Monday, 8 June 2026
PoliticsQUIZ

“วิโรจน์” ลุยย่านพระนคร ชูแนวคิด “คืนเมืองที่เท่าเทียมกัน” ไม่หวั่น โพลอื่นคะแนนตก เหตุทำโพลเองเหมือนกัน ชี้ ผลคะแนนทำยิ้มกว้างได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 12 เม.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 พรรคก้าวไกล เดินหาเสียงบริเวณตลาดมหานาค และตลาดนางเลิ้ง พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับการตอบรับที่ดี ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาของกทม.อยู่ที่โครงสร้าง ที่ลำพังเพียงแค่การบริหารอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเข้าไปจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรม และเข้าไปแก้ข้อบัญญัติที่นายทุนหรือผู้รับเหมารายใหญ่เอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะนายทุนเจ้าของห้าง นายทุนอสังหาริมทรัพย์ นายทุนพลังงาน นายทุนสุรา ที่เอารัดเอาเปรียบเรา ทั้งจากค่าธรรมเนียมขยะ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือแม้แต่การขอสร้างอาคารสูงในพื้นที่ย่านธุรกิจต่างๆ ประชาชนเข้าใจว่าต้องจัดสรรการบริหารใหม่ เพื่อเดินไปข้างหน้า 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนจะลงพื้นที่ให้ทั่วครบทุกเขต เพราะพรรคก้าวไกลส่งผู้สมัครส.ก.ด้วย โดยแต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกัน ทั้งปัญหาร่วมและปัญหาเฉพาะ สำหรับปัญหาที่ประชาชนสะท้อนอยากให้เร่งแก้ไขโดยเร็ว คือ 1.เรื่องระบบการระบายน้ำ 2.เรื่องการเดินทางสาธารณะ และ 3.ปัญหาทั่วไปที่มีจำนวนมาก ที่เมื่อชาวบ้านไปร้องสำนักงานเขตก็บอกว่างบประมาณหมด แต่กลับยังทำโครงการต่างๆ ได้ ชาวบ้านเจอแต่คำตอบบอกปัด ตนจึงมีนโยบายกระจายงบประมาณที่ดึงจากส่วนกลางมา 4 พันล้านบาท เพื่อกระจายลงชุมชนทุกเขต 50 เขตได้รับการแก้ไขปัญหาพร้อมกัน

“เราจะคืนเมืองที่เท่าเทียมกัน เอาใส่ใจคนเหมือนกัน เป็นเมืองที่คนเท่ากัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยกเว้นอภิสิทธิ์ชน เครือข่ายทหาร และนายทุนต่างๆ ทั้งนี้ ผมจะลุยพื้นที่ต่อเนื่องทุกวัน ส่วนวันนี้ที่มาลงพื้นที่ตลาดนางเลิ้งพบปัญหาเรื่องการระบายน้ำ ทางเท้าและการจัดสรรพื้นที่ค้าขายที่ต้องเป็นธรรม ต้องยอมรับว่าคนกทม.ถูกใช้คำว่าจัดระเบียบจนชิน จนเราคิดว่าเราเป็นผู้ถูกปกครองไปแล้ว ต้องรอให้ผู้มีอำนาจมาชี้ขาด ซึ่งกลไกของเมืองที่พัฒนาแล้วจะเปิดโอกาสให้มีผู้มีส่วนได้เสียได้มีโอกาสมาพูดคุยกัน เพื่อหากติการ่วมกัน โดยผู้ว่าฯที่มาจากประชาชนก็มาธำรงกติกานั้น แต่เมืองนี้ยังไม่เคยสร้างกติกา สร้างพื้นที่ตลาดหรือพื้นที่ให้คนไปค้าขาย ถ้ามีพื้นที่เพียงพอคงไม่มีใครอยากมาค้าขายบนทางเท้า” นายวิโรจน์ กล่าว

เมื่อถามถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาทางเท้าในกทม. นายวิโรจน์ กล่าวว่า การออกแบบกฎหมายดีพอสมควร แต่ปัญหาอยู่ที่การตรวจรับ เราควรใช้หน่วยงานอิสระที่เชื่อถือได้มาตรวจรับงานโยธาต่างๆ เพื่อให้ถูกต้องมากขึ้น 

“บิ๊กตู่” มอบของขวัญสงกรานต์จากรัฐบาลแบ่งเบาค่าใช้จ่ายประชาชนเดินทางกลับบ้าน เปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรี 5 เส้นทาง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ต้องปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2565

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยประชาชนที่ต้องกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2565 นี้ โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางกลับบ้าน พร้อมมอบของขวัญวันสงกรานต์และช่วยแบ่งเบาลดภาระประชาชนที่ต้องใช้บริการทางด่วนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ด้วยการเปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรี 5 เส้นทาง รัฐบาล

โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ ดังนี้ 1. ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) 2. ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) โดยทั้งสองเส้นทางเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 12 เมษายน 2565 เวลา 00.01 น. ถึงวันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2565 เวลา 24.00 น. 3. ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) 4. ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) และ 5. ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด) โดยทั้งสามเส้นทางเริ่มตั้งแต่วันพุธที่ 13 เมษายน 2565 เวลา 00.01 น. ถึงวันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2565 เวลา 24.00 น. 

นายธนกร กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้จัดตั้งหน่วยบริการประชาชน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางด่วน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อบริการประชาชนที่ใช้ทางพิเศษในช่วงเดินทางขาออกจากกรุงเทพฯ (ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2565 ) จัดตั้งหน่วยบริการที่ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษบางแก้ว 1 ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษฉิมพลี ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษบางปะอิน (ขาออก) เวลา 07.00 – 21.00 น. สำหรับช่วงขาเข้ากรุงเทพฯ (ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2565) จัดตั้งหน่วยบริการที่ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษดาวคะนอง ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษจตุโชติ และด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษบางปะอิน (ขาเข้า) เวลา 07.00 – 21.00 น.

ผู้สมัคร ‘ส.ก.ก้าวไกล’ โวย กกต. ตีความเป็น ‘เจ้าของสื่อ’ อาจเสียโอกาสลงเลือกตั้ง ทั้งที่ยุติบทบาทไปนานแล้ว

ต่อกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีประกาศตัดสิทธิ์ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 1 ราย และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) 3 ราย หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ พีรพล กนกวลัย ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 7 พรรคก้าวไกล โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 50 (3) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ”

พีรพล หรือ ‘เฮียเล้า’ ให้ความเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นเสมือนว่ากำลังมีการใช้ข้อหาความเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาเดิมๆ มาเล่นงานผู้สมัครจากพรรคก้าวไกลอีกครั้ง ยอมรับว่า เคยยื่นจดแจ้งการพิมพ์หนังสือพิมพ์ หรือเป็นเจ้าของกิจการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา และบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ‘ท่องธรรมชาติ’ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 จริง แต่ได้พิมพ์ออกมาเพียง 6-7 ฉบับ และยุติกิจการในปีเดียวกัน พูดง่ายๆ คือ เคยทำสื่อเมื่อ 28 ปีก่อนและได้หยุดดำเนินการไปนานแล้วโดยไม่พิมพ์ต่ออีกเลย กรณีนี้ถึงไม่มีการแจ้งยกเลิก แต่ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 45 ระบุว่า หนังสือพิมพ์รายวัน ถ้ามิได้ออกโฆษณาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาสามสิบวัน หรือหนังสือพิมพ์รายคาบ ถ้ามิได้ออกโฆษณาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาสี่คราวหรือเกินกว่าสองปี การเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นเป็นอันสิ้นสุดลง

พีรพล ย้ำว่า ความเป็นเจ้าของสื่อของตน ได้สิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่ปี 2539 เป็นอย่างน้อย ต่อมา เมื่อมี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 เปลี่ยนจากการที่เคยต้องจดแจ้งต่อสันติบาล เป็นหอสมุดแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ก็ไม่เคยมีการไปขอจดแจ้งใหม่ เมื่อความเป็นเจ้าของสิ้นสุดเด็ดขาดลงตามข้อกฎหมายไปนานแล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงยังมีชื่อความเป็นเจ้าของปรากฏอยู่ตามกฎหมายใหม่

'สกลธี' ชูทางออกปัญหาปากท้องคน กทม. ด้วยเกษตรวิถีใหม่ ค่าไฟ 0 บาท สร้างต้นแบบ Smart Farming ให้คนกทม.

สกลธีเปิดเวทีเสวนา หาทางออกให้กับปัญหาปากท้องคน กทม. นำแนวคิด Smart Farming การเกษตรต้นทุนต่ำ ประหยัดค่าไฟ มาสร้างงานสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนและประชาชน พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ ต้นทุน และช่องทางจำหน่าย ให้ทุกบ้านสามารถทำการเกษตรเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้อย่างครบวงจร

เดินหน้านำเสนอนโยบายอย่างต่อเนื่อง สำหรับ นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 3 ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ได้เผยมุมมองในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ด้วยการนำแนวคิด Smart Farming มาต่อยอดเป็นนโยบายสร้างงานสร้างอาชีพ โดยยก Res-Q Farm ฟาร์มทดลองขนาด 9 ไร่ ในย่านคลองสามวา  เป็นต้นแบบเกษตรกรรมวิถีใหม่ที่ไม่ใช้สารเคมี สามารถลดต้นทุน และสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ผ่านเวทีเสวนาที่มี 
นายวีระ สรแสดง เจ้าของ Res-Q Farm มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ โดยนายสกลธีพร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน รวมถึงกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ในชุมชน

“ผมมองว่าพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ หลายแห่งยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งมักประสบปัญหาด้านต้นทุนและผลผลิต การส่งเสริมให้เกษตรกร รวมไปถึงคนทำงานที่สนใจการเกษตรวิถีใหม่ได้มีความรู้และเข้าใจการทำเกษตรกรรมแบบ Smart Farming ที่สามารถทำได้ไม่ยาก จะช่วยลดปัญหาตรงนี้ลงได้ ซึ่งผมได้เลือก Res-Q Farm เป็นฟาร์มต้นแบบ ซึ่งสามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่มีปัญหา ทั้งที่ดินต่ำกว่าถนน น้ำท่วม ไม่มีไฟฟ้า และดินไม่ดี ให้เป็นฟาร์มแบบออร์แกนิก ไม่ใช้สารเคมี และเน้นพลังงานสะอาดในการบริหารจัดการ โดยนำวัสดุเหลือใช้อย่างเช่น มอเตอร์เครื่องซักผ้า มอเตอร์ตู้เย็น อุปกรณ์รถยนต์ มาประยุกต์สร้างสรรค์เป็นเครื่องมือต่างๆ และใช้พลังงานจากโซลาร์เซลเป็นหลัก ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าไฟฟ้า ทั้งยังสร้างรายได้ด้วยการส่งขายและแปรรูปเป็นอาหาร” 

“โดยเมื่อครั้งยังเป็นรองผู้ว่าฯ ผมได้นำแนวคิดนี้ไปทดลองทำเป็นแปลงเกษตรและบรรจุสอนเป็นวิชาที่โรงเรียนฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร (หนองจอก) พร้อมกับทำเป็นศูนย์การฝึกอาชีพของคนพิการทุกประเภทด้วย ซึ่งคาดว่าจะทำการเรียนการสอนได้ในเร็ววันนี้”

“วราวุธ” นำพวงมาลัยไหว้ขอโทษ “รมต.แหม่ม” โชว์กอดกันกลม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าภายหลังจากพิธีทำบุญสงกรานต์ที่ตึกภักดีบดินทร์เสร็จสิ้น ปรากฏว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบฯ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำพวงมาลัยเข้าไปไหว้ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีความอาวุโสกว่า กรณีมีวิวาทะกันในการประชุม ครม.เรื่องถุงพลาสติกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ครม.อนุมัติ 1.52 หมื่นล้าน เพิ่มวงเงินลงทุน 2 โครงการด้านไฟฟ้า เพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ EEC 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ว่า ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินลงทุนจำนวน 2 โครงการ รวมวงเงิน 15,200 ล้านบาท ประกอบด้วย 1)โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (โครงการ TIPE) เพิ่มวงเงินลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาท จากเดิมที่อนุมัติไว้ 12,000 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนโครงการทั้งสิ้น 21,000 ล้านบาท 2)โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ระยะที่ 3 (โครงการ IPP3) เพิ่มวงเงินลงทุนจำนวน 6,200 ล้านบาท จากเดิมที่อนุมัติไว้ 7,250 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนโครงการทั้งสิ้น 13,450 ล้านบาท  โดยใช้วงเงินงบประมาณลงทุนในปี พ.ศ.2564 และปี พ.ศ.2565 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

ความจำเป็นที่ต้องปรับเพิ่มวงเงินลงทุนในครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าของทั้ง 2 โครงการ อยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ราคาที่ดินและทรัพย์สินที่ต้องนำมาใช้ในการคำนวณค่าทดแทนกรรมสิทธิ์ที่ดินและทรัพย์สินปรับเพิ่มขึ้น จึงต้องนำราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ปี พ.ศ.2559 - 2562 ที่ยังมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2563 ในอัตรา 7.45 เท่า มาใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าทดแทนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำหนด ทำให้ค่าทดแทนมีราคาสูงกว่าราคาที่ประมาณการไว้ กระทรวงพลังงานจึงต้องเสนอเพิ่มวงเงินลงทุนดังกล่าว สำหรับรายละเอียดโครงการ มีดังนี้

โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (โครงการ TIPE) มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับโรงไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นและแก้ไขข้อจำกัดด้านระบบกระแสลัดวงจรในระยะยาว คาดว่าจะก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีไฟฟ้าแรงสูงแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2570 ปัจจุบัน มีสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว 2 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างอีก 5 แห่ง

ครม.เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบฯ 65 ครั้งที่ 2 ย้ำ! สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ร้อยละ 62.76 ไม่เกินเพดานตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ว่า ครม.เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2565 ครั้งที่ 2 ตามที่คณะกรรมการ นโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ ดังนี้ 1.แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1,415,103.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,619.73 ล้านบาท 2.แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงิน 1,501,163.56 ล้านบาท ลดลง 35,794.42 ล้านบาท 3.แผนการชำระหนี้ วงเงิน 363,269.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,035.29 ล้านบาท ความจำเป็นในการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 2 นี้ มีปัจจัยมาจาก 

1.การกู้เงินเพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

2. การปรับเพิ่มวงเงินปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ 2565 ซึ่งเป็นหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 เพื่อบริหารความเสี่ยงวงเงินกู้ต่างประเทศที่คาดว่าจะลงนามสัญญาและหรือรองรับการระดมทุนในสกุลเงินตราต่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้น จำนวน 29,345 ล้านบาท

3.การกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาและเพื่อดำเนินโครงการหรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไปของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 39,445.05 ล้านบาท อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มวงเงินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน (ระบบไฟฟ้า เครื่องกล และตู้รถไฟฟ้า) จำนวน 1,660.28 ล้านบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในปี 2565- 2567 ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน 25,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบบรรจุโครงการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 2 จำนวน 21 โครงการ และให้รัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (DSCR) ต่ำกว่า 1 สามารถกู้เงินและบริหารหนี้ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 2 โดยให้รัฐวิสาหกิจดังกล่าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะไปดำเนินการด้วย 

“บิ๊กตู่” เชื่อตำรวจจับมือปาระเบิดปิงปองป่วนหน้าบ้านพัก ร.1 รอ. ได้ “เชื่อ” เป็นกลุ่มเดิม ถามทำทำไมบ้านเมืองกำลังดีๆอยู่

เมื่อเงลา 13.00 น.วันที่ 12 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึง เหตุปาระเบิดปิงปองใส่ประตู ร.1 รอ. ซึ่งเป็นบ้านพักของนายกฯ ว่า ได้มีการรายงานมาตลอด พร้อมการตรวจสอบจากกล้อง CCTV ด้วย ขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยแล้วและกำลังตรวจสอบต่อ ซึ่งมีคนที่มีประวัติส่วนหนึ่งที่บ้านพักด้วยอะไรด้วย

 

“บิ๊กตู่” ห่วงเรื่องเงินเฟ้อ สั่งทุกกระทรวง สินค้าต้องไม่ขาดตลาด ไฟฟ้าต้องไม่ดับ ราคาต้องไม่สูง ปลื้ม ท่องเที่ยวกลับมาคึกคักช่วงนี้ เร่ง แก้ปัญหาคนแน่นสนามบินแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าได้เน้นย้ำในที่ประชุม ครม. เรื่องราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากสถานการณ์โลกด้วยที่ควบคุมได้ยาก ปัจจัยความขัดแย้งระหว่างกันที่คาดว่าอาจจะยังไม่ยุติโดยเร็ว ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย อาหารสัตว์ และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่ตนเป็นห่วงตรงนี้ ตนเข้าใจดีถึงประชาชนที่เดือดร้อน เดิมเราเคยหารายได้ได้เท่านี้ แล้วใช้จ่ายเรื่องอุปโภคบริโภคไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ได้ แต่เมื่อวันนี้ราคาสินค้าแพงขึ้น รายจ่ายจึงมากขึ้น ตนพยายามจะหามาตรการมารองรับตรงนี้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะคงทราบดีถึงปัญหาเรื่องงบประมาณที่ต้องทำหลายอย่างด้วยกัน ข้อสำคัญเราไปหยุดยั้งเรื่องการลงทุนของภาครัฐไม่ได้มากนัก เนื่องจากเป็นโครงสร้างสำคัญที่ให้ทุกคนได้ทำประโยชน์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือ เกษตรกร จะมีผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไปถึงผู้ประกอบการ สุดท้ายจะกลับมาที่ผู้บริโภค ตนได้ให้ทุกกระทรวงได้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนแล้ว หลักการสำคัญคือ สินค้าต้องไม่ขาดตลาด ไฟฟ้าไม่ดับ ราคาต้องไม่สูง ต้องมีการปรับราคาของสินค้าที่ควบคุมทั้งหมด 18 หมวด ส่วนเรื่องช่องทางการส่งออก การส่งผลไม้และสินค้าไปประเทศจีนที่ล่าช้านั้น ขณะนี้กำลังแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ด้วยการหารือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล วันนี้การขนส่งสินค้าทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น มีการเคารพหลักการซึ่งกันและกัน มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง ลดขั้นตอนลง อาจจะมีการตรวจสอบในประเทศต้นทางของเราก่อน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาที่นั่น ต้องเป็นข้อตกลงของเราสองฝ่าย 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมยังมีการสรุป เรื่อง 10 มาตรการในการช่วยประชาชนด้านพลังงาน โดยมีการอนุมัติไปแล้ว และหลายโครงการเริ่มดำเนินการไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ เห็นผลจากการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่หาเช้ากินค่ำหลายล้านคน ตรงนี้น่าจะพอประคับประคองให้เราผ่านภาวะนี้ไปอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ครม.ยังพิจารณาหลายเรื่องที่สำคัญ ทั้งเรื่องการสร้างรายได้ การขีดความสามารถด้านการแข่งขัน การบริหารสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาคุณชีวิต การอำนวยความสะดวกของประชาชน 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต่อสู้โควิด-19 มาแล้วนานกว่า 2 ปี วันนี้หลายอย่างเริ่มคลี่คลายจากผลสำเร็จของเราในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย เช่น การสนับสนุนรถยนต์อีวี ทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทางต่างๆ ก็เริ่มจัดหาเข้ามาใหม่ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศที่เราจะนำด้วย BCG เศรษฐกิจหมุนเวียน บนพื้นฐานที่สมดุล ยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมไปด้วย ลดโลกร้อน ลดคาร์บอน การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ดิจิทัล การสร้างเขตอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อจะพัฒนานวัตกรรมของเราให้มีรายได้สูงขึ้น รายได้เข้าประเทศมากขึ้น รัฐบาลได้วางโครงสร้างเหล่านี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางหลวง เส้นทางรถไฟ รถไฟฟ้าทั่วประเทศทั้ง กทม.และภูมิภาค 

ครม.เห็นชอบ ร่างกรอบความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเรียนการสอนภาษาจีน  พัฒนาหลักสูตรฯ-มอบทุนการศึกษาและฝึกอบรมครูสอนภาษาจีนชาวไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบร่างกรอบความร่วมมือ ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเรียนการสอนภาษาจีนระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)กับ ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือในด้านการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม การพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนและการสอนภาษาจีนและอาชีวศึกษาและเทคโนโลยี โดยให้ปลัดอว.เป็นผู้ลงนามในกรอบความร่วมมือฯ ร่วมกับนายหม่า เจี้ยนเฟย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือด้านภาษาจีนฯ  โดยทางอว.จะเรียนเชิญสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ประธานสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ลงนามเป็นพยาน ในพิธีลงนามวันที่ 20 เม.ย.นี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า กรอบความร่วมมือฯจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ฝ่ายลงนาม และมีอายุ 5 ปี และจะขยายเวลาออกไปอีก 5 ปีโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน และจะมีกรอบแนวทางความร่วมมือ เช่น การดำเนินการโครงการให้ทุนการศึกษาแก่ครูสอนภาษาจีนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก การพัฒนาอาจารย์และครูผู้สอนระดับอาชีวศึกษาในด้านภาษาจีนและอาชีวศึกษาและเทคโนโลยี และการจัดส่งครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนไปยังสถาบันอุดมศึกษา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top