Thursday, 4 June 2026
OzzyOsbourne

A Tribute to Ozzy Osbourne (Part I) จากเด็กยากจนขายแรงงานสู่พระเจ้าแห่ง Heavy Metal

(24 ก.ค. 68) Ozzy Osbourne ตำนานแห่งตำนานผู้บุกเบิกวงการเพลงเฮฟวีเมทัลและฟรอนต์แมนคนสำคัญของวง Black Sabbath ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 76 ปี เมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาในประเทศอังกฤษโดยครอบครัวเป็นผู้ยืนยันข่าวนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขา โดยส่วนหนึ่งของข้อความที่ส่งถึงแฟนๆและคนที่รัก Ozzy ทั่วโลกเขียนว่า “เป็นเรื่องเศร้าใจจนเกินจะอธิบายและกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า Ozzy Osbourne ผู้เป็นที่รักของเราจากได้ไปแล้วในช่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวและรายล้อมไปด้วยความรัก เราก็อยากจะขอให้ทุกคนเคารพช่วงเวลาอันเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในเวลานี้ด้วยเช่นกัน” 

Ozzy Osbourne คือใคร และมีความสำคัญต่อวงการดนตรีของโลกโดยเฉพาะสายร็อกแอนด์โรลล์และเฮฟวี่เมทัลขนาดไหน แฟนๆพันธุ์แท้ของเขาคงรู้กันดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงของไอคอนและตำนานผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างดนตรีเฮฟวี่เมทัลให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ใดๆdigest ขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินผู้เป็นเสาหลักสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีโลกเพื่อเป็นการ tribute และแสดงความคารวะต่อผลงานและมรดกที่ Ozzyฝากไว้ให้กับโลกกันครับ 

เด็กชายผู้ขายแรงงานและจุดกำเนิดของ Black Sabbath วงดนตรีที่สร้างเฮฟวี่เมทัลให้แก่โลก

จอห์น ไมเคิล ออสบอร์น (John Michael Osbourne) เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในย่านแอสตัน ไม่ไกลจากสนามวิลล่า พาร์คของสโมสร Aston Villa ที่เขาและเพื่อนร่วมวงเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ตราบจนวาระสุดท้าย เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานขนานแท้ พ่อแม่ทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงขั้นต่ำ มีพี่น้องรวมกันหกคน และต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานในโรงงานเช่นเดียวกัน ในเวลานั้น แอสตันถือเป็นย่านอุตสาหกรรมยากจนของ Birmingham ในช่วงหลังสงครามโลกหมาดๆ ที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจากโรงงาน และเด็กๆถูกหล่อหลอมให้โตมาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ห่วยแตกแล้ว ในวัยเด็กเขายังต้องเผชิญกับโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ ภาวะบกพร่องทางการอ่านและการเขียน รวมกับภาวะสมาธิสั้น ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการสื่อสาร เขาจึงมักถูกกลั่นแกล้งที่อยู่เป็นประจำ รวมถึงเพื่อน ๆ มักจะเรียกเขาว่า ‘ไอ้หมูออซซี’ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เราคุ้นเคยกันจนถึงทุกวันนี้รวมถึงทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเขาต้องเห็นพ่อกับแม่ของตัวเองทะเลาะบ่อยครั้ง บางครั้งก็ลามไปถึงการใช้ความกำลังและความรุนแรง กระทั่งออซซีในวัย 14 ปี จึงตัดสินใจที่จะแขวนคอตัวเองให้ความเฮงซวยในชีวิตทุกอย่างมันจบลงเพียงแค่นี้ แต่โชคดีที่พ่อของเขาเข้ามาเห็นก่อน จึงรีบเข้าไปห้ามด้วยการทุบตีออซซีอย่างหนัก 

วันหนึ่งที่เขาได้ยินเพลง ‘She Loves You’ ของ ‘The Beatles’ ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์บวกกับกระแสความนิยมของ The Beatlesในช่วงนั้นได้จุดประกายความฝันของออซซีขึ้นมา และเขาได้สัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่แบบ The Beatlesให้ได้ เพลงของสี่เต่าทองได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันน่าเบื่อของออซซีให้มีความหวัง เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนและหันไปทำงานเพื่อหาเงิน ทั้งทำงานในโรงงาน เป็นช่างประปา และทำกระทั่งเป็นมือเชือดในโรงฆ่าสัตว์ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่มากพอหรือความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านออซซี จึงหันไปลักขโมยของ

และสุดท้ายก็ถูกจับได้ในข้อหาลักขโมย และต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่มีใครมาประกันตัว เพราะพ่อของเขาต้องการให้ออซซีได้รับบทเรียนและหลาบจำ แต่ออซซีก็ยังคงมีช่วงเวลาที่เข้าๆออกๆเรือนจำซึ่งก็เป็นช่วงนี้เองที่ออซซีได้สักรอยสักคำว่า O Z ZY อันโด่งดัง(ในเวลาต่อมา)ไว้บนนิ้วมือของเขา วันหนึ่ง เพื่อนของออซซีได้ชวนให้เขาเข้ามาร่วมเล่นในวงดนตรี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้ามาคลุกคลีกับดนตรีอย่างจริงจัง แต่ระยะเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็ถูกให้ออกจากวง เพราะพฤติกรรมเกเรและดื้อรั้น ทำให้ออซซีตระเวนออดิชั่น และเข้าๆออกๆวงดนตรีอื่น ๆเป็นระยะ กระทั่งในปี 1967 เขาได้พบกับ ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (Geezer Butler) จึงได้ชักชวนกันก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา ที่มีชื่อว่า ‘Rare Breed’ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาก็ได้ชักชวนเพื่อนในสมัยเรียนอย่าง ‘โทนี ไอออมมี’ (Tony Iommi) มาร่วมวง โดยใช้ชื่อว่า ‘The Polka Tulk Blues Company’ เรียกสั้น ๆ ว่า ‘Polka Tulk’ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวงว่า ‘Earth’ ในภายหลัง 

และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งที่วง Earth ของจะต้องขึ้นแสดง แต่กลับพบว่ามีวงอื่นที่มีชื่อวงที่ซ้ำกับวงของพวกเขาและเป็นวงที่ตั้งมาก่อน ดังนั้นพวกจึงพยายามหาชื่ออื่นมาใช้เพื่อให้ทันก่อนขึ้นแสดง จนมีสมาชิกในวงได้เสนอชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา และทุกคนเห็นด้วยจนตัดสินใจเอามาใช้ในที่สุด และนั่นคือจุดกำเนิดของวงดนตรีที่จะสั่นสะเทือนวงการดนตรีและปักหมุดหมายแห่งเฮฟวี่เมทัลลงอย่างมั่นคงในเวลาต่อมาในชท่อ ‘Black Sabbath’

โดยมีสมาชิกของวงประกอบไปด้วย ‘ออซซี ออสบอร์น’ (ร้องนำ), ‘โทนี ไอออมมี’ (กีตาร์), ‘บิล วอร์ด’ (กลอง) ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (เบส),  การถือกำเนิดของ Black Sabbath กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงกระแทกให้ดนตรีร็อกในยุคนั้นอย่างรุนแรง ด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงวิญญาณอันมืดดำ ซาตาน และภูติผี บวกกับเสียงดนตรีที่วังเวง มืดหม่นและโหยหวนราวกับกำลังละเลียดสัมผัสหนังสยองขวัญผ่านดนตรี และจุดไคลแมกซ์ก็คือเสียงร้องแหบพร่าโหนสูงของออซซีในสำเนียงอังกฤษเบอร์มิงแฮม สอดประสานไปกับสำเนียงกีต้าร์ที่หนักแน่น ทรงพลังของโทนี ไอออมมี ซึ่งวางอยู่บนไลน์เบสและจังหวะกลองที่สอดประสานที่สร้างใหเพลงทรงพลังอย่างน่าประหลาดแต่ลงตัว หลังจากที่วงก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน ในปี 1970 พวกเขาก็ได้ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา ในชื่อ ‘Black Sabbath’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิญญาณมนต์ดำ ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ ฉีกแนวจากวงร็อกในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่น่าจับตามองจากฝั่งอังกฤษ  นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า Black Sabbath ได้นำซาวด์กีตาร์อันหนักหน่วง ทะลุทะลวง และเนื้อหาที่ดำดิ่งสู่ด้านมืดของสังคม สงคราม และจิตใจมนุษย์ มาผนวกรวมกับเสียงร้องโหยหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ozzy Osbourne  และกลายเป็นพิมพ์เขียวของดนตรีเฮฟวีเมทัลนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 7 เดือนต่อมา วงได้ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มลำดับที่สอง อย่าง ‘Paranoid’ ที่มีเพลงฮิตอย่าง Paranoid ที่ต่อมาแฟนๆหลายล้านคนให้การยอมรับว่าเป็นดั่งเพลงชาติของชาวเฮฟวี่เมทัล, War Pigs, และ Iron Man จนทำให้ชื่อเสียงของวงโด่งดังจนฉุดไม่อยู่ และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งในปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 33 ล้านชุดทั่วโลก

สูงสุดคืนสู่สามัญ ตกต่ำด้วยพฤติกรรมตัวเองและการคืนชีพในเส้นทางดนตรีอย่างองอาจ

เมื่อ Black Sabbath กลายเป็นวงที่อยู่บนจุดสูงสุดของดนตรีร็อคและกลายเป็นวงที่สร้างแนวเพลง Metal เป็นครั้งแรกของโลก ครอบครัวของ Ozzy ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “มันเหมือนถูกล็อตเตอรี่” เขาเล่าในเวลาต่อมา “ทุกคนในบ้านเริ่มมองผมเป็นตู้ ATM” ความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนออซซีให้เป็นคนใหม่ แต่กลับถีบให้เขาดิ่งลงสู่จุดที่อันตรายกว่าเดิม ทั้งเหล้า ยาเสพย์ติด ทำร้ายคนที่เขารัก และเกือบทำลายตัวเอง

เขายอมรับว่าเคยทุบตีภรรยาคนแรก เพราะ “คิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ชายควรทำ เพราะพ่อของผมก็ทำแบบนั้น” ซึ่งในภายหลังเขายอมรับผิดและเรียกมันว่า “ความโง่เขลาที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต” Black Sabbath ยังคงปล่อยผลงานเพลงและอัลบั้มออกมาอยู่เรื่อย ๆ แบบปีต่อปี รวมทั้งยังกวาดรางวัลมาอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่อีโก้และความขัดแย้งในวงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ออซซีเริ่มใช้ชีวิตเสเพล ไร้ความรับผิดชอบ เงินที่หามาได้ก็เอาไปถลุงกับอบายมุขเสียทั้งหมด นานวันเข้า สมาชิกในวงที่เริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของออซซีที่ไม่เอาไหนก็ได้ไล่เขาออกจากวงในที่สุดในเดือนเมษายน ปี 1979  ทำให้จากการเป็นฟร้อนท์แมนของวงร็อคระดับโลกที่ขึ้นโชว์ต่อหน้าคนนับหมื่นเป็นประจำ ออซซีกลับถูกถีบตกสวรรค์ลงมาเป็นคนเร่ร่อนไร้หางเสือในทันที แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ ด้วยความช่วยเหลือของลูกสาวอดีตผู้จัดการวง Black Sabbath ชื่อ Sharon Arden ที่ต่อมาได้กลายเป็น Sharon Osbourne ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผู้อยู่เคียงข้างออซซีจนลมหายใจสุดท้าย ทั้งสองออกเดทและตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1982 จากนั้นชารอนก็ทำหน้าที่เป็นคนดูแลและเป็นผู้จัดการของออซซีตลอดมานับแต่นั้น

‘เจ้าชายแห่งรัตติกาล’ ผู้เปล่งแสง ดุจดาวฤกษ์!! ในจักรวาลอันมืดมิด ตราบจนวาระสุดท้าย

(27 ก.ค. 68) ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งเฮฟวี่เมทัลในฐานะศิลปินเดี่ยวและสร้างคุณูปการให้กับวงการอย่างมากมาย 

จากการที่มีชารอน คอยอยู่เคียงข้าง ทำให้ออซซีตัดสินใจฮึดสู้อีกครั้ง เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว อัลบั้มเปิดตัวของออซซีมีเพลงฮิตหลายเพลง อาทิ Mr. Crowley, Flying High Again, Suicide Solution และเพลงดังอมตะตลอดกาล อย่าง ‘Crazy Train’ ที่ต่อมาในภายหลังเพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นบทเพลงอมตะขึ้นหิ้งของวงการร็อกและเฮฟวี่เมทัลมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้อัลบั้มนี้ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ดในอังกฤษและอันดับที่ 21 ในอเมริกา ชื่อเสียงของออซซีกลับมาโด่งดังอย่างฉุดไม่อยู่อีกครั้ง และเลื่อนขั้นเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของวงการนับแต่นั้น หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกลับมาผงาดอีกครั้งของออซซีก็คือ มือกีต้าร์หนุ่มอัจฉริยะที่เปรียบเสมือนมือกีต้าร์คู่บุญที่เกิดมาเพื่อส่งให้ออซซีขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่าง ‘แรนดี โรดส์’ (Randy Rhoads) ณ เวลานั้น แรนดีเป็นมือกีตาร์ไฟแรงในวัย 20 ต้น ๆ อดีตสมาชิกของวง ‘Quiet Riot’ ซึ่งโดดเด่นด้วยสไตล์การเล่นที่นำดนตรีคลาสสิกมาผสมกับดนตรีเฮฟวี่เมทัลในแบบของออซซี จนผลงานในชุดแรกของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ปล่อยออกมาในปี 1980 อย่าง ‘Blizzard of Ozz’ สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง แต่แล้วออซซีก็ต้องพบกับอุปสรรคและความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อในปี 1982 ที่ออซซีและกำลังอยู่ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต ‘Diary of a Madman’ ก็ต้องสูญเสียมือกีตาร์คนสำคัญอย่างแรนดีไป จากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขาและสมาชิกคนอื่นๆในวง โศกนาฏกรรมดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจให้กับสมาชิกวงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะออซซีที่เพิ่งจะกลับมายืนในวงการได้ไม่นาน แต่ด้วยการดูแลจากชารอน และยังได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนนักดนตรีคนอื่น ๆ ทำให้ออซซีสามารถกลับมายืนอยู่บนเวทีได้อีกครั้ง

ออซซียังคงออกผลงานและทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง จนในปี 1994 สามารถคว้ารางวัลแกรมมี่แรกมาครองได้ อย่างเพลง ‘I Don’t Want to Change The World’ จากอัลบั้มบันทึกการแสดงสด ‘Live & Loud’ และสิ่งหนึ่งที่นับเป็นหนึ่งในคุณูปการอันยิ่งใหญ่ตลอดในเส้นทางสายดนตรีของออซซีก็คือ ภายหลังการเสียชีวิตของมือกีต้าร์คู่บุญอย่างแรนดีแล้ว เขายังได้สร้างมือกีตาร์ระดับโลกมากมายขึ้นมาประดับวงการผ่านการมาร่วมวงของเขา อาทิเช่น ‘เจค อี. ลี’ (Jake E. Lee), ‘แซค ไวล์ด’ (Zakk Wylde), ‘โจ โฮล์มส์’  (Joe Holmes) และ ‘กัส จี’ (Gus G) เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่ออซซีให้ความสำคัญและทำอย่างต่อเนื่องก็คือการให้โอกาสและสนับสนุนผลักดันคนรุ่นหลังให้มีโอกาสแจ้งเกิดและรับไม้ต่อจากเขาเสมอ หมุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ออซซีได้สร้างขึ้นและมอบไว้ให้กับคนรุ่นหลังก็คือ ในปี 1996 ออซซีและชารอนได้สร้างเทศกาลร็อกสุดยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าง ‘Ozzfest’ เป็นเทศกาลที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการดนตรีเฮฟวี่เมทัล มีวงดนตรีร็อกระดับตำนานมากมายที่ออซซีผลักดันขึ้นโชว์ อย่าง ‘Slayer’, ‘Motorhead’ และ ‘Linkin Park’ รวมถึงวง ‘Slipknot’ ก็แจ้งเกิดครั้งแรกบนเวทีนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ออซซียังได้ออก studio album ร่วมกับศิลปินระดับไอคอนของวงการมากมาย นับตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่าง ‘เอริค แคลปตัน’ (Eric Clapton), ‘เอลตัน จอห์น’ (Elton John) หรือ ‘เจฟฟ์ เบ็ค’ (Jeff Beck) ไล่มาถึงรุ่นกลางอย่าง ‘แสลช’ (Slash) จนมาถึงรุ่นหลานอย่าง ‘โพสต์ มาโลน’ (Post Malone) ในปี 2023 ออซซีได้คว้ารางวัลแกรมมี่ สาขาอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม จากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 13  ‘Patient Number 9’ และรับรางวัล ‘Best Metal Performance’ จากเพลง ‘Degradation Rules’ รางวัลเหล่านี้ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของออซซีในฐานะตำนานวงการดนตรีที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และออซซียังถูกเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ ‘Rock And Roll Hall of Fame’ ในปี 2024 อีกด้วย 

ในส่วนของวง Black Sabbath นั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปหลายปี ความบาดหมางระหว่างออซซีและเพื่อนสมาชิกคนอื่นก็ทุเลาลง จนในปี 1985 พวกเขาได้กลับมารวมตัวเฉพาะกิจ และขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ‘Live Aid Philadelphia’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือวิกฤตความอดอยากในเอธิโอเปีย และในปี 1997 สมาชิก Black Sabbath ยุคก่อตั้งทั้งสี่ก็ได้กลับมารวมตัวและออกทัวร์กันอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยอัลบั้มลำดับที่ 19 ออกมาในชื่อว่า  ‘13’ ก่อนที่จะประกาศยุติวงอย่างเป็นทางการในปี 2017 

ความทรุดโทรมของสังขารสู่การบอกลาตลอดกาลอย่างยิ่งใหญ่ และสง่างาม 

ตลอดช่วงท้ายชีวิต ออซซีเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังประสบอุบัติเหตุจากรถควอดไบค์ในปี 2003 และการพลัดตกในบ้านเมื่อปี 2019 ซึ่งกระทบต่อกระดูกสันหลัง จนเขาต้องประกาศยุติการทัวร์ในปี 2023 นอกจากนี้ออซซียังต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากการดื่มหนักและใช้ยาเสพติดอย่างหนักหน่วงในวัยหนุ่ม จนทำให้เขาไม่สามารถออกทัวร์ได้ในระยะหลังเป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุด ในเดือนมกราคม 2568 ชารอนก็ได้ออกมาประกาศว่า ออซซีในวัย 75 ปี เตรียมจะเล่นคอนเสิร์ตอำลาเหล่าแฟนเพลง หลังจากที่ต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆมานาน โดยชารอนได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เขาคงจะกลับมาทัวร์ไม่ได้แล้วละ แต่เรากำลังวางแผนที่จะโชว์อีกสักสองโชว์เพื่อกล่าวอำลาแฟน ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งสามีของฉันบอกว่า ‘ผมยังไม่ได้บอกลาเหล่าแฟน ๆ ของผมเลย ผมอยากจะอำลาพวกเขาให้มันเหมาะสมกว่านี้’”  ซึ่งคอนเสิร์ตอำลาดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “Back To The Beginning” ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาที่สนามกีฬา Villa Park ที่ตั้งอยู่ในบ้านเกิดของออซซี บริเวณย่านแอสตันเมืองเบอร์มิงแฮม คอนเสิร์ตครั้งนี้เต็มไปด้วยแฟนๆ ชาวร็อกจำนวนกว่า 40,000 คน แม้ออซซีจะไม่สามารถลุกขึ้นยืนแสดงเหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่เขาก็สามารถสร้างความประทับใจด้วยการนั่งขับร้องเพลงอย่างสุดความสามารถบนบัลลังก์สีดำทะมึน และยังแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อกับคนดูอย่างสนุกสนานเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด และเมื่อถึงท่อนร้องก็จะเห็นได้ว่าออซซีเค้นพลังทุกหยาดหยดออกมา ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในมาตรฐานของศิลปินระดับโลกที่ไม่เคยจางหายถูกถ่ายทอดให้แฟนๆ ได้รับฟังและชมอย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ทุกคนทราบกันดีว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นเขาขึ้นแสดง และหลายคนยังคิดในใจว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นออซซีในบทบาทที่ดีที่สุด และทรงพลังที่สุด ก่อนที่โลกนี้จะพรากเขาไป นั่นทำให้แฟนจำนวนไม่น้อยถึงกับหลั่งน้ำตาในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต และในตอนท้ายของคอนเสิร์ต ออซซีก็ได้มีโอกาสกล่าวคำขอบคุณและอำลาแฟนเพลงของเขาอย่างยิ่งใหญ่และซาบซึ้งใจ ไม่เพียงเท่านั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพวกเขาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลเด็กและสถานรักษาอาการพาร์กินสันอีกด้วย และไม่นานหลังจากคอนเสิร์ตจบลงได้เพียง 17วัน แฟนๆ ต้องเผชิญกับความจริงเมื่อออซซีเสียชีวิตลงอย่างสงบ ปิดฉากตำนานศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกลงอย่างสมบูรณ์และสง่างามโดยไม่มีอะไรติดค้าง และแฟนๆทั่วโลกต่างร่วมกันไว้อาลัยอย่างเศร้าสลด 

มรดกที่แท้จริงของ Ozzy Osbourne อาจวัดได้จากเสียงสะท้อนของศิลปินรุ่นหลังและเพื่อนร่วมวงการ วงร็อกระดับตำนานหลายวงยกย่องเขาว่าเป็น "พี่ชายใหญ่แห่งวงการร็อก" ผู้ซึ่ง "เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีไปตลอดกาล"

ตัวอย่างหนึ่งในคำสรรเสริญที่ทรงพลังที่สุดจากวง Metallica วงที่เรียกอาจนับเป็นลูกหลานสายตรงของ Black Sabbath และเป็นหนึ่งในวงหลักที่ขึ้นเล่นเป็นวงเปิดให้กับออซซีและ Black Sabbath ในคอนเสิร์ตสุดท้ายที่ผ่านมาได้กล่าวไว้ว่า Ozzy คือ "วีรบุรุษ, ไอคอน, ผู้บุกเบิก, แรงบันดาลใจ, ครู และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อน"

Ozzy Osbourne ไม่ได้เป็นเพียงนักดนตรี เขาคือสถาปนิกผู้ร่วมก่อร่างสร้างแนวเพลงเฮฟวีเมทัล เป็นศิลปินเดี่ยวที่พิสูจน์ตัวเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และคือไอคอนทางวัฒนธรรมผู้ทลายกำแพงระหว่างดนตรีร็อกกับกระแสหลักได้อย่างน่าทึ่ง มรดกของเขาจะยังคงดังก้องกังวานอยู่ในทุกริฟฟ์กีตาร์ที่หนักหน่วงและเสียงร้องของศิลปินร็อกรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไปอีกนานแสนนาน

สิ่งที่ออซซีทำให้เราเห็นตลอดช่วงชีวิตอันมีสีสันและยืนยาวของเขาก็คือการยอมรับความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ออซซีไม่เคยพยายามขัดเกลาตัวเองให้ดูดี เขายอมรับว่าเคยเป็นคนเลวอย่างจริงใจและซื่อสัตย์ แต่เขาก็ไม่เคยหยุดพยายามทำให้ดีขึ้น โดยมีความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองและมีความรักในเสียงดนตรีนำทาง โอบกอดด้วยความรักจากครอบครัวและมิตรสหายคอยประคับประคอง ในวันที่เขาจากไป เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหัวใจของคนทั่วโลก เพราะบางครั้งการดำรงอยู่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่คือการทิ้งบางสิ่งที่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นหลังรวมทั้งแผ้วถางเส้นทางไว้ให้ด้วยความมุมานะพยายาม ความเชื่อมั่น ความรักและน้ำใจอันใสสะอาดที่จริงแท้  ออซซีทำมันได้สำเร็จอย่างงดงามและสง่างามอย่างที่สุด 

ด้วยจิตคารวะ 

Rest In Fxxxin’ Peace.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top