Sunday, 6 September 2026
UAE

‘รมว.เฮ้ง’ เตือน!! นายหน้าเถื่อนระบาดโซเชียล หลอกใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้า UAE ทำงานผิดกฎหมาย

วันนี้ (31 ม.ค. 66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน ได้รับรายงานจากฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ว่า ขณะนี้มีสาย นายหน้าเถื่อนหลอกลวงคนหางานไปทำงานพนันออนไลน์ และงานนวดสปาใน UAE โดยเน้นการชักชวนผ่านเพจ Facebook และเอเจนซี่เถื่อน หรือคนรู้จัก โดยแนะนำให้ใช้วีซ่าท่องเที่ยว หรือวีซ่าเยี่ยมเยือน (Tourist Visa or Visit Visa) เดินทางเข้าประเทศ เพื่อลักลอบทำงานเว็บพนันออนไลน์ ร้านนวดสปา ร้านอาหาร พร้อมแอบอ้างชื่อบริษัทหรือกิจการที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมารับสมัครงาน บางแห่งเอเจนซี่ออกเงินค่าใช้จ่ายให้ก่อน

สุดท้ายเดินทางถึงประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หากเป็นงานเว็บพนันออนไลน์ จะถูกยึดหนังสือเดินทาง ให้ทำงานเกินระยะเวลาที่ตกลง เมื่อขอยกเลิกไม่ทำงานจะถูกเรียกค่ายกเลิกวีซ่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้านงานนวด เมื่อไปถึงพบเป็นงานนวดแฝง นำไปสู่การประเวณี บางรายให้เซ็นสัญญารับสภาพหนี้ หากทำงานไม่ได้หรือไม่มีรายได้ตามเป้าจะถูกส่งขายเป็นทอด ๆ ทำให้หนี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

“พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานอย่างยิ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยได้มอบหมายกรมการจัดหางานตรวจสอบคนหางานที่มีพฤติการณ์ลักลอบเดินทางไปทำงานอย่างเข้มงวด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ทราบเพื่อป้องกันการหลอกคนไปทำงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และขอย้ำเตือนให้คนหางานต่างประเทศศึกษา ตรวจสอบบริษัทที่จะเดินทางไปทำงานให้รอบคอบ และศึกษาวิธีการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องเดินทางผ่านด่านตรวจคนหางาน กรมการจัดหางานเท่านั้น หากมีผู้ชักชวนไปทำงานต่างประเทศโดยไม่แจ้งการทำงาน ให้สันนิษฐานว่าอาจถูกหลอกลวง หรือตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

'ดูไบเวิลด์' บิ๊กโลจิสติกส์-ท่าเรือ UAE เอาจริง!! จ่อลงทุน 'แลนด์บริดจ์' เช็กประวัติ!! เคยให้เปล่า 200 ล้าน วิจัยสร้างท่าเรือกับไทยมาแล้ว

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค.67) ระดับโลก ไม่ใช่จะมาหลอกกันง่ายๆ ล่าสุด Dubai World บริษัทโลจิสติกส์ขนาดยักษ์ จาก UAE สนใจโครงการแลนด์บริดจ์ และมีการประสานข้อมูลกับ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. 

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวได้หารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระหว่างการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2567 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 15-19 ม.ค.2567 ภายใต้กำหนดร่วมการประชุม 'Thailand Landbridge: Connecting ASEAN with the World'

สำหรับ Dubai World (ดูไบเวิลด์) เป็นบริษัทชั้นนำของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งเชี่ยวชาญโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า การดำเนินงานท่าเรือ การขนส่งสินค้าทางทะเลและเขตการค้าเสรี ก่อตั้งปี 2548 ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 70 ล้านตู้ โดยมีเรือนำเข้า 70,000 ลำต่อปี คิดเป็น 10% ของปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก และมีพื้นที่ให้บริการในท่าเรือ 82 แห่งใน 40 ประเทศ

โดยที่ผ่านมา มีความสนใจ ที่จะลงทุนด้านโลจิสติกส์ในไทยมาช้านาน 

เคยร่วมมือและศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ร่วมกับรัฐบาลในช่วงปี 2550 ในการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2551

Dubai World สนับสนุนแบบให้เปล่า เพื่อศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาท่าเรือระหว่างประเทศ 2 แห่ง บนชายฝั่งทะเลอันดามันและบนชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย วงเงิน 200 ล้านบาท ก่อนที่ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งกระทบกับแผนการลงทุนของ Dubai World

กระทั่งรัฐบาลปัจจุบัน มีท่าทีสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ ทาง Dubai World จึงกลับมาให้ความสนใจในโครงการนี้ 

ด้าน สนข.รายงานด้วยว่า “Dubai World เป็นบริษัทแรกๆ ที่เข้ามาช่วยไทยในการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งขณะนั้นมีบริษัทจากจีนและอีกหลายแห่งที่มาช่วยศึกษา Dubai World จึงถือเป็นอีกหนึ่งเอกชนที่เข้าใจและรู้เรื่องแลนด์บริดจ์เป็นอย่างดี”

‘ยูเออี’ เตือน ‘อิสราเอล’ อย่าทำลายความสัมพันธ์ ด้วยการล้ำเส้น!! ผนวกดินแดนเวสต์แบงก์

(5 ก.ย. 68) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกคำเตือนถึงอิสราเอลว่า การผนวกพื้นที่เวสต์แบงก์จะเป็นการ 'ล้ำเส้น' และบั่นทอนจิตวิญญาณของข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ที่ทำให้อาหรับและอิสราเอลเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2020

ลานา นุสเซย์เบห์ (Lana Nusseibeh) เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ UAE ระบุว่า หากอิสราเอลเดินหน้าตามแผน จะเป็นการปิดตายทางออกแบบสองรัฐระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ พร้อมย้ำว่าการผนวกจะทำลายฉันทามติสากลที่เห็นว่าความขัดแย้งควรจบลงด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของสองรัฐ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ออกแถลงการณ์สนับสนุนจุดยืนของ UAE ขณะที่อิสราเอลยังไม่ให้ความเห็น แต่คำเตือนนี้มีขึ้นหลังจาก เบซาเลล สโมทริช (Bezalel Smotrich) รัฐมนตรีการคลังสายขวาจัดของอิสราเอล เสนอแผนผนวกพื้นที่ราว 82% ของเวสต์แบงก์เข้าสู่ 'อธิปไตยอิสราเอล' โดยเหลือไว้เพียงเขตเมืองปาเลสไตน์ไม่กี่แห่ง

ปัจจุบันอิสราเอลสร้างนิคมชาวยิวแล้วราว 160 แห่ง มีผู้อยู่อาศัย 700,000 คน ในดินแดนที่ปาเลสไตน์หวังจะจัดตั้งรัฐของตนเอง ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์กว่า 3.3 ล้านคนอาศัยอยู่ร่วมกันในเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก นิคมเหล่านี้ถูกมองว่าผิดกฎหมายตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นชนวนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยมา

‘ทรัมป์’ เซ็นคำสั่งด่วนซื้อ TikTok ดำเนินธุรกิจต่อในสหรัฐฯ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลล์!! ดัน Oracle-กลุ่มทุนอาบูดาบี ถือหุ้นใหญ่

(26 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุมัติข้อตกลงที่เปิดทางให้ TikTok ยังดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ต่อไป โดยข้อตกลงนี้ประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ 14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 511,000 ล้านบาท) ตามคำกล่าวของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (James David Vance) ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายความมั่นคงที่บังคับให้ ByteDance บริษัทแม่ในจีน ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะถูกแบนออกจากประเทศ

ตามข้อตกลง จะมีการตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่เพื่อดูแลกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ โดย ByteDance ถือหุ้นไม่ถึง 20% ขณะที่กลุ่มนักลงทุนหลัก ได้แก่ Oracle, Silver Lake และกองทุน MGX จากอาบูดาบี จะถือหุ้นรวมราว 45% ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนรายอื่น โดยข้อตกลงนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลจีน

Oracle จะมีบทบาทหลักในการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ พร้อมให้บริการคลาวด์แก่ TikTok สหรัฐฯ โดยมี แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอของ Oracle เข้าร่วมในกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วย ทรัมป์ย้ำว่าข้อตกลงนี้ทำให้ TikTok อยู่ในการบริหารของ “นักลงทุนชาวอเมริกัน” และดำเนินงานโดยสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

แม้ ByteDance จะยังไม่ออกมายืนยันธุรกรรมครั้งนี้ แต่ทรัมป์กล่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้อนุมัติให้เดินหน้าแล้ว โดยคำสั่งของทรัมป์ยังขยายเวลาให้ ByteDance จนถึง 16 ธันวาคม ก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะถูกบังคับใช้ 

เศรษฐกิจไทยโตได้!! ขนาด GDP ใหญ่ระดับโลก 5 บทเรียนเปลี่ยนของดีให้โต นอร์เวย์–UAE–ออสเตรียชี้ทาง ไทยใช้ศักยภาพเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

เศรษฐกิจใหญ่ระดับ ‘นอร์เวย์–UAE–ออสเตรีย’ เปิด 5 บทเรียน เปลี่ยนของดีที่ไทยมี ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิมหากมองประเทศไทยผ่านข่าวเศรษฐกิจในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยเล็ก โตช้า และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามแต่ถ้าถอยออกมามองอีกมุมหนึ่ง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เล็กเลย ข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ประเมิน GDP แบบ Nominal ของไทยไว้ราว 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับประมาณ 32 ของโลก

ขนาดใกล้เคียงกับ นอร์เวย์ 599,000 ล้านดอลลาร์, UAE 622,000 ล้านดอลลาร์, ออสเตรีย 624,000 ล้านดอลลาร์และยังใหญ่กว่า เวียดนาม 527,000 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 516,000 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 512,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งหรือคุณภาพชีวิตเท่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะ GDP ต่อหัวแตกต่างกันมากแต่มันกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า «ประเทศไทยมี “ขนาด” และมี “ฐานเศรษฐกิจ” อยู่แล้ว»

คำถามที่สำคัญกว่า จึงอาจไม่ใช่ว่า “ไทยมีอะไร?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรามี สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม?”

บทเรียนที่ 1 จากนอร์เวย์

มีทรัพยากรแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายทรัพยากรคนส่วนใหญ่มักอธิบายความร่ำรวยของนอร์เวย์ง่าย ๆ ว่า “เพราะมีน้ำมัน” แต่หลายประเทศบนโลกก็มีน้ำมัน และไม่ได้ร่ำรวยแบบนอร์เวย์ สิ่งที่นอร์เวย์ทำแตกต่างออกไป คือการไม่มองรายได้จากทรัพยากรเป็นเงินสำหรับใช้ให้หมดในรุ่นเดียว รายได้จากน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global เพื่อบริหารเป็นทรัพย์สินระยะยาว ให้ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

รัฐบาลนอร์เวย์ยังใช้กฎการคลังควบคุมการดึงเงินจากกองทุนมาใช้ โดยอิงกับผลตอบแทนระยะยาว แทนที่จะใช้รายได้จากน้ำมันตามกระแสการเมืองในแต่ละปี

ประเทศไทยไม่มีน้ำมันมหาศาลแบบนอร์เวย์ แต่ไทยก็มี “ทรัพยากร” ของเราเอง อาหาร, เกษตร, ผลไม้,สมุนไพร, ทะเล, ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, อาหารไทย, การแพทย์, การบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้น บทเรียนจากนอร์เวย์ไม่ใช่ “ไทยต้องไปหาน้ำมัน” แต่คือ อย่าขายทรัพยากรในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำที่สุด

ข้าว อาจไม่จำเป็นต้องจบที่การส่งออกข้าวสาร ผลไม้ อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายผลสด สมุนไพร อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น

-Functional Food

-Health Product

-Ingredient

-Biotech

-Wellness

-Brand

-Intellectual Property

น่าสนใจว่า World Bank เองจัด Agribusiness และ Sustainable & Health Tourism อยู่ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

บทเรียนที่ 2 จาก UAE

อย่ามีแค่ “ทำเลดี” ต้องเปลี่ยนทำเลให้เป็นรายได้ UAE มีน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่ประเทศทำต่อจากนั้นน่าสนใจกว่าเขานำความมั่งคั่งและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ไปสร้าง สายการบิน, สนามบิน, ท่าเรือ ,Logistics, Tourism, Finance, Real Estate, Technology และศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

รัฐบาล UAE ยังวางยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องการดึงดูด เงินลงทุน คนเก่ง เทคโนโลยี การวิจัย การท่องเที่ยว และธุรกิจอนาคต เข้าสู่ประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เรามักพูดกันมานานว่า “ไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน” แต่คำถามสำคัญคือ เราเปลี่ยนการอยู่ตรงกลาง ให้กลายเป็นรายได้มากพอแล้วหรือยัง?

ประเทศไทยสามารถเชื่อม จีนตอนใต้, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และต่อออกไปยังอินเดียเราไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเหมือนดูไบ แต่สามารถสร้างความเป็น Hub ในแบบของไทยเองได้

-Food Hub

-Health & Wellness Hub

-Regional Logistics Hub

-MICE Hub

-Digital & Data Hub

-Creative Production Hub

ทำเลทางภูมิศาสตร์จะไม่มีมูลค่าเต็มที่ หากไม่มีถนน รถไฟ สนามบิน ระบบศุลกากร กฎหมาย และบริการที่ทำให้คนอยากใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

บทเรียนที่ 3 จากออสเตรีย

เมื่อคนลดลง ต้องทำให้ “คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ออสเตรียกับประเทศไทยมีปัญหาบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คือ ประชากรสูงวัย, แรงงานในอนาคตลดลง และ Productivity เติบโตช้า

IMF ประเมินว่าออสเตรียต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะในระยะยาวการหดตัวของกำลังแรงงานและ Productivity ที่อ่อนแอจะกดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน

IMF ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วย การลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ช้า และสังคมสูงวัย แต่ถ้าเรายอมรับว่าแรงงานไทยจะไม่เพิ่มเหมือนในอดีตคำตอบก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะมันบังคับให้ประเทศต้องเปลี่ยนจาก “ใช้คนมาก” ไปสู่ “ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มูลค่าสูงขึ้น”

-AI

-Automation

-Robotics

-Digital Tools

-Reskill

-Upskill

จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานแต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย World Bank ระบุในรายงานปี 2569 ด้วยว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และสถาบันที่รองรับ และสังคมสูงวัยเองก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้

-Healthcare

-Preventive Health

-Longevity

-Senior Living

-Wellness

-อาหารสุขภาพ

-บริการดูแลผู้สูงอายุ

ไทยจึงสามารถเปลี่ยนปัญหา Aging ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง Longevity Economy ได้เช่นกัน

บทเรียนที่ 4 จากมาเลเซีย

อย่าทิ้งโรงงาน แต่ทำให้โรงงาน “แพงขึ้น” มาเลเซียกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงแต่บทเรียนสำคัญไม่ใช่การทิ้งอุตสาหกรรมเดิม ตรงกันข้ามมาเลเซียกำลังถามว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมี Productivity สูงขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้น และจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank ระบุว่าความท้าทายของมาเลเซียในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศรายได้สูง คือการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ผลิตภาพสูง และค่าจ้างสูงกว่าเดิม และพบว่าบริษัทที่มี Productivity สูงที่สุด 10% จ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทระดับกลางประมาณ 3 เท่า นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญกับไทยมากเพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่พร้อมอยู่แล้ว World Bank ระบุว่า Manufacturing ของไทยคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน

เราไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่ต้องขยับจาก Manufacturing ไปสู่ Advanced Manufacturing

รถยนต์ → EV / Electronics / Smart Mobility

เครื่องใช้ไฟฟ้า → Energy-efficient Technology

โรงงาน → Automation / AI Factory

ชิ้นส่วน → Advanced Electronics

การผลิตทั่วไป → Green Manufacturing และไทยมีฐานอยู่แล้ว

สินค้า Green Goods คิดเป็นเกือบ 10% ของการส่งออกไทย ขณะที่ World Bank ประเมินว่าเฉพาะการขยาย EV และชิ้นส่วน Solar PV และเทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มระดับ GDP ไทยได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2035 นี่คือข่าวดีเพราะหมายความว่าเราไม่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทุกตัวบางเครื่องยนต์มีอยู่แล้วแค่ต้อง Upgrade

บทเรียนที่ 5 จากเวียดนาม

อย่าคิดแต่ “โครงการใหม่” ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ของเดิมเดินช้าเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย IMF ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับประมาณการการเติบโตของเวียดนามขึ้นเป็น 7.5% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนจากเวียดนาม ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพยายามรื้อคอขวด World Bank ระบุว่าเวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ ขณะที่ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึง FDI อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดง่าย ๆ คือถ้าที่ดินทำให้โครงการช้า ก็แก้ที่ดิน ถ้าอนุมัติช้า ก็แก้ขั้นตอนถ้า Infrastructure ไม่พอ ก็ลงทุน Infrastructure

หากบริษัทต่างชาติเข้ามาแล้วบริษัทท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์มากพอ ก็หาทางเชื่อม FDI เข้ากับ Local Supply Chain

ไทยสามารถเรียนรู้วิธีคิดแบบเดียวกันได้เพราะข่าวดีคือนักลงทุนยังสนใจประเทศไทย World Bank ระบุว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเด่นใน Digital Infrastructure Battery Electronics และ EV ดังนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีเงินอยากเข้าประเทศไทย” แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินที่อยากเข้า เปลี่ยนเป็นโรงงาน งาน และรายได้ได้เร็วที่สุด

มาเลเซียเองก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก การปฏิรูปกระบวนการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใน Kulim และ Johor ช่วยลดเวลาจากที่บางกรณีเคยใช้สูงสุดถึง 3 ปี เหลือประมาณ 10–14 เดือน และตามมาด้วยเงินลงทุนใหม่และการจ้างงานจำนวนมาก เรื่องแบบนี้ไทยสามารถเรียนรู้ได้โดยตรง

ข่าวดีคือ ไทยมี ‘ของ’ อยู่ในมือแล้วหากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนประเทศไทยต้องแก้ทุกอย่าง

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของไทยไม่ได้แย่เลย World Bank กำลังศึกษาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย และระบุถึง 5 กลุ่มที่ไทยมีความได้เปรียบชัดเจน

1. Advanced Manufacturingเราไม่ได้เริ่มโรงงานจากศูนย์ เรามี Supplier, Enginee, Factory, Logistics, Automotive, Cluster,Electronics, Cluster โจทย์คือยกระดับมัน

2. Agribusiness ประเทศไทยมีชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้วโจทย์คือเปลี่ยนจากขายอาหารเยอะไปสู่ขายอาหารแพงและมี IP

3. Digital Services Data Center, Cloud, AI และ Digital Infrastructure กำลังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain นี้มากขึ้น

4. Sustainable & Health Tourism ไทยมี Brand ด้านการท่องเที่ยวและบริการอยู่แล้วโจทย์จึงไม่ควรเป็นแค่ “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ควรเป็น “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อวัน” Wellness, Medical, Longevity, Premium Travel, MICE

5. Creative Economy อาหารไทย, เพลง, หนัง, ซีรีส์, แฟชั่น, ดีไซน์, Content, กีฬา, เทศกาล ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจาก Culture เป็น Exportable IP ได้

ประเทศไทยอาจไม่ต้องหา ‘เครื่องยนต์ใหม่’ มากเท่าที่คิดเราชอบพูดกันว่าประเทศไทยต้องหา New S-Curve ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่บางทีคำตอบอีกครึ่งหนึ่งอาจง่ายกว่านั้น คือ เอาเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้แรงขึ้น

Agriculture → Agribusiness

Tourism → Premium & Health Tourism

Factory → Advanced Manufacturing

Location → Regional Hub

Culture → Creative IP

Workers → AI-enabled Workforce

SME → Productive SME

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น แต่คือการทำให้ “ประเทศไทยเก่งขึ้นในสิ่งที่ประเทศไทยเก่งอยู่แล้ว” ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

นอร์เวย์สอนเราว่าทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งระยะยาว UAE สอนว่า ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ออสเตรียเตือนว่าเมื่อคนลดลง Productivity ต่อคนต้องสูงขึ้น

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องสร้างงานที่แพงขึ้นเวียดนามกำลังพิสูจน์ว่าถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ประเทศเดินช้าแต่ประเทศไทยเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

นั่นคือชุดความได้เปรียบของประเทศไทยเอง เราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราเป็นประเทศอาหาร เราเป็นประเทศท่องเที่ยว เราเป็นประเทศบริการ เราอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของอาเซียน และเรามีวัฒนธรรมที่โลกเริ่มรู้จักมากขึ้น

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศในทศวรรษต่อไป อาจไม่ใช่ “ไทยจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น?” เพราะขอ จำนวนมากอยู่ในมือเราแล้ว แต่คือ เราจะเปลี่ยน “ของดีที่เรามีให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วแค่ไหน เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าในวันพรุ่งนี้ แค่ทำให้ พื้นที่เดิม,โรงงานเดิม, คนเดิมn สินค้าเดิม, วัฒนธรรมเดิมและจุดแข็งเดิม สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิม GDP ก็สามารถโต ค่าจ้างก็สามารถโต ธุรกิจก็สามารถโต และสุดท้ายความมั่งคั่งของคนไทยก็สามารถโตตามไปด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าเพียงการถามว่า

“ทำไมประเทศไทยโตช้า?”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top