Thursday, 4 June 2026
TKN

MAJOR เก็บหุ้น ‘TKN’ เพิ่มอีก 2% รวมถือ 7% แต่กลุ่ม ‘พีระเดชาพันธ์’ ยังถือเกิน 50%  

บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN ตอกย้ำศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังกลุ่ม MAJOR เข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มอีก 27.6 ล้านหุ้น คิดเป็น 2% เตรียมหารือทำ Synergy นำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท หนุนสร้างการเติบโตในอนาคต 

นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสาหร่ายทะเลแปรรูปทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “เถ้าแก่น้อย” รวมถึงขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้ของ TKN มั่นใจว่าจะผลักดันการเติบโตที่ดี โดยจะคงมุ่งรักษาความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ ‘เถ้าแก่น้อย’ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับความสามารถด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทำให้ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (MAJOR) ได้เพิ่มการลงทุนเข้าซื้อหุ้น TKN เพิ่มอีกจำนวน 27.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 2% ซึ่งรวมกับหุ้นเดิมส่งผลทำให้ MAJOR เข้าถือหุ้นในบริษัทฯ 7% 

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top