Thursday, 4 June 2026
STEM

‘ไทย’ คว้าอันดับ 7 ดัชนีของเอเชียแปซิฟิก ด้านความเป็นเลิศการศึกษา ‘STEM’

นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญสูงสุดในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยล่าสุด Center for Excellence in Education (CEE) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรได้สร้างดัชนีความพร้อมด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกในการเปรียบเทียบคุณภาพของนักเรียนประเทศต่าง ๆ 

สำหรับดัชนีความเป็นเลิศของ CEE ในด้านการศึกษา STEM จะประเมินว่านักเรียนมีความพร้อมทางวิชาการสำหรับการแข่งขันระดับโลก โดยจะเปรียบเทียบผลงานโอลิมปิกวิชาการโดยรวมตามประเทศ คำนวณค่าเฉลี่ยและการจัดอันดับตามประเทศที่เข้าร่วม และตรวจสอบผลงานของนักเรียนในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ STEM ทั้ง 5 รายการ

ทั้งนี้ ดัชนีฯ ดังกล่าวช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษามีเครื่องมือสำคัญในการวัดว่านักสร้างสรรค์รุ่นต่อไปของแต่ละประเทศมีอนาคตดีเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้สร้างนวัตกรรมทั่วโลก โดยการพัฒนาเศรษฐกิจจีนมีความเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของจีนในการแข่งขัน STEM Olympiads การทบทวนวิธีที่จะฝึกอบรมผู้นำรุ่นต่อไปจะต้องรวมเครื่องมือนี้ไว้ด้วย

สำหรับ ดัชนีฯ นี้จะแสดงข้อมูลต่อไปนี้ตามผลรวมของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนานาชาติในสาขาชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และสารสนเทศ (IT) โดยในการจัดอันดับดัชนีฯ พบว่า อันดับ 1. ได้แก่ จีน อันดับ 2. เกาหลีใต้ อันดับ 3. สิงคโปร์ อันดับ 4. เวียดนาม อันดับ 5. ญี่ปุ่น อันดับ 6. ไต้หวัน อันดับ 7. ไทย อันดับ 8. อิหร่าน อันดับ 9. อินโดนีเซีย อันดับ 10. อินเดีย อันดับ 11. ออสเตรเลีย และอันดับ 12. ฮ่องกง

ซึ่งดัชนีฯ ยังเผยให้เห็นว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียได้เข้ามาครองการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ส่งผลให้ผลงานของนักเรียนจากยุโรปลดลง ตัวอย่างเช่น เยอรมนี เป็นประเทศแรกในปี 1989, 1988 และ 1982 แต่หลังจากนั้นก็ถูกเขี่ยออกจาก 30 อันดับแรก แม้ว่าจะมีประชากรเพียง 1/8 ของเยอรมนี แต่ฮังการีก็ยังคงรั้งอันดับที่ 20 ได้ ซึ่งถือเป็นการลดลง จากอันดับ 1 หรือ 2 ที่ได้รับในทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 

โดยน่าประหลาดใจที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรน้อยกว่า 6 ล้านคน (น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของฮังการี) สามารถเสมอกับเวียดนามเป็นอันดับที่ 5 ได้ การทบทวนผลงานของทีม USA ตั้งแต่ปี 1993 ถึงปัจจุบันเผยให้เห็นอันดับเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นแนวโน้มแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากการจัดอันดับอันดับที่หกโดยประมาณเป็นอันดับสองหรือสามรองจากจีน

นอกจากนี้ การแข่งขันที่ดุเดือดในธุรกิจระดับโลกได้ผลักดันให้นักศึกษามีความเป็นเลิศในการแข่งขันทางวิชาการเพื่อที่จะโดดเด่น จากข้อมูลของ DiGennaro รัฐบาลส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนโครงการโอลิมปิกวิชาการในประเทศต่าง ๆ รวมถึงการฝึกอบรมและทรัพยากรอื่นๆ เช่น ครูและนักเรียน อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

โดยประเทศจีนได้ลงทุนมหาศาลในการแข่งขันเหล่านี้ และอาจจะทำให้จีนได้เปรียบอย่างมากนอกเหนือจากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ สิ่งสำคัญ คือ ต้องเน้นว่าจีนใช้เงินจำนวนมากกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งลดลงในยุโรป

‘ยูเนสโก’ เลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งสถาบันศึกษา STEM ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางวิทย์ฯ-เทคโนโลยีระดับโลก

(7 ต.ค. 68) องค์การยูเนสโก (UNESCO) และรัฐบาลจีนเปิด “สถาบันนานาชาติด้านการศึกษา STEM” อย่างเป็นทางการที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นศูนย์หมวด 1 (Category 1 Center) แห่งแรกของยูเนสโกในจีน และเป็นแห่งแรกนอกยุโรปและอเมริกาเหนือ หลังได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ยูเนสโกเมื่อปี 2566

สถาบันแห่งนี้จะมุ่งส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงผู้ใหญ่ เน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายห้วย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีศึกษาธิการจีน ระบุว่านี่คือก้าวสำคัญในความร่วมมือระหว่างจีนกับยูเนสโก และเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาที่เปิดกว้างของจีน พร้อมยืนยันว่าจีนจะสนับสนุนสถาบันนี้ให้เป็นศูนย์กลางนานาชาติด้านนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้านนายกง เจิ้ง (Gong zheng) นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า เมืองจะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกระดับการเปิดกว้างทางการศึกษา และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ส่วนออเดรย์ อาซูเลย์ (Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ย้ำว่าศูนย์ใหม่นี้สะท้อนความร่วมมืออันยาวนานระหว่างจีนกับยูเนสโก และจะช่วยผลักดันความเท่าเทียมทางการศึกษาในระดับโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top