Tuesday, 8 September 2026
ThaiCulture

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด

ส่องชุดประจำชาติไทยที่ใช้ประกวดบนเวที Miss Universe 2019-2024 สวยจึ้งสะดุดตา

1.  2019 "ผีตาโขน Festival of Thailand"
เป็นไอเดียที่ชนะเลิศจากการแข่งขันประกวดชุดประจำชาติในโครงการ ‘ความเป็นไทยร่วมสมัยที่ฟ้าใสจะใส่ไปคว้ามง’ 

2.  2020 "ไตรรงค์อนงนาถสุพรรณมัจฉา"
ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก “นางสุพรรณมัจฉา” ซึ่งเป็นนางในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ โดยได้นำความงามสง่าของนางสุพรรณมัจฉามาผสมผสานกับความงามของ “ปลากัดไทย” หรือ “นักสู้แห่งสายน้ำของสยามประเทศ” (The River Fighter of Siam) สัตว์น้ำประจำชาติที่ทรงคุณค่าและมีสีสันสวยงาม ซึ่งในปีนี้ “ปลากัดไทย” จะได้แหวกว่ายบนเวทีจักรวาล ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “นักสู้ของไทย”

3. 2021 "นางคาด"
ชุดประจำชาติไทย "นางคาด" แรงบันดาลใจ "พลังเลือดนักสู้ในตัวหญิงสาว" ผ่านรูปแบบศิลปะการต่อสู้ไทยโบราณที่เรียกว่า "มวยคาดเชือก" ประยุกต์เข้ากับความเป็นสากล

4. 2022 "สงกรานต์เทวี"
สัญลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนางสงกรานต์ประจำปี 2566 ชื่อว่า นาง “กิมิทาเทวี” หนึ่งในเทพธิดา (goddess) ทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหม ลวดลายของชุดได้แรงบันดาลใจมาจากหัตถศิลป์ หัตถกรรม ผ้าทอโบราณ “ผ้าทอลายน้ำไหล” ประดับตกแต่งด้วยงานปัก ลูกปัด คริสตัล เลื่อม และขวดน้ำที่เหลือใช้จากการบริโภค นำมาประยุกต์ให้มีความทันสมัย “ขันเงิน” ที่ทำโดยช่างฝีมือคนไทย สื่อถึงการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การเล่นน้ำ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน

5. 2023 "เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา"
ชุด "เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา" ได้รับแรงบันดาลจากรูปปั้น "พระแม่ธรณี" ในช่วงยุคอยุธยาที่สามและสี่ของอาณาจักรสยามที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 14 ถึง 18 "พระแม่ธรณี" เทพธิดาแห่งโลกหรือแม่ธรณีในประวัติศาสตร์พุทธไทย ถูกนับถือเป็นอย่างสูงและได้รับบูชาตลอดประวัติศาสตร์ไทย

6. 2024 "ชุดสยามมานุสตรี"
ชุดสยามมานุสตรี ซึ่งเป็นชุดที่โอปอลสวมใส่ขึ้นอวดความสวยอลังการในการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024 และเป็น 1 ใน 10 ชุดที่ดีที่สุดในรอบการประกวดดังกล่าว

'สงกรานต์' พลัง Soft Power ไทย สร้างมิตรภาพและภาพลักษณ์ประเทศผ่านวัฒนธรรม

แม้หลายคนจะจดจำ "สงกรานต์" ในฐานะเทศกาลเล่นน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่สำหรับผู้คนจากหลากหลายประเทศ สงกรานต์กลับมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ การแบ่งปันความปรารถนาดี และการเชื่อมโยงผู้คนผ่านวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ Soft Power ไทย ที่สามารถสร้างความประทับใจและความเข้าใจข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมระดับโลก ถ่ายทอดเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง จนทำให้สงกรานต์กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ผู้คนทั่วโลกรอคอยและอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สงกรานต์ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น ไม่เพียงในฐานะเทศกาลท่องเที่ยว แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดคุณค่าของสังคมไทย ทั้งความเคารพต่อผู้ใหญ่ การรดน้ำดำหัว การรวมตัวของครอบครัว ตลอดจนการแบ่งปันรอยยิ้มและมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก

ภาพบรรยากาศจากงาน The Diplomat Splash งานเลี้ยงสงกรานต์ประจำปีที่จัดขึ้นสำหรับคณะทูต ครอบครัว และมิตรสหายจากนานาประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสงกรานต์ในฐานะ "สะพานเชื่อมความสัมพันธ์" ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก ผู้เข้าร่วมงานต่างได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายด้วยเสื้อลายดอก การละเล่นแบบไทย อาหารไทย หรือการแลกเปลี่ยนบทสนทนาท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรไมตรี

กิจกรรมลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมสามารถเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ทรงพลัง เพราะช่วยลดช่องว่างด้านภาษา เชื้อชาติ และความแตกต่างทางวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านประสบการณ์ร่วม มากกว่าการสื่อสารด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดของ Amazing Thailand ที่มุ่งส่งมอบ "Meaningful Travel" หรือการเดินทางที่สร้างคุณค่าและความประทับใจผ่านอัตลักษณ์ความเป็นไทย

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สงกรานต์ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการ "เยียวยา" ทั้งในระดับบุคคลและสังคม การได้กลับมาพบปะครอบครัว การให้อภัย การเริ่มต้นสิ่งใหม่ และการใช้เวลาร่วมกับผู้คน ล้วนเป็นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับในทุกวัฒนธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวต่างชาติจำนวนมากต่างรู้สึกผูกพันกับเทศกาลนี้ แม้จะไม่ได้เกิดหรือเติบโตในประเทศไทยก็ตาม

ความสำเร็จของงาน The Diplomat Splash ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดย Nomad Media ได้กล่าวขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Amazing Thailand), Blue Elephant Bangkok Sathorn Cooking School & Restaurant, Tapori, ThaiBev, Marvel Wines และ MedPark Hospital – International & Expats ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ จนกลายเป็นอีกเวทีสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติ

ในยุคที่การแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี "วัฒนธรรม" กลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนได้อย่างยั่งยืน และสงกรานต์ก็คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Soft Power ไทย ที่ไม่ได้มีเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ยังถ่ายทอดเรื่องราวของความอบอุ่น ความเอื้อเฟื้อ และการอยู่ร่วมกันอย่างงดงาม

เมื่อผู้คนจากหลากหลายประเทศต่างยิ้ม หัวเราะ และร่วมแบ่งปันประสบการณ์เดียวกันในเทศกาลนี้ สงกรานต์จึงไม่ได้เป็นเพียงประเพณีของคนไทยอีกต่อไป หากแต่เป็นภาษาสากลของมิตรภาพ ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกผ่านเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยได้อย่างทรงพลัง พร้อมตอกย้ำบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Amazing Thailand) ในการผลักดันเทศกาลไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศผ่านพลังของ Soft Power อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top