Thursday, 4 June 2026
Starlink

จีนวีนแตก!! หลังต้องย้ายสถานีอวกาศหนี เหตุดาวเทียมของ​ 'อีลอน มัสก์'​ โฉบใกล้บ่อยเกิน

ขึ้นชื่อว่า "สงครามเย็น" เหล่าชาติมหาอำนาจย่อมพร้อมจะทะเลาะกันได้ที่ทุก ที่เวลา ตั้งแต่บนพื้นผิวโลกยันนอกชั้นอวกาศ 

ล่าสุดรัฐบาลจีนปักกิ่งส่งเรื่องฟ้องร้องถึงองค์การสหประชาชาติ อันเนื่องมาจากดาวเทียม Starlink ของ อีลอน มัสก์ ถึง 2 ดวง ได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้วงโคจรของสถานีอวกาศเทียนกงของจีนมากเกินไป และหวุดหวิดที่จะชนกันอยู่ถึง 2 ครั้งในเดือนกรกฎาคม และ ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา จนต้องย้ายตำแหน่งสถานีอวกาศหนี ทางรัฐบาลจีนไม่ไหวจะทน ต้องส่งหนังสือร้องเรียนถึงหน่วยงานด้านอวกาศขององค์การสหประชาชาติ ให้สหรัฐอเมริกาออกมาแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้ 

ซึ่งสถานีอวกาศเทียนกง ถือเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของการพัฒนาด้านอวกาศของจีน หลังจากที่จีนประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ - 5 ไปลงบนดวงจันทร์ด้านที่ไม่เคยมีชาติใดสำรวจมาก่อน และ ส่งยานสำรวจจู้หรง ลงพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จเป็นชาติที่ 2 ของโลกต่อจากสหรัฐอเมริกา โดยสถานีอวกาศเทียนกงมีกำหนดพร้อมปฏิบัติการจริงอย่างเป็นทางการในกลางปี 2022 

แต่จากเหตุการณ์ที่สถานีอวกาศจีนต้องหลบวงโคจรของดาวเทียมเอกชนของค่าย SpaceX ถึง 2 ครั้งภายในระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 3 เดือน ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน และความปลอดภัยของนักบินอวกาศจีนที่ต้องไปปฏิบัติหน้าที่บนสถานีเทียนกงในอนาคตได้ 

ทางฝ่ายจีนได้ระบุในจดหมายร้องเรียนถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติให้สหรัฐอเมริกาปฏิบัติตามสนธิสัญญาอวกาศสากล แม้จะอยู่ในพื้นที่นอกโลกก็ตาม 

'อีลอน มัสก์' เผย Starlink ต้องถือสิทธิ์เจ้าของกิจการในไต้หวัน 100%  แลกอินเทอร์เน็ตดาวเทียมแบบเร่งด่วน เพื่อทำสงครามกับจีน

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริหารเบอร์ต้นๆ ของโลก การจะเจรจาเรื่องธุรกิจใดสักอย่าง จึงย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้วสำหรับ อีลอน มัสก์ ที่ตอนนี้ดูแลกิจการยักษ์ใหญ่ ทั้ง Tesla, SpaceX และล่าสุดกับระบบอินเตอร์เนตดาวเทียม Starlink ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ 

โดยไม่นานมานี้ อีลอน มัสก์ ได้นำเสนอไอเดียให้รัฐบาลไต้หวัน พิจารณาดาวเทียม Starlink เป็นระบบ Backup สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตสำรอง กันการโจมตีจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อให้ไต้หวันมั่นใจว่าการสื่อสาร และ ส่งผ่านข้อมูลสำคัญในประเทศยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัดแม้จะมีความพยายามตัดระบบเคเบิลพื้นฐานจนได้รับความเสียหาย

ข้อเสนอของอีลอน มัสก์ เกิดขึ้นหลังจากที่สายเคเบิลใต้ทะเล 'ไต้หวัน-มัทสุ' ทั้ง 2 เส้น ที่ลากผ่านใกล้พรมแดนทางทะเลระหว่างจีน และ ไต้หวันถูกตัดขาด โดยเรือประมงจีนลำหนึ่ง และเรือขนส่งจีนอีกลำหนึ่ง เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทางไต้หวันตั้งข้อสงสัยว่าจีนจงใจแล่นเรือผ่านเพื่อตัดเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลของไต้หวัน ทำให้ชาวไต้หวันกว่า 14,000 คน ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ 

จากเหตุการณ์นี้ จึงนำไปสู่การพิจารณาในการพัฒนาระบบอินเตอร์เนตดาวเทียมเป็นกรณีเร่งด่วน ไว้เป็นแผนสำรองเตรียมรับมือกับจีน 

โดยก่อนหน้านี้ ทางรัฐบาลไต้หวันได้ริเริ่มโครงการระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของตัวเองตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว (2565) โดยเล็งเห็นตัวอย่างจากสงครามในยูเครน ที่ระบบสื่อสารออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศจะขาดไม่ได้ และต้องการให้มีเน็ตเวิร์กสำรองในยามสงคราม เช่นเดียวกับโมเดล Starlink ในยูเครน 

แต่ด้วยเหตุการณ์สายเคเบิลใต้ทะลขาดที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลไต้หวันเห็นว่า แผนพัฒนาอินเทอร์เน็ตดาวเทียมเป็นสิ่งที่รอไม่ได้อีกต่อไป และอาจต้องพึ่งพาบริการของ Starlink ที่มีดาวเทียมเครือข่ายพร้อมใช้ และเปิดให้บริการครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดถึง 7 ทวีป รวมถึง แอนตาร์กติกา ด้วย 

ทว่า ด้วยความเป็นคนไม่ธรรมดาของ อีลอน มัสก์ ก็ได้ใช้โอกาสนี้ยื่นข้อเสนออย่างเด็ดขาดมายังรัฐบาลไต้หวันว่า Starlink ต้องเป็นเจ้าของกิจการในระบบที่ไต้หวัน 100% เท่านั้น หากไม่แล้ว ก็จะล้มเลิกข้อตกลงทั้งหมด 

ทั้งนี้หากย้อนไปช่วงปี 2019 สื่อไต้หวันได้รายงานว่า อีลอน มัสก์ เริ่มนำเสนอธุรกิจอินทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ให้กับรัฐบาลไต้หวันมาแล้วตั้งแต่ตอนนั้น แต่ตามกฎหมายของไต้หวันระบุว่า ธุรกิจโทรคมนาคมที่ต้องร่วมค้ากับบริษัทต่างชาติ จำเป็นต้องมีบริษัทไต้หวันถือหุ้นส่วนอย่างน้อย 51% 

แต่เมื่ออีลอน มัสก์ ยืนยันว่า Starlink ต้องการดำเนินธุรกิจในไต้หวัน ด้วยสิทธิ์การเป็นเจ้าของกิจการ 100% เท่านั้น โดยอีลอน มัสก์ ยืนยันว่าเป็นโมเดลธุรกิจของ Starlink ที่ทำในทุกประเทศทั่วโลก นั่นก็หมายความว่า หากรัฐบาลไต้หวันต้องการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ Starlink ก็ต้องแก้กฎหมายเพื่อเปิดทางให้กับธุรกิจของอีลอน มัสก์

นี่ถือเป็นเงื่อนไขที่ไม่ง่ายทั้งสำหรับ รัฐบาลไต้หวัน และ ธุรกิจ Starlink เอง และปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความต้องการระบบดาวเทียม แต่อยู่ที่เงื่อนเวลาว่าทางไต้หวันรอได้หรือไม่ ที่ต้องรับมือกับความกดดันจากจีน 

เพราะตอนนี้ ไต้หวันก็กำลังพัฒนาอินเทอร์เน็ตดาวเทียมร่วมกับ OneWeb บริษัทของอังกฤษ และมีการทดลองใช้ในบางพื้นที่บ้างแล้ว แต่อาจต้องรอเวลาอีก 2-3 ปี ในการเปิดให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ 

ขณะเดียวกัน หากไต้หวันรอไม่ได้แล้ว เพราะสถานการณ์ความตึงเครียดกับจีน ไม่น่าไว้วางใจ Starlink อาจเป็นคำตอบที่เร็วที่สุดในเวลานี้ ที่ต้องแลกกับอธิปไตยเหนือสิทธิ์การควบคุมธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศ

ก็ต้องยอมรับว่า การสร้างความกดดัน หวั่นไหว สั่นประสาท ในลักษณะนี้ อีลอน เจ้าของ Twitter คนปัจจุบัน เขาปั่นเก่งนักแล...

'กสทช.' ไฟเขียว!! 'ม.อ.' ได้ใช้ Starlink ของ 'อีลอน มัสก์' รายแรกในไทย หนุนภารกิจช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัยและพื้นที่ห่างไกล 6 เดือน

เมื่อวานนี้ (28 ธ.ค. 66) รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดได้อนุมัติให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ใช้คลื่นความถี่ย่าน Ku-Band (Uplink : 14-14.5 GHz และ Downlink : 10.7-12.7 GHz) ของดาวเทียมต่างชาติกลุ่มดาวเทียม Starlink ซึ่งเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO)

สำหรับใช้ในการทดลองทดสอบรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัยและภารกิจอื่นในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายภาคพื้นดินไปไม่ถึง เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือน

Starlink เป็นโครงการสร้างโครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) โดยไม่ต้องใช้สาย ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทเทคโนโลยีอวกาศ SpaceX ของมหาเศรษฐี ‘อีลอน มัสก์’ เจ้าของ Tesla และทวิตเตอร์ หรือ X ในปัจจุบัน โครงข่าย Starlink สามารถปล่อยสัญญาณบรอดแบนด์ได้ราว 32 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในพื้นที่สงครามอย่างยูเครน-รัสเซีย

ข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า ปัจจุบันโครงข่ายของ Starlink เข้าถึงประชากร 2.3 ล้านคน ใน 70 ประเทศแล้ว

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ให้ข้อมูลในกรณีนี้ว่า เป็นการพิจารณาตามที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร้องขอ ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยเคยได้รับอนุญาตให้เป็นพื้นที่ทดลองทดสอบ (Sandbox) ในการพัฒนา 5G Usecase มาก่อน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี

“ครั้งนี้ต้องการทดลองทดสอบนวัตกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งจะมีประโยชน์มากในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามเกาะแก่ง หรือตามป่าเขา ที่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตภาคพื้นดิน หรือโครงข่ายไร้สาย 4G หรือ 5G ไปไม่ถึง ซึ่งภาคใต้ของประเทศไทยยังคงมีปัญหาดังกล่าว และครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่อนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียม Starlink มาทดลองทดสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Broadband)”

แม้ว่าจะใช้คลื่นความถี่ในย่าน Ku Band เหมือนกับดาวเทียมไทยคม 5 และไทยคม 8 ที่ใช้งานแพร่ภาพโทรทัศน์ (Broadcast) แต่ก็ไม่ทับซ้อนกัน โดยที่ดาวเทียมไทยคม 5 ใช้ Downlink : 12.272-12.604 GHz และไทยคม 8 ใช้ Downlink : 11.48-11.70 GHz

“กสทช. ก็มีข้อสังเกตในการทดลองทดสอบครั้งนี้ถึงผลกระทบที่อาจเกิดคลื่นความถี่รบกวนกันด้วย จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ก่อนจะมีการอนุญาตให้ใช้งานจริงควรทดสอบก่อน โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมโครงข่ายกรณีภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตเรือที่ประสบภัย”

การทดลองทดสอบ (Sandbox) ในการรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีดาวเทียมวงโคจรต่ำที่เป็นกลุ่มดาวเทียมใช้งาน Broadband เช่นนี้

สำหรับดาวเทียมสัญชาติไทยที่ กสทช.ประมูลและอนุญาตในต้นปีที่ผ่านมาเป็นดาวเทียมวงโคจรประจำที่ (Geo-Stationary Earth Orbit : GEO) และการอนุญาตในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการอนุญาตเพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

“หากให้มหาวิทยาลัยได้ทำการทดลองทดสอบเพื่อได้ศึกษาถึงเทคโนโลยีดังกล่าวที่มีความแตกต่างกัน และได้องค์ความรู้ทั้งในด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการค้นหาและช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัย จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ” พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์กล่าว

‘ยูเครน’ โวย!! Starlink ให้กองทัพรัสเซียใช้ได้ไง ด้าน ‘อีลอน มัสก์’ แจง!! “มันเป็นแค่ข่าวปลอม”

สำนักหน่วยข่าวกรองของยูเครน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน Telegram ว่า ตอนนี้กองทัพรัสเซียกำลังใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ของ อีลอน มัสก์ ในเขตพื้นที่ยึดครองของรัสเซียในยูเครน พร้อมแนบหลักฐานเป็นคลิปสนทนาสั้น ๆ ที่ระบุว่าเป็นทหารรัสเซียที่คุยกันว่า ‘พวกเขากำลังใช้อินเทอร์เน็ตของ Starlink อยู่’ 

ด้าน อังเดรย์ ยูซอฟ ตัวแทนจากหน่วยข่าวกรองของยูเครนออกมากล่าวว่า ทางยูเครนมีหลักฐานการแอบใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ของกองทัพรัสเซียเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่ปัญหาในเชิงระบบในไม่ช้า อีกทั้งยังเปิดเผยด้วยว่า กองกำลังฝ่ายรัสเซีย และพื้นที่ที่พบการใช้งาน ก็คือ กองพลจู่โจมทางอากาศที่ 83 ที่ปักหลักโจมตีในเมือง Klishchiivka และ Andriivka ในเขตแคว้นโดเนตสค์ ซึ่งตอนนี้อยู่ในพื้นที่ยึดครองของรัสเซีย

Starlink เป็นบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของอีลอน มัสก์ ปัจจุบันมีดาวเทียมส่งสัญญาณมากถึง 5,289 ดวง ครอบคลุมการใช้งานถึง 70 ประเทศในทุกทวีปทั่วโลก โดยอีลอน มัสก์ ได้เปิดให้ยูเครนใช้บริการ Starlink เป็นกรณีพิเศษ ตั้งแต่ช่วงเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครน เพื่อสนับสนุนการตอบโต้ของกองทัพยูเครน 

แต่ทว่า ต่อมาความสัมพันธ์ของอีลอน มัสก์ และ รัฐบาลยูเครนเริ่มเย็นชาต่อกัน ตั้งแต่ที่อีลอน มัสก์ สั่งให้ระงับสัญญาณในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทางคาบสมุทรไครเมีย ทำให้กองทัพยูเครนต้องพับแผนการโจมตีไครเมียด้วยโดรนพิฆาตไป โดยอีลอน อ้างว่า การโจมตีของฝ่ายยูเครนในพื้นที่ไครเมียอาจทำให้สงครามเข้าสู่จุดที่เลวร้ายมากกว่าเดิม จนถึงขั้นสงครามนิวเคลียร์ได้ 

จนกระทั่งวันนี้ที่หน่วยข่าวกรองยูเครนออกมาแถลงว่า พบหลักฐานว่ากองทัพรัสเซียสามารถเข้าถึงบริการ Starlink ของอีลอน มัสก์ ได้แล้ว พร้อมข่าวลือแพร่สะพัดว่า รัสเซียซื้ออุปกรณ์สัญญาณถูกลิขสิทธิ์ของ Starlink ผ่านทางรัฐบาลดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เป็นเหตุให้อีลอน มัสก์ ต้องออกมาโพสต์ผ่าน X ว่า “มีการปล่อยข่าวปลอมมากมายว่า SpaceX กำลังจะเปิดสัญญาณ Starlink ให้รัสเซีย ซึ่งมันเป็นแค่ข่าวปลอม สิ่งที่พวกคุณควรรู้ไว้คือ เราไม่เคยขาย Starlink ให้รัสเซีย ไม่ว่าจะทางตรง หรือ ทางอ้อม ใด ๆ ทั้งสิ้น”

เช่นเดียวกับทางรัสเซีย ดมิตริ เพสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบเครมลิน ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของยูเครนที่ว่า กองทัพรัสเซียแอบมาขโมยเสาสัญญาณ Starlink ไปใช้ หรือได้ใช้อินเทอร์เน็ต Starlink ในเขตยึดครองโดเนตสค์

แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ฝ่ายกองทัพรัสเซียจะเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตของ Starlink ได้ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตดาวเทียม ส่งสัญญาณตามขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ทหารรัสเซียก็มีโอกาสเข้าถึง Starlink ในพื้นที่ของยูเครน และอาจทำการปลอมแปลงข้อมูลเขตภูมิศาสตร์ให้แสดงว่ากำลังใช้งานอยู่ในพื้นที่ที่ถูกบล็อก หรืออยู่นอกเขตบริการ Starlink ก็ทำได้เช่นกัน

ในยุค Internet of Things ทุกอย่างเสกสรรได้ด้วยอินเทอร์เน็ต ไม่เว้นแต่ความได้เปรียบในการทำศึกสงครามที่ไม่ได้วัดด้วยปริมาณกำลังพลเสมอไป ดังนั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เสมอกันของฝั่งศัตรู ไม่ว่าจะซื้อใช้เอง ขอยืมใช้ หรือแอบใช้ ก็สร้างความระแวงได้เหมือนกัน

กลุ่มสแกมเมอร์เมียนมาหันใช้ Starlink ของ ‘อีลอน มัสก์’ หลังหน่วยงานไทยตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในเมืองเมียวดี

(22 ก.ค. 68) แม้ไทยจะพยายามตัดสายอินเทอร์เน็ตเพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา แต่ขบวนการเหล่านี้กลับหันมาใช้ 'Starlink' บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แทน ส่งผลให้เห็นจานดาวเทียมสีขาวผุดเต็มหลังคาตึกในพื้นที่

ข้อมูลจากองค์กร International Justice Mission (IJM) ระบุว่า จำนวนการเชื่อมต่อ Starlink ในแหล่งอาชญากรรมรอบเมียวดีเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายใน 1 ปี หลังจากไทยเริ่มตัดสายอินเทอร์เน็ตในปี 2024 และแม้การใช้งานอาจประเมินได้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่แนวโน้มก็ชัดเจนว่า Starlink กลายเป็นทางออกหลักของกลุ่มดังกล่าว

ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Earth ในปี 2025 ยืนยันว่ามีจาน Starlink ติดตั้งบนตึกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก ซึ่งไม่เคยมีให้เห็นในปีก่อน นอกจากนี้ มีการเปิดเผยว่าขนาดจานรับสัญญาณมีขนาดเล็กพอจะใส่เป้สะพายหลังได้ ทำให้ลักลอบขนผ่านชายแดนได้สะดวก

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ Starlink ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างเป็นทางการในเมียนมา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นโครงข่ายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง KK Park อาณาจักรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเมียวดี ที่มีเครือข่ายใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ  เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย


ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ

โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย

นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ

ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง

ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย

ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top