Thursday, 4 June 2026
SDG

OR มอบรางวัล การประกวด 'Green Innovation Contest' ประจำปี 2567 ตอกย้ำภารกิจ ‘เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน’ บนโลกเดียวกันที่ยั่งยืน

(8 ต.ค. 67) นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการพิเศษ 1 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ทีมแข่งขันจากการประกวดโครงการ 'Green Innovation Contest' ประจำปี 2567 ณ ห้อง The Synergy Hall ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี กรุงเทพมหานคร

นางสาวราชสุดา เปิดเผยว่า OR ได้จัดโครงการ 'Green Innovation Contest' เป็นครั้งแรก ในหัวข้อ 'นวัตกรรมสีเขียวเพื่อโลกที่ยั่งยืน' โดยมุ่งหวังสนับสนุนให้เยาวชนไทยแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติต่อไป

ในโดยในปีนี้ OR ได้เปิดรับสมัครเยาวชนจากกลุ่มนิสิต นักศึกษา และอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 ทีม การคัดเลือกแบ่งออกเป็น 3 รอบ คัดเหลือ 15 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยทีมที่ชนะการประกวด มีดังต่อไปนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม C-dots Coating Cell ผลงาน นวัตกรรมสเปรย์ฟิล์มเคลือบผิวโซลาร์เซลล์สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยอนุภาคนาโนคาร์บอนดอทจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Plankton collector ผลงาน หุ่นยนต์เก็บแพลงก์ตอนอัจฉริยะพลังงานแสงอาทิตย์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bio-Farmer ผลงาน ถังน้ำหมักชีวภาพจากขยะครัวเรือนด้วยระบบอัตโนมัติ (Bio-Auto Fermenter)

โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา 30,000 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับเหรียญทอง เหรียญเงิน ประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา 20,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชย 12 ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ โดยได้รับเหรียญทองแดง ประกาศนียบัตร และทุนการศึกษา 5,000 บาท 

กิจกรรมเด่นภายในงาน นอกจากการนำเสนอผลงานของทั้ง 15 ทีมที่ผ่านเข้ารอบแล้ว ยังมีบูธนิทรรศการแสดงนวัตกรรมของแต่ละทีม รวมถึงบูธเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ OR ซึ่งสะท้อนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีกิจกรรมสร้างความสนุก อาทิ การร่วมแสดงความคิดเห็น และกิจกรรมคีบของรางวัล เพื่อร่วมลุ้นรับของรางวัลรักษ์โลก การจัดงานทั้งหมดออกแบบเพื่อลดการสร้างขยะให้น้อยที่สุด โดยขยะที่เกิดขึ้นบางส่วนจะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เช่น ขวดน้ำและฝาขวดจะถูกคัดแยกและส่งต่อไปยังโครงการ 'แยกแลกยิ้ม x GC Youเทิร์น' เมื่องานเสร็จสิ้น 

โครงการ 'Green Innovation Contest' นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ OR ผลักดันและส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของ OR ที่มุ่ง “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน ในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับของ OR” นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาเยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้ OR บรรลุเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Healthy Environment) ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสถานประกอบการ และการลดปริมาณขยะ มุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 นางสาวราชสุดา กล่าวเสริมในตอนท้าย

ฟื้นฟู "พื้นที่แม่เมาะ" แหล่งพลังงานสู่ "ผืนป่าแห่งชีวิต" กว่า 4,000 ไร่ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ตอบโจทย์ “พลังงาน-สิ่งแวดล้อม” ที่ยั่งยืน

ในโลกยุคปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และถือเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมที่ยากจะหลีกเลี่ยง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) จึงได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศบนโลกใบนี้ ไม่เพียงเป็นรากฐานของอาหาร ยา และทรัพยากรธรรมชาติที่เราใช้ในการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลของโลก เช่น การผลิตออกซิเจน การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการป้องกันภัยธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจึงหมายถึงการสูญเสียความมั่นคงของชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมด

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะองค์กรหลักที่ดูแลภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบนี้ที่ไม่ใช่ของใครคนหนึ่งแต่เป็นของเราทุกคน และได้ผสานภารกิจดังกล่าวเข้ากับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ดำเนินงานสำคัญอย่างเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง กฟผ. ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ระบบนิเวศ และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อตอบสนองเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับชาติและสากล รวมถึงเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ได้ ร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2030 หรือที่เรียกว่าเป้าหมาย 30x30 ของกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ที่ได้กำหนดไว้ ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 15 ทั้งนี้ การดำเนินงานของ กฟผ. ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เป้าหมายที่ 15 ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ กฟผ. ได้ยกระดับพื้นที่โครงการที่ประสบความสำเร็จด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยได้เสนอพื้นที่ฟื้นฟูทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขนาดกว่า 4,000 ไร่ เพื่อขอการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective area-based Conservation Measures: OECMs) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายในการธำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ที่มีขนาดรวมกว่า 40,000 ไร่ และเป็นแหล่งผลิตถ่านหินลิกไนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศมาอย่างยาวนาน ที่ผ่านมาได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องตามหลักวิชาการมาตั้งแต่ปี 2525 จนปัจจุบันสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และก่อเกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.  พื้นที่ฟื้นฟูป่าทดแทน: จากผืนดินที่เคยแห้งแล้ง สู่ป่าฟื้นฟูที่เขียวขจี ที่มีต้นไม้สูงใหญ่กว่า 20 เมตร 
แผ่กิ่งก้านสาขา เป็นสังคมพืชที่พัฒนาและฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ โดยมีป่าผสมผลัดใบเป็นสังคมพืชเด่น ซึ่งสอดคล้องกับระบบนิเวศดั้งเดิมของพื้นที่ การกลับมาของป่าไม้ยังนำมาซึ่งการกลับมาของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เข้ามาอาศัยและสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ นอกจากนี้ ผืนป่าเหล่านี้ยังเป็นเสมือนปอดของโลก ทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นแหล่งออกซิเจนสำคัญ

2.  พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ป่าไม้ แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่น่าสนใจ เป็นจุดชมดาวยามค่ำคืนที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด และยังเป็นจุดชมทะเลหมอกยามเช้าและพระอาทิตย์ขึ้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม และที่ผ่านมา กฟผ. ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมย่ำค่ำดูดาวเช้าดูนก และกิจกรรมวิ่ง ปั่นจักรยานในเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน แต่ยังช่วยสร้างจิตสำนึก ความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับผู้มาเยือน

3.  พื้นที่แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา: กฟผ. ยังได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เน้นแนวคิดความพอเพียง และการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (ปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยในครัวเรือน การอยู่ดีกินดี การมีรายได้ และการอนุรักษ์ดินและน้ำ) นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่การจัดตั้งป่าชุมชนรอบพื้นที่อำเภอแม่เมาะจำนวน 20 แห่ง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้อง อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของตนเอง และยังเป็นแหล่งสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

กฟผ. ตระหนักถึงความสำคัญและมุ่งมั่นในการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไม่หยุดยั้ง การฟื้นฟูพื้นที่เหมืองให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ เพื่อเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูพื้นที่อย่างมีความรับผิดชอบ และตอกย้ำถึงพันธกิจของ กฟผ. ในการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยและของโลกใบนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top