอลลาร์-ทองคำ
สิ่งที่กูรูฝ่ายคอมมิวนิสต์นำมาเชียร์ให้คนทิ้งดอลลาร์ ทิ้งพันธบัตรสหรัฐฯ และรุมซื้อทองคำนั้น ส่วนใหญ่มาจากหลักเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมาได้แบบไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง หรือเรื่องของระบบหนี้และเพดานหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือพูดง่าย ๆ ว่ากูรูกลุ่มนี้มองว่าชาวยิวนั้นโง่และไม่มีความรู้ทางการเงิน ที่ตัดสินใจพิมพ์ดอลลาร์ออกมาโดยไม่ต้องมีทองหนุนหลัง (แต่สุดท้ายแล้วชาวยิวจะโง่ ? หรือคนกลุ่มนี้กันแน่ที่คิดไม่ทันชาวยิว ? เรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไป)
ราคาทองคำโลกในปัจจุบันพึ่งทำระดับ All Time High ใหม่ที่ประมาณ 2,080 $/Oz ไปไม่กี่วันก่อน และในวันนี้ก็ยังเทรดอยู่ในระดับประมาณ 2,025 $/Oz ซึ่งไม่ห่างจาก All Time High ล่าสุดมากนัก ขณะที่กูรูฝั่งจีน-รัสเซียกำลังกระหน่ำข่าวว่าดอลลาร์จะพังทลายไม่มีใครเอา ให้ผู้คนรีบแห่ไปซื้อทองคำเก็บเอาไว้โดยเร็ว
📌 ทางด้าน Janet Yellen ขุนคลังของสหรัฐฯ ล่าสุดออกมากล่าวถึงเรื่องของเพดานหนี้ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงครั้งใหญ่ภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ หากรัฐบาลยังไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะระงับหรือขยายเพดานหนี้ต่อไป และหากสหรัฐฯ ผิดชำระหนี้ มันจะกลายเป็นความเสียหายรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคือจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และพันธบัตรของอเมริกาอย่างมาก
เมื่อมองสถานการณ์เช่นนี้แล้ว กูรูฝั่งจีน-รัสเซียจึงยิ่งมั่นใจเกิน 100% เสียอีกว่าดอลลาร์จะพัง และสิ่งที่พวกเขาแนะนำผู้คนก็คือการสะสมทองคำหรือที่ดินเอาไว้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกล้วนเป็นฟองสบู่ได้หมด และนี่อาจใกล้ถึงช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้เห็นแล้วว่าสุดท้ายทองคำ-ที่ดิน vs ดอลลาร์ อันไหนจะพังก่อนกัน
แน่นอนว่าถ้าสหรัฐฯ ชำระหนี้ไม่ได้จริง ความฝันของกูรูฝั่งคอมมิวนิสต์จะใกล้ความจริงขึ้นมาอย่างมาก เพราะมีแนวโน้มที่คนจะยิ่ง Panic และแห่กันเข้าไปซื้อทองคำจนราคาพุ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้าน Joe Biden กำลังจะหารือเรื่องนี้ภายในวันที่ 9 พ.ค. 66 (พรุ่งนี้) ขณะที่ทาง Jerome Powell ประธาน FED ออกมากล่าวว่า “เราไม่ได้อยู่ในจุดที่จะพูดถึงประเด็นที่สหรัฐฯ จะผิดชำระหนี้เลย” พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงหายนะได้ หรืออาจจะไม่เกิด Recession อย่างที่หลายคนกลัว
สิ่งที่น่าจับตามองเกี่ยวกับ FED, ดอกเบี้ย, ดอลลาร์, ทองคำ, พันธบัตร, Crypto และสินทรัพย์อื่น ๆ ก็คือการที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะร้อนแรงสูง อัตราว่างงานต่ำสุดในรอบราว 50 ปี ดังนั้นจึงมีความไม่แน่นอนสูงว่า FED จะเลือกดำเนินนโยบายอย่างไร ? จะผ่อนคลายเรื่องดอกเบี้ยได้ภายในปีนี้หรือไม่ ? ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะออกมาหลังจากนี้ เพราะ FED กล่าวชัดเจนว่าจะยึดข้อมูล Real Time เป็นหลัก ไม่ใช่คาดการณ์ของตลาด
นั่นแปลว่าแม้จะมีวิกฤต Bank Run เกิดขึ้นซึ่งทำให้หลายคนกังวล และทำให้กูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ถือโอกาสกระหน่ำข่าวโจมตีสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจต้องจับตาดูมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่จะไปด่วนสรุปว่าสหรัฐฯ จะเกิดหายนะเพราะวิกฤต Bank Run หรือเพราะจีน-รัสเซียพยายามทุบดอลลาร์โดยร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรหลาย ๆ ประเทศ
นอกจากนี้ ประเด็นเงินเฟ้อเป็นอะไรที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ว่าสหรัฐฯ เกิด Recession แล้วเงินเฟ้อจะลดลงกลับสู่เป้าหมาย 2% ของ FED ได้ เพราะในความเป็นจริงยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ภัยธรรมชาติ, ความคาดหวังของผู้บริโภค, การใช้จ่ายเงินของผู้คน, ปัญหาด้าน Supply Chain และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นกรณีที่สหรัฐฯ เกิด Recession จริง ๆ แต่เงินเฟ้อก็อาจยังไม่ได้ลดลงก็ได้ ซึ่งเรื่องภาวะเช่นนี้ว่า Stagflation
📌 โดยเฉพาะหากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แนวโน้มของเงินเฟ้อก็ยิ่งลดลงยากขึ้นไปอีก เว้นเสียแต่ว่าราคาสินทรัพย์อื่น ๆ จะโดนเทขายครั้งใหญ่และดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างมาก เงินเฟ้อจึงมีแนวโน้มลดลงได้ดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะทางจีน-รัสเซียกำลังพยายามดันเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ในศึกสงครามกับสหรัฐฯ และมีแนวโน้มสูงมากว่าฝั่งคอมมิวนิสต์จะทำทุกอย่างต่อไปเพื่อซัดให้ดอลลาร์จมดินให้ได้
ถ้าใครได้ตามข่าวการเปิดพอร์ตการลงทุนล่าสุดของนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า หรือ VI อย่าง Warren Buffett จะเห็นได้ว่าเขาเองได้เข้าไปเก็บหุ้นบริษัทประกันอย่าง Chubb โดยการเข้าไปซื้อหุ้น Chubb จำนวนเกือบ 26 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง 2% ของหุ้นทั้งหมดของพอร์ตการลงทุน เป็นเงินถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์หรือราว ๆ 2.4 แสนล้านบาท แล้วหุ้นประกันดีอย่างไรวันนี้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ
ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่ารายได้หลักของบริษัทประกันมาจากอะไรบ้าง รายได้หลักก็คงหนีไม่พ้นเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ ตามมาด้วยผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุน และค่าจ้างค่าธรรมเนียมจากการให้บริการ โดยเงินที่เราจ่ายให้กับบริษัทประกันนี้เราจะเรียกว่า 'Float' และในทางบัญชีบริษัทจะบันทึกเงินก้อนนี้เป็นหนี้สิน ซึ่งเงินก้อนนี้ส่วนหนึ่งบริษัทประกันจะเก็บไว้เป็นทุนสำรองในกรณีที่ลูกค้าเคลมประกันเข้ามา ส่วนอีกส่วนหนึ่งบริษัทเองก็สามารถที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อได้ โดยที่บริษัทไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่น ๆ
เท่ากับว่าบริษัทประกัน ไม่มีต้นทุนจากการกู้ยืมเลย ซึ่งเราเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า Leverage หรือก็คือการยืมเงินคนอื่นมาลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น ไม่เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องไปกู้ยืมและมีต้นทุนที่สูงในการเอาไปลงทุนต่อ แถมธุรกิจประกันภัยของ Berkshire Hathaway เองก็ยังเป็นแหล่งเงินสดก้อนใหญ่ที่บริษัทเอาไปใช้เพื่อการลงทุนเองด้วย
แม้ว่าการดำเนินธุรกิจของประกันเองในบางปีจะขาดทุนจากการรับประกันภัยในกรณีที่ถูกเรียกสินไหมหรือที่เราเรียกว่า 'การเคลม' รวมถึงการที่คู่แข่งลดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ บริษัทประกันภัยสามารถที่จะคำนวณกระแสเงินสด เพราะเขาเองสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะไหลเข้าบริษัทได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ทำให้เขาสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินได้อย่างดี ส่วนทางด้านการลงทุนบริษัทเองสามารถเอาไปลงในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตร หุ้นเพื่อหาผลตอบแทน ซึ่งจาก Float ที่บริษัทเองก็ไม่ได้มีต้นทุนการกู้ยืม การทำกำไรในสินทรัพย์ที่มั่นคงแต่ได้ผลตอบแทนน้อยก็นับว่าคุ้มแล้ว
นอกจากนี้ธุรกิจประกันภัยเองยังเป็นธุรกิจที่มีอำนาจในการกำหนดราคาอย่างเช่น บริษัทเองสามารถปรับขึ้นราคาเบี้ยประกันภัยได้ในช่วงภาวะเงินเฟ้อเพื่อรักษาผลกำไร หรือเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองและกำหนดราคานั่นเอง
โดย Chubb เองเป็นบริษัทประกันภัยที่มีกิจการอยู่ 54 ประเทศทั่วโลกโดยให้บริการทั้งประกันภัยทรัพย์สิน, ประกันวินาศภัย, ประกันสุขภาพ, ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต โดยผลการดำเนินงานของ Chubb ของไตรมาสที่ 1 ปี 2024 ออกมาโดยรายได้สุทธิอยู่ที่ 2.14 พันล้านเหรียญโตขึ้นเมื่อเทียบเป็นแบบรายปี ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศรายชื่อหุ้นที่วอร์เรนเก็บเข้าเพิ่มไปก็ดันให้ราคาหุ้น Chubb ก็ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 8%
(27 พ.ย.67) วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลกและผู้ก่อตั้งบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) แสดงจุดยืนของเขาในฐานะที่มีแนวคิดต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปอีกครั้ง โดยการยืนยันว่าจะไม่ส่งต่อทรัพย์สินที่มีอยู่มหาศาลให้กับลูกหลานทายาท แต่เลือกที่จะบริจาคให้การกุศลแทน พร้อมแต่งตั้งดูแลทรัพย์สินอิสระ 3 คน เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินของเขาจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในจดหมายของบัฟเฟตต์ ที่เขียนถึงกลุ่มผู้ถือหุ้น นักลงทุนระดับตำนาน วัย 94 ปี ได้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ของชีวิตเขาในช่วงบั้นปลาย โดยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งที่เขาหวังว่าภรรยาคนแรกของเขาจะมีชีวิตยืนยาวกว่าและตัดสินใจเรื่องการกระจายทรัพย์สินหลังจากเขาจากไป "เวลาชนะเสมอ แต่สำหรับเขามักจะไม่แน่นอน แน่นอนว่ามันไม่ยุติธรรมและโหดร้ายมาก บางครั้งถึงขั้นจบชีวิตตั้งแต่แรกเกิดหรือหลังจากนั้นไม่นาน ในขณะที่บางคนก็ต้องรอเป็นศตวรรษก่อนเวลาที่พลัดพรากจะมาเยี่ยมเยียน"
ในจดหมายที่มีความยาวเกือบ 1,300 คำ บัฟเฟตต์กล่าวว่าเขาหวังว่าลูก ๆ ทั้งสามของเขา ได้แก่ ซูซี ฮาวเวิร์ด และปีเตอร์ บัฟเฟตต์ ซึ่งมีอายุ 71, 69 และ 66 ปี จะมีชีวิตอยู่นานพอที่จะตัดสินใจได้ว่าทรัพย์สมบัติของพ่อของพวกเขาจะบริจาคให้กับองค์กรการกุศลใด เมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิต พวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ การตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติของพ่ออย่างไร
“ผมไว้ใจลูกทั้ง 3 อย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับคนรุ่นต่อไป ผมไม่อาจคาดเดาความสามารถและความซื่อสัตย์ในการบริหารทรัพย์สินได้”
บัฟเฟตต์ วางแผนไว้ว่า หากในกรณีที่ลูกๆ ทั้งสามคนของเขา ไม่สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ หรือไม่สามารถดูแลทรัพย์สินของเขาตามเจตนารมณ์ได้ เขาได้แต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินที่อาจสืบทอดตำแหน่งอีก 3 คน (กองทรัสตี้ 3 คน) แต่ไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร
ในจดหมายบัฟเฟตต์ยังระบุอีกว่า เขาจะเปลี่ยนหุ้น Class A จำนวน 1,600 หุ้นของบริษัทให้เป็นหุ้น Class B จำนวน 2.4 ล้านหุ้น ซึ่งมีสิทธิในการลงคะแนนน้อยกว่า โดย 1.5 ล้านหุ้นจะถูกบริจาคให้กับมูลนิธิซูซาน ทอมป์สัน บัฟเฟตต์ ซึ่งตั้งชื่อตามภรรยาคนแรกของเขาที่เสียชีวิต และอีก 300,000 หุ้นจะถูกแบ่งให้กับสามมูลนิธิที่บริหารโดยลูก ๆ ทั้ง 3 คน รวมมูลค่าเกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 41,500 ล้านบาท)
“อายุขัยของลูก ๆ ของผมลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2006 ผมไม่เคยต้องการสร้างอาณาจักรความมั่งคั่งหรือแผนการใด ๆ ที่ยาวไปเกินลูก ๆ ของผม”
บัฟเฟตต์ ระบุในจดหมายว่า หากในวันที่เขาลาโลกและลูก ๆ ยังคงมีความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน เขาตั้งใจให้ลูก ๆ กระจายหุ้น Berkshire ทั้งหมดของเขาซึ่งคิดเป็น 99.5% ไปในการบริจาคด้านการกุศลตามองค์กรต่าง ๆ
“ผมไม่เคยต้องการสร้างอาณาจักรความมั่นคงหรือดำเนินการตามแผนเพื่อความร่ำรวยใด ๆ ที่จะขยายออกไปไกลเกินกว่าลูกๆของผมจะบริหารได้”
ทั้งนี้ ตามรายงานของฟอส์บส์ระบุว่า ตลอดชีวิตของบัฟเฟตต์ น่าจะมหาเศรษฐีเป็นผู้ใจบุญมากที่สุดตลอดกาล โดยเขาได้บริจาคเงินมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ ตลอดชีวิตของเขา จากการประเมินของฟอส์บส์ บัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีที่มีความร่ำรวยสุทธิราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก
(4 มี.ค. 68) สำนักข่าวเอ็นบีซี รายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ใช้มาตรการเก็บภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือต่อรองกับหลายประเทศ
บัฟเฟตต์ ในวัย 94 ปี ระบุว่า “จริงๆ แล้วภาษีศุลกากรนั้น เรามีประสบการณ์กับเรื่องนี้มามากมาย มันเป็นการกระทำที่เปรียบดั่งสงครามในระดับหนึ่ง, เมื่อเวลาผ่านไป ภาษีเหล่านั้นก็คือภาษีสินค้านั่นแหละ ในที่สุดแล้วผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับภาระภาษีนำเข้าเหล่านี้ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าที่ไหน”
เอ็นบีซี รายงานอีกว่า นี่นับเป็นครั้งแรกที่ บัฟเฟตต์ ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายการค้าของทรัมป์ ซึ่งล่าสุดมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% และเพิ่มภาษีอีก 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค.นี้
ทั้งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เชื่อว่าการเก็บภาษีจาก บริษัท ขนาดใหญ่และบุคคลที่ร่ำรวยจะลดภาระภาษีที่ชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญ รวมถึงการปรับสมดุลระบบภาษีจะช่วยให้สหรัฐฯจัดการการขาดดุลทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและให้เงินทุนเพียงพอสำหรับการบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน
วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ถือเป็นวันเกิดครบรอบ 95 ปี ของ วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ได้ฉายาว่า “ปราชญ์แห่งโอมาฮา” เขาเกิดที่เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา และเติบโตมาพร้อมความสนใจด้านธุรกิจและการลงทุนตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มต้นจากการขายหมากฝรั่ง น้ำอัดลม และส่งหนังสือพิมพ์
บัฟเฟตต์ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 11 ปี และต่อมาได้ศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ภายใต้การสอนของ เบนจามิน เกรแฮม ผู้เป็นแรงบันดาลใจด้านการลงทุน เขาก่อตั้ง Buffett Partnership ในปี ค.ศ. 1956 และต่อมาเข้าซื้อกิจการ Berkshire Hathaway ซึ่งกลายเป็นบริษัทลงทุนชื่อดังที่ถือหุ้นใหญ่ในหลายกิจการ เช่น Coca-Cola, GEICO และ Apple
ตลอดเส้นทางการลงทุน บัฟเฟตต์ยึดมั่นในหลักการเลือกหุ้นคุณค่า (Value Investing) และการลงทุนระยะยาว เขายังประกาศบริจาคทรัพย์สินกว่า 85% ให้การกุศลในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งเป็นหนึ่งในการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และต่อมาร่วมมือกับบิล เกตส์ ก่อตั้งโครงการ “The Giving Pledge” เพื่อเชิญชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกแบ่งปันทรัพย์สินเพื่อสังคม
แม้ปัจจุบันอายุเกิน 90 ปีแล้ว บัฟเฟตต์ยังคงทำงานและลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากคำสอนอันเป็นที่จดจำว่า “การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้สังคมควบคู่กับความมั่งคั่งส่วนตัว
ทั้งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวยเป็นอันดับ 10 ของโลก ตามการจัดอันดับของ Bloomberg.com เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 147 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 5.292 ล้านล้านบาท)