Thursday, 4 June 2026
SMEไทย

CP Seeding 'องค์ความรู้-ศักยภาพ' แห่งเครือ CP หนุน!! ผู้ประกอบการ SME ไทย GO INTER

จากรายการ THE TOMORROW ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES เมื่อวันที่ 18 พ.ย.66 ได้พูดคุยกับ คุณเอกชัย ตั้งรัตนาวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในฐานะขององค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ ได้รับโอกาสทางธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม CPseeding.com และสามารถขยายธุรกิจไประดับโลกได้ ว่า...

CP Seeding เป็นหน่วยงานที่ CP สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เติบโตได้ ด้วยกลไกต่าง ๆที่ทาง CP พร้อมสนับสนุน เนื่องจากมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจประสบความสำเร็จมายาวนาน ซึ่งถ้านำองค์ความรู้ของ CP มาสนับสนุนผู้ประกอบการจะทำให้เติบโตได้เร็วขึ้น รวมทั้งกระบวนการพัฒนาและตลาดรองรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

คุณเอกชัย กล่าวว่า "เรามองผู้ประกอบการคนไทยเป็นดั่งพี่น้อง ดังนั้นการพัฒนาผู้ประกอบการ หรือธุรกิจ ของพี่น้องคนไทย ให้เติบโตไปด้วยกัน จะเป็นการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจทั้งประเทศให้ดีขึ้น และยกระดับสินค้าไทยให้มีมาตรฐานและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น"

คุณเอกชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "ผมมอง Mindset เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะ Mindset เถ้าแก่ เราต้องสร้างความเข้าใจในธุรกิจ เข้าใจกลไกของธุรกิจ โดย CP Seeding มีการวางกรอบการพัฒนาผู้ประกอบการออกเป็น 3 กรอบ ได้แก่ 

1.การเรียนรู้ตลาดก่อน ว่าสินค้าของผู้ประกอบการจะไปในทิศทางไหน ตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือไม่ 
2.การทำต้นแบบสินค้าจริง เพื่อทดลองตลาดจริงๆ แล้วนำมาพัฒนาปรับปรุง 
3.การเข้าสู่ตลาด เนื่องจากทาง CP มีฐานตลาดจำนวนมาก ทำให้วิเคราะห์ตลาดให้เหมาะสมกับสินค้าได้"

ปัจจุบัน CP Seeding ได้เปิดรับนักธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ 
1.กลุ่มเริ่มคิดทำธุรกิจ หรือยังไม่มีไอเดีย 
2.กลุ่มเกษตรกร 
3.กลุ่มสตรีทฟู้ด 
4.กลุ่มร้านอาหารและโรงแรม 
5.กลุ่มที่มีโรงงานและอยากผลิตสินค้าเข้าห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ 
6.กลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว ซึ่งจะสามารถขยายเพิ่มเติมไปยังต่างประเทศได้ 

ในส่วนจุดเด่นของ CP Seeding คุณเอกชัย กล่าวว่า "เป็นเรื่องของการ Support ข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้ประกอบการคือ ข้อมูล และเวลา จะเดินช้าไม่ได้ โดยผู้ประกอบการที่มาปรึกษากับเราส่วนใหญ่นิยาม CP Seeding ว่าเหมือนบันไดเลื่อน ช่วยให้สำเร็จรวดเร็วมากขึ้น ส่วนเป้าหมาย คาดหวังว่าจะช่วยผลักดันธุรกิจ หรือผมใช้คำว่าหาทีมชาติ 100 ผู้ประกอบการให้ไปตลาดโลกให้ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการพาผู้ประกอบการไทยไปสำรวจตลาดที่ต่างประเทศ (Business Survey) ซึ่งเราจะพาไปดูตลาดจริง กับผู้รู้จริง ๆ สำรวจพฤติกรรมของผู้ซื้อในแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร มี feedback กับสินค้าของเราอย่างไร ซึ่งตอนนี้มี แพลนพาผู้ประกอบการไปในรอบ ๆ บ้านเราก่อน เช่น กัมพูชา มาเลเซีย จีน เป็นต้น" 

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.cpseeding.com/ ทางบริษัทฯ เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ เติมเต็มองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

‘ดร.กอบศักดิ์’ แนะเร่งหามาตรการช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หลังจีน -สหรัฐฯปิดดีลเจรจาอาจกระทบสินค้าส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ เผยจีน-สหรัฐปิดดีลเจรจาภาษี จีนถูกเรียกเก็บภาษี 55% ส่วนจีนเก็บภาษีสหรัฐ 10% กระทบสินค้าส่งออกไทย แนะเตรียมมาตรการช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ ลุ้นไทยเจรจาสหรัฐลดภาษีต่ำกว่า 36%

(12 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ว่า “ปิดดีลจีน – โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths, magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

“ทั้งหมด รอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยยะกับไทย เพราะจากที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลย ที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจ ก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา (1) ได้เหลือ 10-20% (2) ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% China Flooding ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี”

‘กระทรวงอุตฯ’ หนุน!! ‘คนละครึ่งพลัส’ 44,000 ล้าน เสริมแกร่ง SME ผ่าน Digital Payment ขยายฐานลูกค้า

(13 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 'คนละครึ่งพลัส' วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่าย มากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 

1. เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน 'ถุงเงิน' เพื่อรับชําระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกําลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 

2. กลั่นกรองโดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนําดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทําตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 

3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

SME ไทย 2025 ยังเปราะบาง เศรษฐกิจโตต่ำ–เงินกู้หายาก ทางรอดอยู่ที่เงินสด ระบบ และนวัตกรรม สร้างความต่างด้วย ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ราคา’

สรุปเร็ว
ภาพรวม SME ไทยปี 2568 (2025) ยังเปราะบางจากเศรษฐกิจที่โตระดับต่ำ–กลางราว 2% ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อยังตึงและคุณภาพหนี้กดดัน การพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ (ซึ่งโดนหนี้ครัวเรือนสูงถ่วง) ทำให้หลายกิจการต้องบริหารเงินสด–ต้นทุนอย่างรัดกุม และรีบยกระดับ “ความแตกต่าง” ของสินค้า/บริการเพื่อหนีเกมตัดราคาเดิมๆ

ตัวเลขสำคัญที่ SME ควรรู้ (อัปเดต ต.ค. 2025)
• บทบาทของ SME ต่อเศรษฐกิจไทย: SME คือ 99.5% ของธุรกิจไทยทั้งหมด สร้างงาน 69.5% และคิดเป็น 35.3% ของ GDP—สะท้อนว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ แต่ยังขาดนวัตกรรมและการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าโลกในระดับที่เพียงพอ หากไม่เร่งยกระดับทักษะ–เทคโนโลยีจะเป็นคอขวดการเติบโตระยะยาว
• เศรษฐกิจโดยรวมโตต่ำ–กลาง 2%: หน่วยงานเศรษฐกิจประเมินปี 2025 โตประมาณ 1.8–2.3% (กึ่งกลาง 2.0%) ไตรมาส 2/2025 โต 2.8% YoY แต่ครึ่งปีหลังมีแรงกดจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แรง
• ดอกเบี้ยนโยบายทรงที่ 1.50%: มติ กนง. 8 ต.ค. 2025 คงดอกเบี้ย 1.50% (5–2 เสียง) ช่วยบรรเทาต้นทุนการเงินบางส่วน แต่ระบบธนาคารยังคัดกรองเข้มต่อสินเชื่อที่เสี่ยง
• ภาพสินเชื่อและคุณภาพหนี้: ไตรมาส 1/2025 สินเชื่อระบบธนาคารหดตัว 1.3% YoY โดยเฉพาะพอร์ต SME และสินเชื่อผู้บริโภค ขณะที่ NPL ราว ~2.9% สะท้อนแรงกดดันด้านเครดิตยังไม่คลาย
• มาตรการพยุงกำลังซื้อ/หนี้ครัวเรือน: มีมาตรการ co-payment ปลายปี และชุดมาตรการช่วยลูกหนี้นอนแบงก์/ตั้ง AMC รับซื้อ NPL รายย่อยเพื่อเร่งปรับโครงหนี้—ทั้งหมดมีผลทางอ้อมต่อยอดขายและสภาพคล่องของ SME
• 

คำแปลเชิงธุรกิจ: เศรษฐกิจ “ไม่แย่แต่ไม่แรง” เงินกู้ยังหายาก การบริหารเงินสดและผลิตภาพภายในจึงสำคัญกว่า “ดันยอด” ด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียว

โอกาสของ SME ตอนนี้
1) ท่องเที่ยว–บริการต่อยอดได้
จำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมในประเทศยังเป็นแรงหนุนภาคบริการ (F&B, ที่พัก, ขนส่ง, อีเวนต์) โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยว—ทำแพ็กเกจ Cross-sell/Bundle กับพันธมิตรเพื่อเพิ่มตะกร้าซื้อเฉลี่ย
.
2) ดีมานด์ในประเทศ + มาตรการอัดฉีดรายย่อย
มาตรการร่วมจ่ายและความพยายามแก้หนี้ครัวเรือนอาจช่วยหมุนเงินในระบบช่วงปลายปี–ต้นปีหน้า กลุ่มค้าปลีก/บริการรายย่อยได้อานิสงส์ถ้าพร้อมปล่อยโปรฯ และเชื่อมต่อช่องทางดิจิทัลทันที

3) แตกต่างด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา”
การแข่งขันยืดเยื้อทำให้ “แข่งราคา” เริ่มตัน แนวทางคือขยับสู่ Value Creator—ปรับตำแหน่งสินค้าเฉพาะกลุ่ม (niche), ยกระดับบริการ, ใช้ข้อมูลลูกค้าขนาดเล็กให้เกิดผลสูงสุด

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
• สินเชื่อหายาก–ดอกจริงยังไม่ถูก: แม้ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว แต่ธนาคารยังเข้มเงื่อนไขต่อกิจการที่กระแสเงินสดผันผวนหรือยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้บางรายต้องพึ่ง OD/แฟคตอริ่งมากขึ้น—ต้นทุนเฉลี่ยอาจไม่ได้ลดตามคาด
• หนี้ครัวเรือนสูงกดกำลังซื้อ: การใช้จ่ายครัวเรือนยังไม่เต็มที่ มาตรการช่วยหนี้มีผลค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่ควร “คาดหวังเกินจริง” ในระยะสั้น
• ความไม่แน่นอนการค้าโลก/ภาษี: ความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า/ส่งออกในตลาดหลัก ทำให้คำสั่งซื้อผันผวน โดยเฉพาะซัพพลายเออร์รายเล็กที่พึ่งลูกค้าต่างประเทศไม่กี่ราย
• 

เช็กลิสต์ 90 วันสำหรับ SME (ทำได้ทันที)

1) ล็อกต้นทุนการเงิน + ปรับโครงหนี้
ทบทวนวงเงิน OD/LC/เช่าซื้อ–แฟคตอริ่ง และพิจารณารีไฟแนนซ์หนี้สั้นเป็นยาว ถ้ากระแสเงินสดพอ—อาศัยจังหวะดอกเบี้ยทรงตัว และสื่อสารตัวเลขกับแบงก์ให้ชัด (ยอดขาย/มาร์จิน/DSO/DPO) เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ

2) เร่งรอบเงินสด (Cash Conversion Cycle)
• ต่อรองเทอมเครดิตกับลูกค้าหลัก–ซัพพลายเออร์
• ใช้ e-invoice/early-payment และแฟคตอริ่งเฉพาะใบแจ้งหนี้จากลูกค้าคะแนนเครดิตดี ลด DSO โดยไม่เพิ่มหนี้ระยะยาว
• ทำ SKU Rationalization ตัดสินค้าหมุนช้าเพื่อปล่อยเงินจมสต็อก

3) เกาะดีมานด์ท่องเที่ยว–บริโภค
จัดแพ็กเกจ Cross-sell ข้ามธุรกิจ (ที่พัก×อาหาร×ขนส่ง×กิจกรรม) ปล่อยดีลช่วงที่เงินรัฐลงระบบ และยิงสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายภูมิภาค/ต่างชาติที่กลับมาไว

4) เข้าถึงมาตรการรัฐที่ตรงโจทย์
ติดตามช่องทางช่วยหนี้นอนแบงก์/AMC และโปรแกรมผ่อนปรนสำหรับลูกหนี้รายย่อย–SME รวมถึงกฎกติกาใหม่ๆ เช่น การกำกับผู้ให้เช่าซื้อรถนอนแบงก์ เพื่อเตรียมปรับสัญญาให้คุ้มที่สุด

5) อัปเกรด “ผลิตภาพดิจิทัล” แบบต้นทุนต่ำ
เริ่มจาก 3 งานคืนทุนไว: บัญชี–สต็อก–CRM ให้เชื่อมกัน (เลิกคีย์ซ้ำ), ทำแดชบอร์ดเงินสดรายสัปดาห์, และเก็บข้อมูลหน้างาน (ต้นทุนจริง/เวลาจริง) เพื่อปรับราคา–กำลังผลิตทันที—ปิดจุดอ่อน “นวัตกรรมต่ำ”

บทสรุป: ปีนี้ “เอาตัวรอดให้คล่อง—รอจังหวะค่อยเร่งโต”

ปี 2025 ของ SME ไทยคือปีแห่ง วินัยทางการเงิน + ประสิทธิภาพภายใน + ความแตกต่างที่ลูกค้ามองเห็น เศรษฐกิจระดับประเทศยังไม่ใช่ลมส่งเต็มใบ และเงินกู้ไม่ได้ไหลง่ายเหมือนยุคก่อน ใครทำ เงินสดหมุนไว, สต็อกเบา, บริการเด่น, และเข้าถึงมาตรการรัฐได้เร็ว จะได้ “กันชน” รับความผันผวน พร้อมรอจังหวะ Q4/2025–H1/2026 ที่มาตรการอุปสงค์และการคลี่คลายหนี้ครัวเรือนเริ่มส่งผลชัดขึ้น เพื่อค่อยเร่งแผนลงทุน–ขยายสาขาแบบมีวินัย

ดีพร้อมลุยยกระดับ SME จัดงานทดสอบตลาดที่นครสวรรค์ รวบรวมสินค้าไฮเทค 3 กลุ่มหลัก ผลักดันอาหารอนาคตและเกษตรแปรรูป สร้างโอกาสตลาดสากลให้ผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 (DIPROM) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดกิจกรรม “ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์” ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์ ขนทัพผู้ประกอบการ Future Food อาหารแห่งอนาคต-Bio-based personal Care and Beauty Product ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม – Agricul Tural Product and Herbs   ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป/พืชเศรษฐกิจและสมุนไพร   คว้าใจผู้บริโภคและ Buyer รายใหญ่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) รุกเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทย จัดกิจกรรม “ทดสอบตลาด (Market Testing)” รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จาก 3 โครงการใหญ่ภายใต้การบ่มเพาะของศูนย์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบปะผู้บริโภคจริง และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าสู่ระดับสากล ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์

นางสาวิตรี ทาจ๋อย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศิริเทพ พิริยอุตสาหกร ผู้อำนวยการกลุ่มบริการธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ และ นางสาวณัฐชานันท์ บวบทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารในการเจรจาธุรกิจ (Buyer) ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย ,นายชนาธิป โอสถวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด ,นางสาวดวงหทัย เอมอ่อง ผู้จัดการ บริษัท สวอน แอร์ ซีเฟรท จำกัด  ,นายกิติศักดิ์ วิจิตรเวชการ Marketing Manager THE BUBBLES Co.,Ltd. ,นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งบริษัท คอนซัลติ้งไทย จำกัด (Buyer ผู้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ) และคณะผู้บริหารร่วมในพิธี

นางสาวิตรี ทาจ๋อย เปิดเผยว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาทดสอบความต้องการของตลาด (Market Validation) ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงตามเทรนด์โลก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง  สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ไฮไลต์จาก 3 กิจกรรมหลักประกอบด้วย:

1.   กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food): สัมผัสเมนูทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 
-     บริษัท อเนกฟาร์มนกกระทา จำกัด (จังหวัดอ่างทอง)
 เจลลี่ไข่ขาวพร้อมรับประทาน
-     บริษัท เปี่ยมสุขฟาร์ม จำกัด (จังหวัดชัยนาท)
 วิต้า กริก นวัตกรรมอาหารอนาคตจากจิ้งหรีด
-     บริษัท วังบุญชู จำกัด (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ชูชูช็อคโกแลตและกราโนล่าบาร์

2.   กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ : นวัตกรรมความงามจากธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น 
-     หจก.หัตถชา 1982 (จังหวัดนครสวรรค์)
 โทนเนอร์ผิวใส 3 ระดับ นวัตกรรมข้าวหอมใบเตย
-     วสช.คนเอาถ่านบ้านหัวดาน (จังหวัดพิจิตร)
 แฮร์ เซรั่ม นวัตกรรมฟื้นฟูเส้นผมระดับพรีเมียมจากถ่านชาร์โคล

3.  กิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป (พืชเศรษฐกิจหรือสมุนไพร): การแปลงโฉมสินค้าเกษตรและสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย  
-     บริษัท วรรณาวีย์ จำกัด (จังหวัดพิจิตร)
 ใบเตยผงชงดื่มเข้มข้น
-     บริษัท พุทธาพร19 จำกัด (จังหวัดลพบุรี)
 สเปรย์สารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน
-     วสช.การเรียนรู้ศาสพระราชาคืนป่าสัก (จังหวัดลพบุรี)
 ผงกล้วยดิบชนิดเม็ด
-     Good Farm Café (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ไซรัปกล้วยน้ำว้า
-     พีพีคอมมูนิตี้เอนเตอร์ไพร (จังหวัดชัยนาท)
 สเปรย์ป้องกันยุงตะไคร้ส้มโอ

งานทดสอบตลาดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครสวรรค์ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริม SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ดีพร้อม พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและสะพานเชื่อมโยงให้ SME ไทยไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าได้ แต่ต้องขายเป็นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล โดยเราจะนำผลการทดสอบตลาดในครั้งนี้ไปต่อยอดพัฒนาหลักสูตรและการสนับสนุนในครั้งต่อไป” นางสาวิตรี กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top