Friday, 3 July 2026
TheStatesTimes

3 กรกฎาคม 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ แสดงอำนาจการทูตรักษาเอกราช พระราชไมตรีครองใจจักรพรรดิ์

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และการเสด็จฯ ครั้งนี้ได้รับการยึดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ

การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปจึงมิใช่เพียงการเจริญพระราชไมตรีเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และสถานะของสยามบนเวทีโลก

รัสเซียในเวลานั้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของยุโรปและเอเชีย การเสด็จฯ เยือนรัสเซียจึงมีความหมายทางการทูตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นนอกเหนือจากอังกฤษและฝรั่งเศส และสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีดุลยภาพ เพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากเจ้าอาณานิคมในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักรัสเซียมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2434 ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย พระองค์เคยเสด็จเยือนสยาม และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างสองราชสำนัก
แหล่งข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ระบุว่า ไทยและรัสเซียยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 3–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ ค.ศ. 1897 เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขณะที่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1897 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับสยามได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพบสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชสำนักรัสเซียอย่างเป็นทางการ การพบปะครั้งนี้ช่วยเสริมสถานะของสยามในสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสยามมิใช่รัฐเล็กที่ไร้อำนาจต่อรอง หากเป็นประเทศเอกราชที่สามารถเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจได้ในระดับราชสำนัก

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียยังมีผลต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยรัสเซียแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตประจำสยาม และมีการเปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2441 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการเสด็จเยือน แต่ขยายไปสู่กลไกทางการทูตอย่างเป็นระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามผ่านการทูต พระองค์ทรงตระหนักดีว่าในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ ไม่เอนเอียงต่อมหาอำนาจใดมากเกินไป และต้องแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีการปฏิรูป และสามารถยืนอยู่ในระบบระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม

การเสด็จฯ เยือนรัสเซียยังสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการใช้พระราชไมตรีส่วนพระองค์เป็นเครื่องมือทางการทูต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับจักรพรรดิรัสเซียช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสยามในสายตายุโรป

นอกจากผลทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ตัวอย่างสำคัญคือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารในรัสเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างสองราชสำนักและความไว้วางใจที่มีต่อกันในยุคนั้น

แม้ภายหลังความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียจะผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสหภาพโซเวียต แต่จุดเริ่มต้นจากการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ยังคงได้รับการยึดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยไทยและรัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2491 หรือ ค.ศ. 1948
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์การทูตไทย วันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบริบทโลกที่สยามต้องรักษาเอกราชด้วยความสุขุม รอบคอบ และพระปรีชาสามารถทางการทูต

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญว่า การทูตสามารถเป็นเครื่องมือปกป้องชาติได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร เพราะในยุคที่สยามถูกรายล้อมด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม พระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ได้ช่วยให้ประเทศสามารถยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเสด็จเยือนต่างประเทศ แต่เป็นวันที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูตของรัชกาลที่ 5 และเป็นหมุดหมายแห่งมิตรภาพไทย–รัสเซีย ที่สืบเนื่องมาจากพระราชไมตรีของสองราชสำนัก สู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ดำรงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

จับตา “รัชพงศ์” พ้นทีม ‘พิพัฒน์’!! ไขก๊อกพ้นทีมพิพัฒน์ จุดคำถามเกิดอะไรในวงอำนาจกระทรวงคมนาคม ปลดหรือลาออก? ปมขุนพลคู่กายคมนาคมสะเทือนวงใน ทิ้งคำถามปลดจริงหรือถอยเอ

ปลด หรือลาออก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ขุนพลคู่กาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ เหตุผลคืออะไร

ข่าวกระฉ่อนไปทั้งกระทรวงคมนาคม “ปลดขุนพลคู่กายพิพัฒน์”แต่เมื่ออ่านเอกสารทางการเขียนว่า “ลาออก” จะลาออก หรือให้ออกคงไม่สำคัญเท่าเหตุผลของการพ้นจากตำแหน่ง แม้ลึกๆพอจะรู้กันอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีใครออกมาบอกความจริงกับสังคม ในหนังสือลาออกก็ไม่บอกเหตุผล
ผ่าขุนพลคลังสมอง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ มือแก้โจทย์หินเมกะโปรเจกต์

พิพัฒน์ ไม่ได้โตมาจากการเมือง เขาโตมาจากสายโลจีสติกส์ และธุรกิจน้ำมัน แต่ภรรยา ดร.นที รัชกิจประการ มาสายการเมือง เมื่อ ดร.นที ตกหลุมพลางการเมือง พิพัฒน์ จึงเข้ามาสานต่องานที่ไม่ถนัด แต่เมื่อเข้ามาเสพอำนาจแล้ว ก็เสพติดอำนาจ

ด้วยความเป็นคนมากบารมีในแวดวงธุรกิจน้ำมัน เมื่อเขามาเสียบแทน ดร.นที เขาจึงเป็นเบอร์ 1 ในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย กินตำแหน่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีคมนาคม มีทีมงานหลัก 3 คนเป็นคลังสมองสำคัญในการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ของกระทรวง

คนแรกคือ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการฯ ทำหน้าที่เป็น Chief of Staff คอยประสานงานกับข้าราชการและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆ รัชพงศ์ เป็นอดีต สจ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นริศ ขำนุรักษ์ ที่ปรึกษาฯ ใช้ประสบการณ์ทางการเมืองให้คำแนะนำและลดแรงเสียดทานในการผลักดันนโยบาย ประสบการณ์กับการเป็นอดีตข้าราชการ ก.ทรัพยากรฯ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

สุทธิพงศ์ หรือ ‘กุนซือแดง’ รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คอยตรวจสอบสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่ซับซ้อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ก่อนหน้านั้นก็จะมีอารี ไกรนรา อดีตติดสอยห้อยตามในตำแหน่งเลขานุการ ตั้งแต่กระทรวงท่องเที่ยวมากระทรวงแรงงาน

ยัง มีสจ.ถึก-ภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ อดีต สจ.พัทลุง อดีตโฆษกกระทรวงแรงงาน เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ล่าสุด ไปนั่งประจำสำนักนายก

ล่าสุดมีลูกพ่วงใหม่ มานะ ยวงทอง ผู้สมัคร สส.นครศรีฯในนามภูมิใจไทย 2 สมัย แต่สอบไม่ผ่าน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น “พิพัฒน์” มาต้องผลัก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ออกไปพ้นกาย ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

“สิงคโปร์” สร้างชาติด้วยการศึกษา!! ถอดบทเรียนสิงคโปร์สร้างชาติผ่านการศึกษา 60 ปี ปฏิรูป 4 ยุค จากเอาตัวรอดสู่เด็กเป็นศูนย์กลาง ส่วนไทยยังต้องถามตัวเองว่า เรากำลังปฏิรูปเด็ก หรือแค่รักษาระบบเดิมไว้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Aun Theeraphat ได้โพสต์ว่า

“สิงคโปร์สร้างชาติได้อย่างไร”

60 ปี ที่ผ่านมามีการปฏิรูปการศึกษาไปทั้งหมด 4 ครั้ง

ยุคแรก 1965 - 1978 Survival-Driven Education

สร้างโรงเรียนเยอะ ๆ ทุกโรงเรียนหน้าตาเหมือนกัน ก่อนนี้น้อยคนมีโอกาสได้เข้ามาเรียน ก็เริ่มได้เข้ามาเรียน ประกาศรับครูเยอะแยะมากมายสมัครตอนเช้าบรรจุตอนบ่าย

ยุคสอง 1979 -1996 Efficiency- Driven Education

เน้นเด็กเก่ง เกรดดี ระบบเป๊ะ STEM เริ่มเข้ามา เรียนกดดัน  เรียนหนัก  มีการประเมินครู

แบ่งเด็กเป็นสายปกติ  สายเคร่งครัด  สายเทคโนโลยี

แบ่งเด็กเก่งเด็กอ่อน จัดอันดับโรงเรียน  ดูผลสอบโรงเรียน

“คะแนนสอบ” สำคัญที่สุด

.

ยุคสาม 1997 - 2011 Ability - Driven Education

เริ่มให้ความสำคัญ กับ Ability  ด้านอื่นมากขึ้นเช่นศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ เราจะเสิร์ฟอาหารจานเดียวกันให้กับเด็กทุกคนในสิงคโปร์ไม่ได้” เพราะความสามารถของเด็กแต่ละคนต่างกันมีการตั้งโรงเรียนเฉพาะทางเฉพาะด้านออกมา

ยุคสี่ 2012 - ปัจจุบัน Student - Centric Values Driven Education

เน้นการสร้างตัวตนและคุณ ค่า  เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง

ห้ามโฆษณา เฉพาะเด็กเก่งที่ได้ A

เน้นเชิดชูตัวตนของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ฝ่าฟันผ่านความยากลำบากมาได้

“สุขภาพจิต” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เน้นการทำงานเข้ากับคน ปรับตัวเข้ากับสังคม

ยุคปัจจุบัน มี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเยอะมากและสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และใช้มันมากที่สุดในโลก

ช่วยลดภาระครู วางแผนการสอนช่วยตรวจงาน เป็นติวเตอร์ให้นักเรียนฟังแล้วก็น่าคิดนะครับ

1. ลองหลับตานึกดูปัจจุบันการศึกษาไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่กี่ปี  แล้วการศึกษาบ้านเราคล้ายกับช่วงไหนของเค้า

2. Dr.Lim กำลังจะมาเป็นผู้บริหารเปิดโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทยปีหน้า ชื่อ Singapore Global International School

โรงเรียนอินเตอร์เปิดใหม่สวนทางกับโรงเรียนเอกชนไทยที่ทยอยปิดลง และสวนทางกับจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง

3. วันนึงผมก็อยากเห็นบ้างนะถ้าหลักสูตรไทยมันดีจริง เหมือนที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนบอก

แล้วมีนักการศึกษาแบบนี้ ไปสัมภาษณ์แถวประเทศในยุโรป เอเชียแล้วไปเปิดหลักสูตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลแข่งกับหลักสูตรสากลอื่น แข่งกับ ระบบ AP IB Singapore ไม่รู้ฝันของผมเป็นจริงได้ไหมแล้วเมื่อไหร่ 

.

4. ข่าวดีเรากำลังจะมีโรงเรียนดี ๆ ผู้บริหารเก่ง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโรงเรียนในประเทศไทย

ข่าวร้ายอยากได้ของดีต้องจ่ายเงินในราคาที่แพง

ที่มา : https://www.facebook.com/100060348729261/posts/1381793657175579/?rdid=LChrQodD1Mu6lYrs#

“ซีพี” เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ยุคดิจิทัล!! ‘เจ้าสัวธนินท์’ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์นักวิจัยชิงหัว ย้ำ “คน” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร ความร่วมมือซีพี–ชิงหัว สะท้อนเทรนด์โลก เชื่อมมหาวิทยาลัยชั้นนำโลกสู่โจทย์จริงภาคธุรกิจ

กรุงเทพฯ — เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) จำนวน 11 คน ภายใต้โครงการ Tsinghua University  CP Group Ph.D. Internship Program 2026 เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ร่วมทำงานกับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทในเครือเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร นำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การสร้างองค์กรแก่คนรุ่นใหม่ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับนวัตกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 สิงหาคม 2569 โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวจะเข้าร่วมวิจัยใน 9 โครงการสำคัญ ครอบคลุมเทคโนโลยีที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Large Language Models (LLMs), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), Food AI, การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานค้าปลีก (Retail Smart Supply Chain Optimization), Quantum Intelligence และระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติด้วย AI โดยทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของเครือซีพี ได้แก่ CPF, CP AXTRA, Ascend และ True IDC

หนึ่งในไฮไลต์ของโครงการ คือการที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ลงมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาด้วยตนเอง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างธุรกิจ การบริหารองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก และแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจกับสังคม พร้อมย้ำว่า "คน" คือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กร และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง คือรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

นอกจากเจ้าสัวธนินท์แล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของเครือซีพีหลายคน ซึ่งร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ของการบริหารธุรกิจและการพัฒนาองค์กร ได้แก่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์และความยั่งยืนของเครือซีพี ที่บรรยายภาพรวมทิศทางธุรกิจโลก ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และค่านิยมหลักขององค์กร ขณะที่ พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคลของเครือซีพี ถ่ายทอดแนวคิดด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างประสบการณ์การทำงานในองค์กรระดับโลก

ด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักศึกษาในฐานะผู้นำองค์กรธุรกิจ ที่พร้อมนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ก่อนเริ่มโครงการ นักศึกษาทั้ง 11 คนได้เข้าร่วมการปฐมนิเทศ ณ สำนักงานใหญ่ของเครือซีพี เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ก่อนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยและทีมงานของบริษัทตลอดระยะเวลาโครงการ

มหาวิทยาลัยชิงหัวได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรให้กับองค์กรเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของจีนและของโลก ขณะที่เครือซีพียังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนด้าน AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการพัฒนาทุนมนุษย์

เครือซีพระบุว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิงหัวครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม และมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นสาขาหลักที่อยู่ในขอบเขตการวิจัยของโครงการนี้

ที่มา : https://www.thailandindepth.com/content/detail/13879

“มาคาเลียส” เตือน“แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์”!! แก๊งวอเชอร์ปลอมระบาดหนัก ใช้ AI สร้างเพจปลอมหลอกลวง เน้นช่วงวันหยุดยาวและเทศกาล ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ

มาคาเลียส เตือน “แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์” เริ่มระบาด
แนบเนียนขึ้น ใช้ AI-เพจปลอม สร้างความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อ

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้ ปี 2026 ธุรกิจซื้อขายวอเชอร์สำหรับการซื้อขายวอเชอร์ท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ อีเวอเชอร์ (E-Voucher) เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบันเน้นเที่ยวระยะสั้น แต่ถี่ขึ้น ส่งผลให้กลุ่มมิจฉาชีพกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง อาศัยจังหวะที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่ “โหมดประหยัด” ต้องการมองหาดีลราคาคุ้มค่า โปรโมชันพิเศษ หรือส่วนลดท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ถูกใช้ในการหลอกลวงผู้บริโภค

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการกลับมาของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “หลอกขายวอเชอร์ท่องเที่ยว” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เทศกาล และฤดูกาลท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อดีลท่องเที่ยวผ่านออนไลน์มากขึ้น ทั้งจาก Facebook, TikTok, LINE หรือช่องทางโซเชียลต่าง ๆ บวกกับ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนไปจากภาวะทางเศรษฐกิจ หลายคนมองหาทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทำให้คำว่า Flash Sale, ราคาพิเศษ, ดีลหลุดจอง หรือ ลดเฉพาะวันนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ดึงดูดความสนใจ และเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ รูปแบบการหลอกลวงมีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้รูปภาพ การรีวิว และข้อมูลจากโรงแรมหรือร้านอาหารจริงมาสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสร้างเพจปลอม รีวิวปลอม ระบบตอบแชตอัตโนมัติ หรือแม้แต่คลิปวิดีโอปลอม เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นผู้ขายจริง ตัวอย่างการหลอกลวงที่พบมาก ได้แก่ หลอกขายวอเชอร์โรงแรมหรูในราคาถูกผิดปกติ โปรโมชัน Flash Sale จำกัดเวลา เพื่อเร่งให้รีบโอนเงิน หลอกขายแพ็กเกจท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน หรือบุฟเฟต์ชื่อดัง ส่ง QR Code หรือเอกสารยืนยันการจองปลอม หลอกให้ชำระเงินเพิ่มเติมภายหลัง เช่น ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

นางสาวณีรนุช กล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้กลับมาระบาดอีกครั้ง คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยคนส่วนใหญ่เริ่มซื้อดีลผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น และตัดสินใจรวดเร็วขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคา ส่งผลให้หลายครั้งขาดการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก่อนโอนเงิน เราต้องเข้าใจว่าวันนี้ภัยออนไลน์ไม่ได้มาในรูปแบบที่ดูน่าสงสัยเหมือนในอดีต แต่ถูกออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือเหมือนแบรนด์จริงทุกอย่าง ทั้งการใช้รูปภาพ รีวิว ผู้ติดตาม หรือแม้แต่การพูดคุยในแชต ทำให้ผู้บริโภครู้ตัวอีกทีก็ตอนสูญเสียเงินไปแล้ว

มาคาเลียส ในฐานะแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์ด้านท่องเที่ยว จึงขอแนะนำผู้บริโภคให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อวอเชอร์ออนไลน์ โดยมีข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้

1. ตรวจสอบตัวตนของผู้ขายให้ละเอียด
ควรตรวจสอบว่าเพจหรือเว็บไซต์มีตัวตนจริงหรือไม่ มีข้อมูลบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และช่องทางติดต่อชัดเจน รวมถึงควรตรวจสอบว่าเปิดให้บริการมานานเพียงใด หากเป็นเพจใหม่ ยอดผู้ติดตามน้อย หรือเปลี่ยนชื่อเพจบ่อย ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2. อย่าหลงเชื่อ “ราคาถูกผิดปกติ”
หากพบวอเชอร์ที่ลดราคาสูงเกินจริง เช่น ลดมากกว่า 50-70% จากราคาปกติ หรือเป็นดีลที่ “ถูกเกินไปจนไม่น่าเป็นไปได้” ควรตั้งข้อสังเกตทันที เพราะมิจฉาชีพมักใช้ราคาเป็นจุดดึงดูดสำคัญในการหลอกเหยื่อ

3. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล
แพลตฟอร์มหรือผู้ขายที่น่าเชื่อถือ ควรมีระบบชำระเงินที่ตรวจสอบได้ หรือใช้บัญชีในนามบริษัท หากผู้ขายเร่งรัดให้โอนเข้าบัญชีบุคคล หรือแจ้งว่า ระบบมีปัญหา ขอให้โอนตรง ควรหลีกเลี่ยงทันที

4. ตรวจสอบรีวิวจากหลายช่องทาง
ไม่ควรเชื่อรีวิวในหน้าเพจเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสามารถสร้างรีวิวปลอมได้ง่าย ควรค้นหาชื่อแบรนด์หรือชื่อเพจเพิ่มเติมจากช่องทางโซเชียลอื่น ๆ เพื่อดูประสบการณ์จริงจากผู้ใช้งาน

5. ติดต่อสถานประกอบการโดยตรงก่อนชำระเงิน
หากเป็นดีลโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ควรโทรสอบถามกับสถานประกอบการโดยตรงว่า มีโปรโมชันดังกล่าวจริงหรือไม่ และผู้ขายเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับอนุญาตหรือเปล่า

6. ระวังการเร่งให้รีบตัดสินใจ
ข้อความประเภท “เหลือสิทธิ์สุดท้าย”, “หมดภายใน 10 นาที” หรือ “ราคาพิเศษเฉพาะวันนี้” เป็นเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้สร้างความกดดันทางจิตวิทยา เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

7. เลือกซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ
ควรเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบยืนยันการซื้อขาย มี Customer Support สามารถตรวจสอบประวัติการสั่งซื้อได้ และมีช่องทางช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหา

“ปัจจุบันภัยออนไลน์มีความแนบเนียนมากขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเช่นกัน เพราะแม้เพจหรือเว็บไซต์จะดูน่าเชื่อถือ ก็อาจเป็นของปลอมได้ ดังนั้นการซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง ช่วยสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน” นางสาวณีรนุช กล่าวทิ้งท้าย

พรีเมียร์ลีกจับตา ‘เคโตะ นากามูระ’!! ฟอร์มสะดุดตา จนพรีเมียร์ลีกต้องหันมามอง เอฟเวอร์ตัน–บอร์นมัธ–ฟูแลม สนคว้า ‘นากามูระ’ เสริมทัพ หลังโชว์ฟอร์มเด่นกับญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2026

เคโตะ นากามูระ ตกเป็นข่าวกำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจกับทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2026

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เคโตะ นากามูระ กองกลางทีมชาติญี่ปุ่น กำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในฟุตบอลโลก 2026

แม้ญี่ปุ่นจะสิ้นสุดเส้นทางฟุตบอลโลกหนนี้เพียงรอบ 32 ทีมสุดท้าย แต่นากามูระก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้ญี่ปุ่นตลอดการแข่งขันทั้ง 4 แมตช์ โดยยิงไป 1 ประตู และทำแอสซิสต์ 1 ครั้ง

รายงานระบุว่ามีอย่างน้อย 3 ทีมจากพรีเมียร์ลีก ได้แก่ เอฟเวอร์ตัน, บอร์นมัธ และฟูแลม ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าสนใจนากามูระ แถมยังเคยมีข่าวว่าบียาร์เรอัล จากสเปน และเบซิกตัส จากตุรกี ที่อยากได้แข้งรายนี้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนากามูระเล่นกับแร็งส์ ในลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส ซึ่งฝั่งแร็งส์ก็มีท่าทีพร้อมเปิดทางให้ดาวเตะแดนซามูไรย้ายทีมหากได้รับข้อเสนอที่เหมาะสม โดยรายงานระบุว่าสโมสรน่าจะอยากได้ค่าตัวประมาณ 21.5 ล้านปอนด์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10308172


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top