Thursday, 4 June 2026
OR

OR มอบรางวัล การประกวด 'Green Innovation Contest' ประจำปี 2567 ตอกย้ำภารกิจ ‘เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน’ บนโลกเดียวกันที่ยั่งยืน

(8 ต.ค. 67) นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการพิเศษ 1 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ทีมแข่งขันจากการประกวดโครงการ 'Green Innovation Contest' ประจำปี 2567 ณ ห้อง The Synergy Hall ชั้น 6 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี กรุงเทพมหานคร

นางสาวราชสุดา เปิดเผยว่า OR ได้จัดโครงการ 'Green Innovation Contest' เป็นครั้งแรก ในหัวข้อ 'นวัตกรรมสีเขียวเพื่อโลกที่ยั่งยืน' โดยมุ่งหวังสนับสนุนให้เยาวชนไทยแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติต่อไป

ในโดยในปีนี้ OR ได้เปิดรับสมัครเยาวชนจากกลุ่มนิสิต นักศึกษา และอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 ทีม การคัดเลือกแบ่งออกเป็น 3 รอบ คัดเหลือ 15 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยทีมที่ชนะการประกวด มีดังต่อไปนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม C-dots Coating Cell ผลงาน นวัตกรรมสเปรย์ฟิล์มเคลือบผิวโซลาร์เซลล์สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยอนุภาคนาโนคาร์บอนดอทจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Plankton collector ผลงาน หุ่นยนต์เก็บแพลงก์ตอนอัจฉริยะพลังงานแสงอาทิตย์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Bio-Farmer ผลงาน ถังน้ำหมักชีวภาพจากขยะครัวเรือนด้วยระบบอัตโนมัติ (Bio-Auto Fermenter)

โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา 30,000 บาท ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับเหรียญทอง เหรียญเงิน ประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา 20,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชย 12 ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ โดยได้รับเหรียญทองแดง ประกาศนียบัตร และทุนการศึกษา 5,000 บาท 

กิจกรรมเด่นภายในงาน นอกจากการนำเสนอผลงานของทั้ง 15 ทีมที่ผ่านเข้ารอบแล้ว ยังมีบูธนิทรรศการแสดงนวัตกรรมของแต่ละทีม รวมถึงบูธเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ OR ซึ่งสะท้อนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีกิจกรรมสร้างความสนุก อาทิ การร่วมแสดงความคิดเห็น และกิจกรรมคีบของรางวัล เพื่อร่วมลุ้นรับของรางวัลรักษ์โลก การจัดงานทั้งหมดออกแบบเพื่อลดการสร้างขยะให้น้อยที่สุด โดยขยะที่เกิดขึ้นบางส่วนจะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เช่น ขวดน้ำและฝาขวดจะถูกคัดแยกและส่งต่อไปยังโครงการ 'แยกแลกยิ้ม x GC Youเทิร์น' เมื่องานเสร็จสิ้น 

โครงการ 'Green Innovation Contest' นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ OR ผลักดันและส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของ OR ที่มุ่ง “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน ในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับของ OR” นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาเยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้ OR บรรลุเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Healthy Environment) ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสถานประกอบการ และการลดปริมาณขยะ มุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 นางสาวราชสุดา กล่าวเสริมในตอนท้าย

OR ปฏิรูปสู่องค์กรดิจิทัล สร้าง Business Intelligence ทุกมิติ ยกระดับธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก

(12 พ.ย.67) OR เปิดตัวแผนปฏิรูปดิจิทัล หรือ Digital Transformation Journey ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล มุ่งยกระดับธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกสู่อนาคต พร้อมสร้างโอกาสใหม่และเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ และการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า OR ในฐานะผู้นำธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกชั้นนำของประเทศประกาศความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งสำคัญ ผ่านเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล หรือ 'Digital Transformation Journey' ที่จะครอบคลุมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ โดยมีเป้าหมายที่การเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งกลุ่มธุรกิจ Mobility และ Lifestyle เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ 

สร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การบริหารสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ (Real Time) การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Advanced Data Analytics) เพื่อการตัดสินใจ ไปจนถึงการพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค 

นายภากร สุริยาภิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจดิจิทัลและโซลูชัน OR เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งนี้จะเป็นมากกว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเป็นการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อมรับมือกับอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยธุรกิจต่าง ๆ และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด 

ทั้งยังเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการกระจายสินค้าและการสร้างประสบการณ์เชิงดิจิทัลให้แก่ลูกค้า รวมถึงการเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้พัฒนานวัตกรรม เช่น ธุรกิจ Virtual Bank และธุรกิจกาแฟ เป็นต้น

OR ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากร และปลูกฝังวัฒนธรรมดิจิทัลให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร หรือ OR DNA ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อให้การปฏิรูประบบดิจิทัลในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกของไทย และช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมต่อไป

‘ดีเอสไอ’ แจงภาพข่าว ‘ดีเอสไอสอบผู้บริหารปตท. ทุจริต’ เป็นข่าวเท็จ ชี้! หากมีการตรวจสอบและออกข่าวจริง ต้องทำอย่างเป็นทางการ

(28 พ.ย.67) โฆษกดีเอสไอ เผยภาพข่าว ‘ดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนข้อกล่าวหาผู้บริหาร ปตท. และ โออาร์ ทำธุรกรรมการซื้อขายไบโอดีเซล B100 กับบริษัทในเครืออย่างผิดปกติ’ จากการตรวจสอบพบเป็น ‘ข่าวเท็จ’ ขณะที่ ตลท.ขอให้ PTT-OR-DSI แจงข่าวเข้าตรวจสอบกรณีบังคับขายบี 100 จาก GGC ในราคาต่ำ

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า จากที่มีภาพข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า ดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนข้อกล่าวหาผู้บริหาร บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ. ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ว่าได้ทำธุรกรรมการซื้อขายไบโอดีเซล B100 กับบริษัทในเครืออย่างผิดปกตินั้น ทางดีเอสไอได้ตรวจสอบภาพข่าวดังกล่าว ภาพที่ปรากฏไม่ใช่ภาพประชาสัมพันธ์ของดีเอสไอ เพราะหากมีการตรวจสอบและออกข่าวจริง จะต้องเป็นภาพที่เป็นทางการจากดีเอสไอเพราะเป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งเรื่องการตรวจสอบ บจ.ต่างๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การจะดำเนินการจะต้องรอบคอบ จะต้องมีการนำเสนอเชิงลึกก่อนเปิดเผยประชาสัมพันธ์ ซึ่งกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีการสอบถามเข้ามา ทางดีเอสไอพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นางสาวปวีณา ศรีโพธิ์ทอง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.ได้ประสานและสอบถามไปยัง PTT และ OR รวมถึงดีเอสไอขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนข้อกล่าวหาผู้บริหาร PTT และ OR ว่าได้ทำธุรกรรมการซื้อขายไบโอดีเซล B100 กับบริษัทในเครืออย่างผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพข่าวที่ออกมาตามสื่อออนไลน์ระบุว่า การสอบสวนสืบเนื่องจากนายสยามราช ผ่องสกุล อ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นของ PTT บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ยื่นคำร้องต่อดีเอสไอตั้งแต่ปี 66 ขอให้สืบสวนว่า OR ได้สั่งให้ GGC ขาย B100 ราคาต่ำกว่าราคาแนะนำให้รับซื้อ ของสำนักงานนโยบายบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทำให้ GGC ขายในราคาขาดทุน เป็นการผ่องถ่ายกำไรของ GGC มายัง OR ผู้ยื่นคำร้องระบุการกระทำนี้เข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน หรือการถ่ายโอนกำไรระหว่างกันของบริษัทในเครือ อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 281/2 มาครา 307 และ มาตรา 311 และเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

‘ปีกทอง ทองใหญ่’ CEO คนใหม่ OR โชว์วิสัยทัศน์ ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดปีนี้ 38% กลับไปเท่ากับ ปี 66

(31 ม.ค.68) หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ OR ประกาศวิสัยทัศน์มุ่งเสริมความแข็งแกร่งองค์กรผ่าน 3 พันธกิจหลัก ทั้ง Seamless Mobility, All Lifestyles และ Global Market โดยใช้ดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น Oil Hub แห่งภูมิภาค ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร ด้วยแนวคิด 'They grow We grow' เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยในโอกาสที่ได้เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ว่า ตนพร้อมสานต่อวิสัยทัศน์ 'Empowering All toward Inclusive Growth' หรือ 'เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน' พร้อมเน้นย้ำถึงการต่อยอดนโยบาย OR SDG ที่มุ่งสร้างสมดุลในทุกมิติ ทั้ง ด้าน S: Small การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ด้าน D: Diversified การลงทุนในธุรกิจที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักของ OR และ ด้าน  G: Green การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา OR ได้สร้างผลงานที่โดดเด่น อาทิ การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนผ่านโครงการไทยเด็ด การสนับสนุนผู้เปราะบางทางสังคมผ่าน Café Amazon for Chance รวมถึงการติดตั้ง Solar Roof ในสถานีบริการ PTT Station ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2030 และ Net Zero ในปี 2050 พร้อมทั้งตั้งเป้าที่จะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของ OR เพิ่มขึ้น 2-3% ในปี 68 หรือเติบโตอยู่ที่ระดับ 38% เหมือนปี 66 หลังจากที่ปัจจุบันอยู่ที่ 35% 

ในด้านการขับเคลื่อนธุรกิจ OR จะมุ่งเน้นการใช้ Digitalization & Innovation เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ โดยที่ผ่านมา OR ถือเป็นบริษัทแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำระบบ SAP S/4 HANA มาใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันและค้าปลีก พร้อมพัฒนา Control Tower Dashboard เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและตัดสินใจทางธุรกิจ โดยมุ่งเสริมความเข้มแข็งใน 3 พันธกิจสำคัญ ได้แก่  Seamless Mobility มุ่งเสริมความเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันผ่านการขยายเครือข่ายสถานีบริการและเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาสู่พลังงานทางเลือก เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Station PluZ และการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้กลยุทธ์ Thailand Mobility Partner ในการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจน้ำมัน (Fossil Based) สู่ธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน (New Energy-Based) ด้าน All Lifestyles มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของ Café Amazon ตลอด Value Chain พร้อมแสวงหาโอกาสการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเริ่มศึกษาธุรกิจ Health & Wellness ที่มีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์กระจายพอร์ทการลงทุน (Diversify Portfolio) และ Global Market ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยมีแผนลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งในโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ 

นอกจากนี้ OR จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรอย่างรอบด้าน พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Oil Hub แห่งภูมิภาค ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร ทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านน้ำมันระหว่างประเทศ และการสร้าง New Magnet เพื่อยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจให้แข็งแกร่ง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเติมเต็มโอกาส เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การขับเคลื่อนองค์กรในยุคที่มีความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ จะต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตในทุกมิติ ทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับแนวความคิดการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการ 'They grow We grow' โดยจะสร้างความเชื่อมั่นและการสื่อสารที่ใกล้ชิดผ่านโครงการ 'CEO on tour' เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ พนักงาน พันธมิตร นักลงทุน และสื่อมวลชน” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวเสริมในตอนท้าย

ในโอกาสนี้ หม่อมหลวงปีกทอง ได้เปิดตัว Facebook Fanpage 'ต้น ปีกทอง - Tone Peekthong' อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลอีกด้วย

OR จับมือ บางกอกแอร์เวยส์ ใช้เชื้อเพลิง SAF ผลิตในไทย ก้าวสำคัญสู่อนาคตการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

OR ร่วมกับ สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่ผลิตโดยผู้ผลิตในประเทศไทยมาใช้ในการบินเป็นครั้งแรก ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองบริษัท พร้อมก้าวสู่อนาคตการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

นายชัยพฤฒิ วัชรีคุปต์ ผู้จัดการฝ่ายตลาดอากาศยานและเรือขนส่ง บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และนายเดชิศร์ เจริญวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายงานปฏิบัติการ / รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการบิน บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) เรื่อง การซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) โดยผู้ผลิตภายในประเทศเป็นครั้งแรกของประเทศไทย สำหรับใช้ปฏิบัติการบินในเที่ยวบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ณ สำนักงานใหญ่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ถนนวิภาวดีรังสิต ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองบริษัท พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยก้าวสู่อนาคตการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

นายชัยพฤฒิ เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับ บางกอกแอร์เวยส์ ครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังระหว่าง OR ในฐานะผู้นำการจำหน่ายน้ำมันอากาศยานของไทย และบางกอกแอร์เวยส์ ในฐานะสายการบินชั้นนำ ในการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ที่ผลิตโดยผู้ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรก คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ที่ได้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนสำหรับการผสม SAF ด้วยการนำกระบวนการ Co – Processing มาใช้ในอุตสาหกรรมการบินเป็นครั้งแรกเพื่อรองรับนโยบายการบังคับใช้ SAF ของประเทศไทยในอนาคต โดย OR มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่สำคัญนี้ และมุ่งมั่นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน โดยการจัดหาน้ำมัน SAF ให้กับบางกอกแอร์เวย์นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยสู่การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ OR เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2065 อีกด้วย

นายเดชิศร์ กล่าวว่า นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในความร่วมมือกับ OR เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยสู่เส้นทางบินสีเขียว โดยการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF โดยผู้ผลิตภายในประเทศเป็นครั้งแรกของประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสานต่อแคมเปญ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ จะนำไปสู่การผลักดันและเตรียมความพร้อมในการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในอนาคต ที่จะสามารถตอบสนองต่อแนวโน้มธุรกิจการบินของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับการตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA)

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมการบินไทย และเป็นไปตามเป้าหมายของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593  

OR ขอแสดงความเสียใจ กรณีเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเสียหาย – มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ส่งผลให้สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชชา ปิโตรเลียม ต.บ้านผือ ได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

OR ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และชุมชนโดยรอบ และพร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

OR ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว 

OR ผนึกกำลังหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน ส่งมอบ!! ‘น้ำดื่ม - อาหาร’ บรรเทาความเดือดร้อน ในพื้นที่เข้าถึงยาก

(27 ก.ค. 68) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมกับ หน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 31 (นพค.31) หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย นำโดย พันเอก จิรายุ จิตธรรม ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 ส่งมอบน้ำดื่ม จำนวน 9,600 ขวด ให้แก่ นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่าน รวมทั้งร่วมลงพื้นที่มอบอาหารและน้ำดื่มให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และอำเภอเวียงสา ที่ประสบภัยพิบัติรุนแรง และเข้าถึงได้ยาก นอกจากนี้ OR ยังได้ส่งมอบน้ำดื่มเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลน่าน โดยมี นายแพทย์ณัฐวิชช์ จักรเจริญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษและสื่อสารองค์กร โรงพยาบาลน่าน เป็นผู้รับมอบ 

ความช่วยเหลือครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของ OR ในการบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย โดยก่อนหน้านี้ OR ได้ส่งมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่านมาแล้ว ทั้งนี้ OR ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างทันท่วงทีและทั่วถึง และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

เวียตเจ็ท ผนึก OR ลงนามใช้ “น้ำมัน SAF” ในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ดันอุตสาหกรรมการบินไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ตั้งเป้าใช้น้ำมัน SAF ไม่น้อยกว่า 5% ภายในปี 73 พร้อมเพิ่ม 2 เส้นทาง “Green Route” ต้นปีหน้า

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค หรือ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสีเขียว ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย “Net Zero” 

ตอกย้ำจุดยืนของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเป็นผู้นำสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกในภูมิภาคที่นำร่องใช้น้ำมัน SAF ในเที่ยวบินพาณิชย์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดพันธกิจหลักภายใต้กองทุนฟลายกรีน (Fly Green Fund) ของสายการบินฯ ในการเตรียมเปิดเส้นทาง Green Route เพิ่มเติมภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ได้แก่ เส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ และต่อยอดการใช้น้ำมัน SAF สำหรับทุกเที่ยวบินในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ดานัง’ ต่อไป โดยพิธี MOU ดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี ชั้น 17 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายพิชิต เจียรกิตติมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ พร้อมด้วย นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) สำหรับความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสององค์กรได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF และดำเนินการทดลองเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในเส้นทาง “กรุงเทพฯ–ดานัง” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยมี OR เป็นผู้ส่งน้ำมัน SAF สำหรับใช้ในเที่ยวบินดังกล่าว นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนการบินสีเขียว หรือ Fly Green ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังคงสานต่อความตั้งใจในพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขานรับนโยบายด้านความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมการบินอย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าแผนการขยายเส้นทาง Green Route ภายใต้โครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งสายการบินฯ ยังคงมีนโยบายใช้น้ำมัน SAF เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงในเที่ยวบินพาณิชย์ ล่าสุดได้ขยายการใช้น้ำมัน SAF ในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก’ โดยใช้น้ำมัน SAF สัดส่วน 1% ผสมกับเชื้อเพลิง Jet A-1 สัดส่วน 99% ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังมีแผนขยายเส้นทางที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนเพิ่มเติมภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ในส้นทางใหม่ ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเดือนมกราคม เพื่อสนับสนุนนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก ตามแนวปฏิบัติของโครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ หรือ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation)”

“ความร่วมมือกับ OR ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการใช้และพัฒนาพลังงานสะอาดสำหรับอากาศยานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในอนาคต ซึ่งนอกจากการจัดหาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้แก่เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพื่อใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์แล้ว ทั้งสององค์กรยังอยู่ระหว่างการหารือแนวทางขยายความร่วมมือในมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดภายในปี 2573 เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการบินสีเขียวตามแนวทาง Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมการบินโลก” 

นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR เปิดเผยว่า OR มีความภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรหลักในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้กับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทยในการมุ่งสู่อนาคตที่สะอาดและยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ OR จะเป็นผู้ให้บริการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF เพื่อให้เวียตเจ็ท ไทยแลนด์ ใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการบินสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยล่าสุดได้ยกระดับการใช้ SAF สู่เที่ยวบินประจำระหว่าง สุวรรณภูมิ – ฟูโกว๊ก 

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเวียตเจ็ท ไทยแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการนำ SAF มาใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การลงนาม MOU ในเดือนพฤษภาคม 2567 และริเริ่มเที่ยวบินปฐมฤกษ์ระหว่างประเทศ ระหว่างกรุงเทพฯ – ดานัง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสายการบินอันดับต้นๆ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญและดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ OR จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมพลังงานและบริการด้านเอนเนอร์ยี่โซลูชัน เพื่อสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และร่วมสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานยั่งยืนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

สำหรับ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ปี ภายใต้กองทุกฟลายกรีน (Fly Green Fund) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมสีเขียวผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับองค์กรและชุมชน โดยการผ่านความร่วมมือจากผู้โดยสาร พนักงานของสายการบินฯ และพันธมิตรในทุกภาคส่วน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์และกองทุนฟลายกรีนได้ที่ www.vietjetair.com 

“เซ็นทารา” จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel ตั้งเป้าเปิด 6 แห่งทั่วไทยในเฟสแรก ใช้ทำเล PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้การลงทุน 700 ล้านบาท

"เซ็นทารา จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel 
เปิดเกมใหม่ธุรกิจโรงแรมไทย ขยายพอร์ตสู่ทุกเซกเมนต์
ร่วมลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลศักยภาพทั่วไทยในเฟสแรก "

กรุงเทพฯ – 1 เมษายน 2569 – โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ผนึกกำลัง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมลงนามสัญญาร่วมลงทุนสำหรับการลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เพื่อขยายธุรกิจสู่เซกเมนต์ใหม่ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ภายใต้การร่วมลงทุนในครั้งนี้ เซ็นทารา และ OR จะร่วมกันพัฒนาเครือข่ายโรงแรมราคาประหยัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพของสถานีบริการ PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อมอบทางเลือกด้านที่พักที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจโรงแรมของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายสถานีบริการและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ของ OR ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

โดยในเฟสแรกของโครงการฯ เซ็นทารา และ OR ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลสำคัญทั่วไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, อยุธยา, ภูเก็ต, ชลบุรี และสงขลา โดยคาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการระหว่างปี พ.ศ. 2570–2571 เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางบนเส้นทางหลักและเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค

โรงแรมแต่ละแห่งจะมีจำนวนห้องพักประมาณ 69-80 ห้อง โดยมีอัตราค่าห้องพักเริ่มต้นที่ประมาณ 800-900 บาทต่อคืน ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ จะมีห้องพักประมาณ 120 ห้อง และมีอัตราค่าห้องพักอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 บาทต่อคืน ด้วยคอนเซปต์ห้องพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ โดย รองรับกลุ่มลูกค้าหลักอย่างนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้เดินทางด้วยรถยนต์ และนักธุรกิจที่ต้องการที่พักระหว่างการเดินทาง

การร่วมลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท โดยเซ็นทาราถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ OR ถือหุ้น 49% ซึ่งโครงการนี้จะผนวกความเชี่ยวชาญในธุรกิจการให้บริการของเซ็นทาราเข้ากับจุดแข็งของ OR Ecosystem ที่มีเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ที่มอบบริการด้านพลังงาน, สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, ร้านอาหาร, ร้านค้าปลีก และพื้นที่พักผ่อน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและครบวงจรให้แก่แขกผู้เข้าพัก

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวฯ ยังเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากระบบสมาชิกของทั้งสององค์กร ได้แก่ CentaraThe1, The 1 และ blueplus+ ของ OR ซึ่งมีฐานสมาชิกรวมกันกว่า 40 ล้านคน เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าต่อไปในอนาคต


ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา 
และ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR

“การร่วมลงทุนในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเซ็นทาราในการเปิดเกมสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งสะท้อนเป้าหมายในการเติบโตธุรกิจและขยายพอร์ตโฟลิโอของเราให้ครอบคลุมทุกตลาดเซกเมนต์ โดยเป็นการผสานความชำนาญด้านการบริการของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายทำเลศักยภาพของ OR ที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแนวคิดโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวก ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ พร้อมประสบการณ์เข้าพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบายในทุกการเดินทาง” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและ           รีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว

การเดินหน้าธุรกิจสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัดในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ของเซ็นทาราในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ โดยแบรนด์ใหม่สำหรับตลาดโรงแรมราคาประหยัดนี้ จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิมของเซ็นทาราให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่รีสอร์ทหรูระดับลักชัวรี โรงแรมเหนือระดับ ไปจนถึงโรงแรมไลฟ์สไตล์และรีสอร์ทสำหรับครอบครัว

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของ OR และเซ็นทารา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจร่วมกันพัฒนาโครงการโรงแรมในรูปแบบ Budget Hotel เพื่อรองรับพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน” หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าว “OR มองว่าการเดินทางในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นประสบการณ์ระหว่างทางที่มีความหมายมากขึ้น ซึ่งธุรกิจ Budget Hotel จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ OR และเสริมความแข็งแกร่งของ Physical Platform ให้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร”

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OR ได้ที่ https://www.pttor.com/

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top