Thursday, 4 June 2026
WarrenBuffett

Warren Buffett ลั่น!! ดอลลาร์ยังเป็น KING อีกยาว ฝ่าวงล้อมฝ่ายด้อยค่า ให้ราคาโลหะมากกว่า FIAT

(9 พ.ค. 66) World Maker เผยว่า “เรา (ดอลลาร์) คือสกุลเงินสำรองของโลก ผมยังไม่เห็นตัวเลือกสกุลเงินใดเลยที่จะมาเป็นเงินสำรองแทนดอลลาร์” นั่นคือคำพูดที่ปู่ Warren Buffett ลั่นเอง!! หักหน้ากูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ชัดเจน!! งานนี้คงต้องรอดูว่าระหว่างนักลงทุนระดับตำนานผู้ประสบความสำเร็จทางการเงินแบบมีผลงานพิสูจน์ได้ชัดเจนแก่สายตาโลก vs กูรูโปรจีน-รัสเซีย มุมมองของใครจะคมกว่ากัน ? เพราะตอนนี้แม้แต่ในไทยเองก็มีผู้ที่ยกตัวเป็นกูรูการเงินโลกมากมายออกมากล่าวอย่างมั่นใจให้คนทิ้งดอลลาร์และซื้อทองคำแทน! ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการของจีน-รัสเซียพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกระชากดอลลาร์ลงจากบัลลังก์

อย่างไรก็ตาม แม้ปู่จะมั่นใจในเรื่องของดอลลาร์ แต่ปู่ก็เตือนไม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงินแบบไม่คิดเนื่องจากหากมีการใช้จ่ายเงินมากเกินไป (จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่เป็นทั่วโลก) จะทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ ปู่ Buffett จึงเตือนให้ “ระมัดระวังอย่างมาก” ในขณะที่ปู่เองยังถือครองเงินสดในเอาไว้มหาศาลกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในบริษัท Berkshire และยังคงมองว่าเงินสดมีความสำคัญไม่แพ้ใครในช่วงเวลาที่โลกมีความตึงเครียดด้านสภาพคล่องเช่นนี้ และหลายสินทรัพย์มีการประเมินมูลค่าค่อนข้างสูง

ถึงกระนั้น มุมมองของปู่ถูกด่าอย่างเหยียดหยามว่าเป็น “คนโง่” สำหรับกูรูหลายคน โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งแสดงเชื่อมั่นเกิน 100% ว่าดอลลาร์จะพังทลายกลายเป็นแบงก์กงเต็กไม่มีใครเอา โดยกูรูเหล่านี้กล่าวว่า “มีแต่พวกไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์และการเงินที่บอกว่าดอลลาร์จะอยู่ต่อไปได้” (แสดงว่าปู่ Warren Buffett ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์-การเงิน ?? จริงหรือ ??) แม้ว่ากูรูเหล่านี้จะไม่เคยมีผลงานพิสูจน์ประจักษ์แก่สายตาโลกเหมือนปู่ Warren Buffett ก็ตาม

📌 ซึ่งขณะเดียวกันนี้ พบว่ามีกองทุน Hedge Funds จำนวนมากที่กำลัง Short Sell พันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเดิมพันว่าราคาพันธบัตรสหรัฐฯ จะเป็นขาลง เนื่องจากพวกเขามองว่า FED ใกล้ถึงจุด Peak ของดอกเบี้ยและมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยลงในปลายปีนี้ แม้ Powell จะไม่ได้ยืนยันแต่อย่างใดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยจริง และล่าสุดยังย้ำว่า FED จะต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อต่อไป

การ Short พันธบัตรของสหรัฐฯ เป็นการ Bet Against America ในอีกทางหนึ่ง และอยู่ในสถานะตรงข้ามกับยักษ์ใหญ่แห่ง Wall Street หลายแห่งเช่น JPMorgan, Morgan Stanley ซึ่งมองว่าพันธบัตรเป็นการลงทุนที่ดี (แน่นอนว่าขัดกับกูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ด้วยที่แนะนำให้คนทิ้งดอลลาร์และสินทรัพย์ของสหรัฐฯ)

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การเดิมพันเหล่านี้อาจมาจากการป้องกันความเสี่ยงได้เช่นกัน กล่าวคือนักลงทุนมีการซื้อพันธบัตรด้วยเงินสด และมา Short Sell ในตลาด Futures เอาไว้บางส่วนเพื่อพยายามทำกำไรจากส่วนต่างของราคาในกรณีที่พันธบัตรปรับตัวลดลงในระยะสั้น และยังอาจเป็นการบ่งชี้ว่าดอกเบี้ยพันธบัตรในปัจจุบันยังต่ำเกินไปเมื่อดอกเบี้ย FED อยู่ที่ประมาณ 5.25% (ดอกเบี้ยพันธบัตร 2 ปีของสหรัฐฯ ตอนนี้อยู่ที่เพียง 3.98%)

ปฏิบัติการถล่มดอลลาร์ของคอมมิวนิสต์จีน-รัสเซีย เกิดขึ้นในขณะที่คนจำนวนมากกังวลว่าสหรัฐฯ จะเกิด Recession ไปจนถึงการเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งยิ่งทำให้มีเหตุผลมากมายมา Support ให้คนอยากถือทองคำ คิดอะไรไม่ออกก็ถือทองคำเอาไว้ก่อน เพราะทองคำถูกมองเป็น Safe Haven ที่รักษามูลค่าได้อย่างยาวนาน

ตอนนี้แม้แต่นักลงทุนระดับสถาบันจำนวนมากก็แห่กันเข้าไปซื้อทองคำ และดูจะมีความโปรดปรานในทองคำมากกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นอีก 1 สินทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้เป็นกระแสว่าจะล้มดอลลาร์และกลายเป็นทองคำดิจิทัล แต่สุดท้ายกลายเป็นราคา Bitcoin ร่วงยับก่อนดอลลาร์-ทองคำ

สิ่งที่กูรูฝ่ายคอมมิวนิสต์นำมาเชียร์ให้คนทิ้งดอลลาร์ ทิ้งพันธบัตรสหรัฐฯ และรุมซื้อทองคำนั้น ส่วนใหญ่มาจากหลักเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมาได้แบบไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง หรือเรื่องของระบบหนี้และเพดานหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือพูดง่าย ๆ ว่ากูรูกลุ่มนี้มองว่าชาวยิวนั้นโง่และไม่มีความรู้ทางการเงิน ที่ตัดสินใจพิมพ์ดอลลาร์ออกมาโดยไม่ต้องมีทองหนุนหลัง (แต่สุดท้ายแล้วชาวยิวจะโง่ ? หรือคนกลุ่มนี้กันแน่ที่คิดไม่ทันชาวยิว ? เรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไป)

ราคาทองคำโลกในปัจจุบันพึ่งทำระดับ All Time High ใหม่ที่ประมาณ 2,080 $/Oz ไปไม่กี่วันก่อน และในวันนี้ก็ยังเทรดอยู่ในระดับประมาณ 2,025 $/Oz ซึ่งไม่ห่างจาก All Time High ล่าสุดมากนัก ขณะที่กูรูฝั่งจีน-รัสเซียกำลังกระหน่ำข่าวว่าดอลลาร์จะพังทลายไม่มีใครเอา ให้ผู้คนรีบแห่ไปซื้อทองคำเก็บเอาไว้โดยเร็ว 

📌 ทางด้าน Janet Yellen ขุนคลังของสหรัฐฯ ล่าสุดออกมากล่าวถึงเรื่องของเพดานหนี้ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงครั้งใหญ่ภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ หากรัฐบาลยังไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะระงับหรือขยายเพดานหนี้ต่อไป และหากสหรัฐฯ ผิดชำระหนี้ มันจะกลายเป็นความเสียหายรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคือจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และพันธบัตรของอเมริกาอย่างมาก

เมื่อมองสถานการณ์เช่นนี้แล้ว กูรูฝั่งจีน-รัสเซียจึงยิ่งมั่นใจเกิน 100% เสียอีกว่าดอลลาร์จะพัง และสิ่งที่พวกเขาแนะนำผู้คนก็คือการสะสมทองคำหรือที่ดินเอาไว้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกล้วนเป็นฟองสบู่ได้หมด และนี่อาจใกล้ถึงช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้เห็นแล้วว่าสุดท้ายทองคำ-ที่ดิน vs ดอลลาร์ อันไหนจะพังก่อนกัน

แน่นอนว่าถ้าสหรัฐฯ ชำระหนี้ไม่ได้จริง ความฝันของกูรูฝั่งคอมมิวนิสต์จะใกล้ความจริงขึ้นมาอย่างมาก เพราะมีแนวโน้มที่คนจะยิ่ง Panic และแห่กันเข้าไปซื้อทองคำจนราคาพุ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้าน Joe Biden กำลังจะหารือเรื่องนี้ภายในวันที่ 9 พ.ค. 66 (พรุ่งนี้) ขณะที่ทาง Jerome Powell ประธาน FED ออกมากล่าวว่า “เราไม่ได้อยู่ในจุดที่จะพูดถึงประเด็นที่สหรัฐฯ จะผิดชำระหนี้เลย” พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงหายนะได้ หรืออาจจะไม่เกิด Recession อย่างที่หลายคนกลัว

สิ่งที่น่าจับตามองเกี่ยวกับ FED, ดอกเบี้ย, ดอลลาร์, ทองคำ, พันธบัตร, Crypto และสินทรัพย์อื่น ๆ ก็คือการที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะร้อนแรงสูง อัตราว่างงานต่ำสุดในรอบราว 50 ปี ดังนั้นจึงมีความไม่แน่นอนสูงว่า FED จะเลือกดำเนินนโยบายอย่างไร ? จะผ่อนคลายเรื่องดอกเบี้ยได้ภายในปีนี้หรือไม่ ? ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะออกมาหลังจากนี้ เพราะ FED กล่าวชัดเจนว่าจะยึดข้อมูล Real Time เป็นหลัก ไม่ใช่คาดการณ์ของตลาด

นั่นแปลว่าแม้จะมีวิกฤต Bank Run เกิดขึ้นซึ่งทำให้หลายคนกังวล และทำให้กูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ถือโอกาสกระหน่ำข่าวโจมตีสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจต้องจับตาดูมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่จะไปด่วนสรุปว่าสหรัฐฯ จะเกิดหายนะเพราะวิกฤต Bank Run หรือเพราะจีน-รัสเซียพยายามทุบดอลลาร์โดยร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรหลาย ๆ ประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นเงินเฟ้อเป็นอะไรที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ว่าสหรัฐฯ เกิด Recession แล้วเงินเฟ้อจะลดลงกลับสู่เป้าหมาย 2% ของ FED ได้ เพราะในความเป็นจริงยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ภัยธรรมชาติ, ความคาดหวังของผู้บริโภค, การใช้จ่ายเงินของผู้คน, ปัญหาด้าน Supply Chain และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นกรณีที่สหรัฐฯ เกิด Recession จริง ๆ แต่เงินเฟ้อก็อาจยังไม่ได้ลดลงก็ได้ ซึ่งเรื่องภาวะเช่นนี้ว่า Stagflation

📌 โดยเฉพาะหากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แนวโน้มของเงินเฟ้อก็ยิ่งลดลงยากขึ้นไปอีก เว้นเสียแต่ว่าราคาสินทรัพย์อื่น ๆ จะโดนเทขายครั้งใหญ่และดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างมาก เงินเฟ้อจึงมีแนวโน้มลดลงได้ดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะทางจีน-รัสเซียกำลังพยายามดันเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ในศึกสงครามกับสหรัฐฯ และมีแนวโน้มสูงมากว่าฝั่งคอมมิวนิสต์จะทำทุกอย่างต่อไปเพื่อซัดให้ดอลลาร์จมดินให้ได้

เสน่ห์ใดที่ซ่อนอยู่ในหุ้นสายประกัน จนทำให้ปู่ Warren Buffett ชอบเหลือเกิน

ถ้าใครได้ตามข่าวการเปิดพอร์ตการลงทุนล่าสุดของนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า หรือ VI อย่าง Warren Buffett จะเห็นได้ว่าเขาเองได้เข้าไปเก็บหุ้นบริษัทประกันอย่าง Chubb โดยการเข้าไปซื้อหุ้น Chubb จำนวนเกือบ 26 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง 2% ของหุ้นทั้งหมดของพอร์ตการลงทุน เป็นเงินถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์หรือราว ๆ 2.4 แสนล้านบาท แล้วหุ้นประกันดีอย่างไรวันนี้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ 

ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่ารายได้หลักของบริษัทประกันมาจากอะไรบ้าง รายได้หลักก็คงหนีไม่พ้นเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ ตามมาด้วยผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุน และค่าจ้างค่าธรรมเนียมจากการให้บริการ โดยเงินที่เราจ่ายให้กับบริษัทประกันนี้เราจะเรียกว่า 'Float' และในทางบัญชีบริษัทจะบันทึกเงินก้อนนี้เป็นหนี้สิน ซึ่งเงินก้อนนี้ส่วนหนึ่งบริษัทประกันจะเก็บไว้เป็นทุนสำรองในกรณีที่ลูกค้าเคลมประกันเข้ามา ส่วนอีกส่วนหนึ่งบริษัทเองก็สามารถที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อได้ โดยที่บริษัทไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่น ๆ 

เท่ากับว่าบริษัทประกัน ไม่มีต้นทุนจากการกู้ยืมเลย ซึ่งเราเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า Leverage หรือก็คือการยืมเงินคนอื่นมาลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น ไม่เหมือนกับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องไปกู้ยืมและมีต้นทุนที่สูงในการเอาไปลงทุนต่อ แถมธุรกิจประกันภัยของ Berkshire Hathaway เองก็ยังเป็นแหล่งเงินสดก้อนใหญ่ที่บริษัทเอาไปใช้เพื่อการลงทุนเองด้วย 

แม้ว่าการดำเนินธุรกิจของประกันเองในบางปีจะขาดทุนจากการรับประกันภัยในกรณีที่ถูกเรียกสินไหมหรือที่เราเรียกว่า 'การเคลม' รวมถึงการที่คู่แข่งลดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ บริษัทประกันภัยสามารถที่จะคำนวณกระแสเงินสด เพราะเขาเองสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะไหลเข้าบริษัทได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ ทำให้เขาสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินได้อย่างดี ส่วนทางด้านการลงทุนบริษัทเองสามารถเอาไปลงในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตร หุ้นเพื่อหาผลตอบแทน ซึ่งจาก Float ที่บริษัทเองก็ไม่ได้มีต้นทุนการกู้ยืม การทำกำไรในสินทรัพย์ที่มั่นคงแต่ได้ผลตอบแทนน้อยก็นับว่าคุ้มแล้ว

นอกจากนี้ธุรกิจประกันภัยเองยังเป็นธุรกิจที่มีอำนาจในการกำหนดราคาอย่างเช่น บริษัทเองสามารถปรับขึ้นราคาเบี้ยประกันภัยได้ในช่วงภาวะเงินเฟ้อเพื่อรักษาผลกำไร หรือเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองและกำหนดราคานั่นเอง

โดย Chubb เองเป็นบริษัทประกันภัยที่มีกิจการอยู่ 54 ประเทศทั่วโลกโดยให้บริการทั้งประกันภัยทรัพย์สิน, ประกันวินาศภัย, ประกันสุขภาพ, ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต โดยผลการดำเนินงานของ Chubb ของไตรมาสที่ 1 ปี 2024 ออกมาโดยรายได้สุทธิอยู่ที่ 2.14 พันล้านเหรียญโตขึ้นเมื่อเทียบเป็นแบบรายปี ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศรายชื่อหุ้นที่วอร์เรนเก็บเข้าเพิ่มไปก็ดันให้ราคาหุ้น Chubb ก็ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 8% 

เปิดจดหมายปู่บัฟเฟตต์ ตั้งใจบริจาค 1.1 พันล้านดอลลาร์ สานต่อการกุศล ไม่หวังลูกหลานบริหารความรวยต่อ

(27 พ.ย.67) วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลกและผู้ก่อตั้งบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) แสดงจุดยืนของเขาในฐานะที่มีแนวคิดต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปอีกครั้ง โดยการยืนยันว่าจะไม่ส่งต่อทรัพย์สินที่มีอยู่มหาศาลให้กับลูกหลานทายาท แต่เลือกที่จะบริจาคให้การกุศลแทน พร้อมแต่งตั้งดูแลทรัพย์สินอิสระ 3 คน เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินของเขาจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  

ในจดหมายของบัฟเฟตต์ ที่เขียนถึงกลุ่มผู้ถือหุ้น นักลงทุนระดับตำนาน วัย 94 ปี ได้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ของชีวิตเขาในช่วงบั้นปลาย โดยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งที่เขาหวังว่าภรรยาคนแรกของเขาจะมีชีวิตยืนยาวกว่าและตัดสินใจเรื่องการกระจายทรัพย์สินหลังจากเขาจากไป "เวลาชนะเสมอ แต่สำหรับเขามักจะไม่แน่นอน แน่นอนว่ามันไม่ยุติธรรมและโหดร้ายมาก บางครั้งถึงขั้นจบชีวิตตั้งแต่แรกเกิดหรือหลังจากนั้นไม่นาน ในขณะที่บางคนก็ต้องรอเป็นศตวรรษก่อนเวลาที่พลัดพรากจะมาเยี่ยมเยียน" 

ในจดหมายที่มีความยาวเกือบ 1,300 คำ บัฟเฟตต์กล่าวว่าเขาหวังว่าลูก ๆ ทั้งสามของเขา ได้แก่ ซูซี ฮาวเวิร์ด และปีเตอร์ บัฟเฟตต์ ซึ่งมีอายุ 71, 69 และ 66 ปี จะมีชีวิตอยู่นานพอที่จะตัดสินใจได้ว่าทรัพย์สมบัติของพ่อของพวกเขาจะบริจาคให้กับองค์กรการกุศลใด เมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิต พวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ การตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติของพ่ออย่างไร

“ผมไว้ใจลูกทั้ง 3 อย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับคนรุ่นต่อไป ผมไม่อาจคาดเดาความสามารถและความซื่อสัตย์ในการบริหารทรัพย์สินได้” 

บัฟเฟตต์ วางแผนไว้ว่า หากในกรณีที่ลูกๆ ทั้งสามคนของเขา ไม่สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ หรือไม่สามารถดูแลทรัพย์สินของเขาตามเจตนารมณ์ได้ เขาได้แต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินที่อาจสืบทอดตำแหน่งอีก 3 คน (กองทรัสตี้ 3 คน) แต่ไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร

ในจดหมายบัฟเฟตต์ยังระบุอีกว่า เขาจะเปลี่ยนหุ้น Class A จำนวน 1,600 หุ้นของบริษัทให้เป็นหุ้น Class B จำนวน 2.4 ล้านหุ้น ซึ่งมีสิทธิในการลงคะแนนน้อยกว่า โดย 1.5 ล้านหุ้นจะถูกบริจาคให้กับมูลนิธิซูซาน ทอมป์สัน บัฟเฟตต์ ซึ่งตั้งชื่อตามภรรยาคนแรกของเขาที่เสียชีวิต และอีก 300,000 หุ้นจะถูกแบ่งให้กับสามมูลนิธิที่บริหารโดยลูก ๆ ทั้ง 3 คน รวมมูลค่าเกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 41,500 ล้านบาท) 

“อายุขัยของลูก ๆ ของผมลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2006 ผมไม่เคยต้องการสร้างอาณาจักรความมั่งคั่งหรือแผนการใด ๆ ที่ยาวไปเกินลูก ๆ ของผม”

บัฟเฟตต์ ระบุในจดหมายว่า หากในวันที่เขาลาโลกและลูก ๆ ยังคงมีความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน เขาตั้งใจให้ลูก ๆ กระจายหุ้น Berkshire ทั้งหมดของเขาซึ่งคิดเป็น 99.5% ไปในการบริจาคด้านการกุศลตามองค์กรต่าง ๆ

“ผมไม่เคยต้องการสร้างอาณาจักรความมั่นคงหรือดำเนินการตามแผนเพื่อความร่ำรวยใด ๆ ที่จะขยายออกไปไกลเกินกว่าลูกๆของผมจะบริหารได้”

ทั้งนี้ ตามรายงานของฟอส์บส์ระบุว่า ตลอดชีวิตของบัฟเฟตต์ น่าจะมหาเศรษฐีเป็นผู้ใจบุญมากที่สุดตลอดกาล โดยเขาได้บริจาคเงินมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ ตลอดชีวิตของเขา จากการประเมินของฟอส์บส์ บัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีที่มีความร่ำรวยสุทธิราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่ายหัวนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของทรัมป์ ชี้สุดท้ายแล้วผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับภาษีเหล่านี้

(4 มี.ค. 68) สำนักข่าวเอ็นบีซี รายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ให้สัมภาษณ์กับ CBS News เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ใช้มาตรการเก็บภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือต่อรองกับหลายประเทศ

บัฟเฟตต์ ในวัย 94 ปี ระบุว่า “จริงๆ แล้วภาษีศุลกากรนั้น เรามีประสบการณ์กับเรื่องนี้มามากมาย มันเป็นการกระทำที่เปรียบดั่งสงครามในระดับหนึ่ง, เมื่อเวลาผ่านไป ภาษีเหล่านั้นก็คือภาษีสินค้านั่นแหละ ในที่สุดแล้วผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับภาระภาษีนำเข้าเหล่านี้ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าที่ไหน”

เอ็นบีซี รายงานอีกว่า นี่นับเป็นครั้งแรกที่ บัฟเฟตต์ ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายการค้าของทรัมป์ ซึ่งล่าสุดมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% และเพิ่มภาษีอีก 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เชื่อว่าการเก็บภาษีจาก บริษัท ขนาดใหญ่และบุคคลที่ร่ำรวยจะลดภาระภาษีที่ชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญ รวมถึงการปรับสมดุลระบบภาษีจะช่วยให้สหรัฐฯจัดการการขาดดุลทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและให้เงินทุนเพียงพอสำหรับการบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน

30 สิงหาคม พ.ศ. 2473 วันเกิดครบรอบ 95 ปี ของนักลงทุนระดับตำนาน ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ จุดเริ่มต้นจากเด็กส่งหนังสือพิมพ์ สู่มหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆ ของโลก

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ถือเป็นวันเกิดครบรอบ 95 ปี ของ วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ได้ฉายาว่า “ปราชญ์แห่งโอมาฮา” เขาเกิดที่เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา และเติบโตมาพร้อมความสนใจด้านธุรกิจและการลงทุนตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มต้นจากการขายหมากฝรั่ง น้ำอัดลม และส่งหนังสือพิมพ์

บัฟเฟตต์ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 11 ปี และต่อมาได้ศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ภายใต้การสอนของ เบนจามิน เกรแฮม ผู้เป็นแรงบันดาลใจด้านการลงทุน เขาก่อตั้ง Buffett Partnership ในปี ค.ศ. 1956 และต่อมาเข้าซื้อกิจการ Berkshire Hathaway ซึ่งกลายเป็นบริษัทลงทุนชื่อดังที่ถือหุ้นใหญ่ในหลายกิจการ เช่น Coca-Cola, GEICO และ Apple

ตลอดเส้นทางการลงทุน บัฟเฟตต์ยึดมั่นในหลักการเลือกหุ้นคุณค่า (Value Investing) และการลงทุนระยะยาว เขายังประกาศบริจาคทรัพย์สินกว่า 85% ให้การกุศลในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งเป็นหนึ่งในการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และต่อมาร่วมมือกับบิล เกตส์ ก่อตั้งโครงการ “The Giving Pledge” เพื่อเชิญชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกแบ่งปันทรัพย์สินเพื่อสังคม

แม้ปัจจุบันอายุเกิน 90 ปีแล้ว บัฟเฟตต์ยังคงทำงานและลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากคำสอนอันเป็นที่จดจำว่า “การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้สังคมควบคู่กับความมั่งคั่งส่วนตัว

ทั้งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวยเป็นอันดับ 10 ของโลก ตามการจัดอันดับของ Bloomberg.com เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 147 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 5.292 ล้านล้านบาท) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top