PULO ยก “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี” ขึ้นสหประชาชาติ (UN) สะท้อนสิทธิชนกลุ่มน้อย ที่ถูกละเลยกว่า 240 ปี
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 68 ความขัดแย้งยืดเยื้อในพื้นที่ปาตานี หรือจังหวัดชายแดนใต้ของไทย แม้จะถูกลดทอนในสื่อกระแสหลักภายในประเทศ แต่ความพยายามเรียกร้องสิทธิ ความยุติธรรม และการยอมรับตัวตนของชาวมลายูปาตานีก็ยังคงเดินหน้าบนเวทีระหว่างประเทศ
ล่าสุด ประเด็นนี้ถูกนำเสนออย่างเป็นทางการใน เวทีสหประชาชาติที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 27–28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการประชุม 18th Session of the UN Forum on Minority Issues ภายใต้การนำของ กัสตูรี มะห์โกตา ประธาน PULO (Patani United Liberation Organisation)
คณะผู้แทนได้เสนอเอกสารและถ้อยแถลงในนาม “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี (The Cry from Patani)” ซึ่งสะท้อนความเจ็บปวดสะสมของชาวมลายูในพื้นที่กว่า 240 ปี ตั้งแต่การเสียดินแดนปาตานีจนถึงปัจจุบัน
ในสุนทรพจน์ของกัสตูรี เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ยังเผชิญอยู่ ได้แก่
- การถูกจำกัดภาษาและอัตลักษณ์ Bahasa Melayu Patani ไม่ได้รับความเป็นธรรมในระบบการศึกษา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมปาตานีถูกลดทอนจากเรื่องเล่าของรัฐ
- การควบคุมด้านความมั่นคง พื้นที่ยังเต็มไปด้วยกฎหมายพิเศษ การซ้อมทรมาน การหายตัวไป และการเสียชีวิตที่ยังไม่คลี่คลาย
- สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ประชาชนจำนวนมากเติบโตท่ามกลางความกลัว การตรวจค้น และการควบคุมจากหน่วยความมั่นคง
กัสตูรีระบุว่า ชาวปาตานี “ไม่ใช่ภัยความมั่นคง” หากแต่เป็นประชาชนที่ต้องการ ศักดิ์ศรี การยอมรับ และสิทธิในการดำรงอยู่ตามอัตลักษณ์ของตนเอง
PULO เสนอ 3 ข้อเรียกร้องหลักในเวที UN ได้แก่
1.ให้รับรองปัญหาปาตานีในฐานะเรื่องสิทธิชนกลุ่มน้อยที่ต้องได้รับการคุ้มครองสากล
2.ให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพมีความครอบคลุม รับฟังเสียงตัวแทนชาวปาตานีอย่างแท้จริง
3.ให้รัฐบาลไทยเคารพมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และแก้ไขปัญหาความรุนแรง การลอยนวลพ้นผิด และการเลือกปฏิบัติ
กัสตูรีกล่าวทิ้งท้ายว่า“เสียงร้องไห้จากปาตานีไม่ใช่เสียงแห่งความเกลียดชัง แต่เป็นเสียงเรียกร้องศักดิ์ศรีและสันติภาพสำหรับคนรุ่นต่อไป”
การผลักดันประเด็นปาตานีสู่สหประชาชาติครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของ PULO และขบวนการชาวปาตานี เพราะเป็นการเน้น “การต่อสู้ทางการทูต” มากกว่าการเผชิญหน้าเชิงความมั่นคง
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การเคลื่อนไหวเช่นนี้จะช่วยให้ประชาคมโลกมองปัญหาปาตานีในกรอบสิทธิชนกลุ่มน้อยและความยุติธรรมสากลมากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการสันติภาพ
ในท้ายที่สุด “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำบนกระดาษ แต่คือความหวังใหม่ว่า วันหนึ่งสันติภาพในพื้นที่ปาตานีจะไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นความจริงของชาวบ้านที่รอคอยมายาวนาน








