Tuesday, 21 July 2026
Nvidia

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มเลิกจ้างคน งานหลังบ้าน–คอลเซ็นเตอร์ โดนก่อน ซีอีโอดังยืนยัน AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ยึดครอง แต่บางตำแหน่งงานจะหายไปจริง!!

บริษัทยักษ์ใหญ่ “ลดพึ่งคน หันพึ่ง AI” คลื่นเปลี่ยนงานครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น ทั่วโลกกำลังขยับจาก “คนทำงานทุกขั้นตอน” ไปสู่ “คนกำกับ แต่ใช้ AI ลงมือ” งานที่โดนก่อนคือหลังบ้าน (เอกสาร การเงิน HR) งานบริการลูกค้า งานสรุปข้อมูล และการเขียนโค้ดบางส่วน เพราะ AI ทำได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ทำงานได้ 24/7 ไม่มีวันหยุด และยังได้ความสม่ำเสมอของคุณภาพ

ทำไมบริษัทถึงเร่งใช้ AI 
เหตุผลหลักมีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทำให้บริษัทขยายบริการได้ทันทีข้ามประเทศ โดยผู้บริหารจำนวนมากยอมรับว่าบางบทบาท “ถูกออกแบบใหม่” หรือ “ถูกแทนที่บางส่วน” แล้ว 

ตัวอย่างชัดคือ IBM บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ที่ชะลอการจ้างงานหลังบ้านและประเมินว่างานกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งสามารถใช้ AI ทำแทนได้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

เสียงจากซีอีโอ “AI คือผู้ช่วย…และบางงานจะหายไป”
อาร์วินด์ คริชนา (Arvind Krishna) ประธานและซีอีโอของ IBM เคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ผมมองเห็นว่างานหลังบ้านราวส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติภายในห้าปี” 

สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft กล่าวว่า “Copilot (ผู้ช่วย AI ที่ขับเคลื่อนโดย Microsoft) คือหมวดใหม่ของคอมพิวเตอร์…มันจะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและคุยกับคอมพิวเตอร์โดยตรง แนวคิดคือเพิ่มผลิตภาพทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ลดคนในทีมใดทีมหนึ่ง”

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานบริหารของบริษัท Google กล่าวว่า “AI จะยังไม่มาแทนนักพัฒนา มันเป็นแค่ตัวเร่งให้ทีมทำงานได้มากขึ้นดีขึ้น และเรายังต้องจ้างวิศวกรต่อไป”

เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Nvidia กล่าวว่า “ภาษาที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์กำลังกลายเป็น ‘ภาษามนุษย์’…ทุกคนจึงเป็นโปรแกรมเมอร์ได้”

ข้อดี–ข้อเสียที่ต้องรับมือ 
ด้านบวกคือความเร็ว ต้นทุนต่อชิ้นงานที่ลดลง และคุณภาพที่สม่ำเสมอในชิ้นงาน แต่ความเสี่ยงก็ชัด ข้อมูลอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ถ้าไม่มีคนตรวจ ความลับองค์กรมีโอกาสรั่วไหล ตลอดจนแรงงานบางกลุ่มที่ต้อง “รีสกิล” ไปสู่การเพิ่มค่าจ้าง เช่น กำกับคุณภาพโมเดล ออกแบบพร็อมพ์ และวางเวิร์กโฟลว์ที่ปลอดภัย

ผลกระทบกับไทย 
โครงสร้างพื้นฐานมา งานใหม่มา กติกากำลังตาม ไทยกำลังได้ฐานรองรับ AI ระดับโลก 

AWS เปิดรีเจียนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ม.ค. 2025) พร้อมแผนลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และคาดหนุนการจ้างงานช่วยจีดีพีเพิ่มขึ้น

Microsoft ประกาศลงทุนคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในไทย พร้อมโครงการอัปสกิลคนไทยกว่า 100,000 คน (พ.ค. 2024)

Google ประกาศลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รีเจียนในไทยวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ (ก.ย. 2024) เสริมความสามารถด้าน AI ของประเทศ

TikTok เตรียมลงทุนโครงการโฮสติงข้อมูลในไทยราว 126.8 พันล้านบาท หนุนดีมานด์ดาต้า–AI เพิ่มขึ้นอีกระลอก (อนุมัติโดยบีโอไอ ม.ค. 2025)

ผลลัพธ์คือ องค์กรไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น เห็นการนำไปใช้จริงในธนาคาร โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับเร่งวางแนวทางใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลสำคัญ

มองไปข้างหน้า 
ทิศทางที่เป็นจริงที่สุดตอนนี้คือ “คนกับ AI ทำงานร่วมกัน” บริษัทที่ได้เปรียบคือบริษัทที่เลือกโจทย์ถูก (งานรูทีน วัดผลได้เร็ว) วางรั้วกำกับตั้งแต่วันแรก และลงทุนรีสกิลทีมให้สั่งงาน–ตรวจทาน–เชื่อม AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์เดิม เมื่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกกำลังลงหลักในไทย หน้าต่างโอกาสก็เปิดกว้าง—คำถามจึงไม่ใช่ “จะใช้ AI ไหม” แต่คือ “จะเริ่มตรงไหนและกำกับอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ไวที่สุด”

NVIDIA ปักหลักไต้หวันเต็มตัว!! ไต้หวันขึ้นแท่นหัวใจ AI โลก NVIDIA ใช้จ่ายซัพพลายเชนพุ่ง จาก 1.5 หมื่นล้านสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ‘เจนเซน หวง’ ชี้ตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพ

Nikkei Asia รายงาน เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA เปิดเผยว่า บริษัทกำลังใช้จ่ายกับซัพพลายเชนในไต้หวันสูงถึงปีละ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานในไต้หวันจาก 1,000 คนเป็น 4,000 คน ภายใต้แผนขยายธุรกิจในศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของโลก

หวงกล่าวระหว่างการประชุมบริษัทที่กรุงไทเปว่า ไต้หวันถือเป็น “ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI” เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตชิป การแพ็กเกจชิป ระบบคอมพิวเตอร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรด้านซัพพลายเชนจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับ Nvidia

เขาระบุว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อน Nvidia ใช้จ่ายในไต้หวันเพียงปีละ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังเติบโตอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจนไต้หวันแซงอินเดียขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของโลก

หวงกล่าวว่า เงินลงทุนระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทเดียว จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในไต้หวัน และสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทคู่ค้าต่างเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI

ด้าน Advanced Micro Devices หรือ AMD คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ก็เร่งลงทุนในไต้หวันเช่นกัน โดย ลิซ่า ซู ซีอีโอของบริษัท ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรหลายกลุ่ม ทั้งบริษัทแพ็กเกจชิปและผู้ผลิตวัสดุรองรับชิป

ระหว่างการประชุมพนักงาน หวงยังกล่าวถึงความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยยืนยันว่า AI ไม่ใช่สาเหตุของการปลดพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเติบโตและหลีกเลี่ยงการลดคน

เขาระบุว่า พนักงานจะไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จะเสียเปรียบคนที่ใช้ AI เป็น พร้อมมองว่าจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่มากขึ้น เพราะยิ่งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งต้องจ้างคนเพิ่ม

หวงยังกล่าวว่า ไต้หวันเปิดโอกาสให้พนักงาน Nvidia ทำงานได้หลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบชิป วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย ระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเชนและสตาร์ตอัป AI จำนวนมากในประเทศ

นอกจากนี้ Nvidia ยังมีแผนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในย่านใจกลางกรุงไทเป ภายใต้ชื่อ “Constellation” โดยหวงระบุว่า บริษัทจะนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย โครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030

อย่างไรก็ตาม หวงเตือนว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องเร่งแก้ไข เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยเขากล่าวต่อหน้า เจียง ว่านอัน นายกเทศมนตรีกรุงไทเป ว่า “เราต้องการพลังงาน เราต้องการไฟฟ้า”

ประเด็นพลังงานยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย ที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

การเดินทางเยือนไต้หวันครั้งนี้ของหวง มีขึ้นก่อนงาน GTC Taipei และงาน Computex ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี โดยเขามีกำหนดพบกับพันธมิตรสำคัญของ Nvidia หลายราย ตั้งแต่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Quanta Computer ไปจนถึง Foxconn

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทชิปชั้นนำระดับโลกอย่าง Intel, Arm Holdings, Marvell Technology, NXP Semiconductors และ Qualcomm ก็เตรียมขึ้นเวทีบรรยายและพบปะพันธมิตรซัพพลายเชนในไทเปสัปดาห์หน้าเช่นกัน

จีนแสวงหาชิป AI มหาวิทยาลัยเชื่อมกองทัพจีน พยายามได้ชิปสูงสุด Nvidia สหรัฐฯวิตก เสี่ยงเทคโนโลยีรั่วไหล สภาคองเกรสจ่อควบคุมเข้มข้น

ฮือฮา! ส.สอเมริกันวิตกหลัง “ 7 มหาวิทยาลัยจีน” เชื่อมโยงกองทัพปักกิ่งต้องการชิปAI ของ Nvidia รุ่น H200 เชื่อเพื่อวิจัยอาวุธ

เอเจนซีส์ – พบมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนไม่ต่ำกว่า 7 แห่งที่เชื่อมโยงกับกองทัพจีนและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจีนแสวงหาชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200 ที่มีความสามารถมากที่สุดในโลกในปัจจุบันเพื่อทำการวิจัยพัฒนาความก้าวหน้าทางยุโธปกรณ์การป้องกันประเทศสร้างความวิตกให้สภาคองเกรสสหรัฐฯ

บลูมเบิร์กรายงานวันอังคาร(2 มิ.ย)ว่า มหาวิทยาลัย 2 แห่งชื่อดังของจีนมีความสนใจในชิป H200 ของ Nvidia ได้แก่มหาวิทยาลัยเป่ยหัง (Beihang University) และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกนอร์ทเวสต์เทิร์นจีน NWPU (Northwestern Polytechnical University) อ้างอิงจากบันทึกการจัดซื้อที่บลูมเบิร์กได้มา

ทั้ง 2 แห่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “7 ลูกชายแห่งการป้องกันประเทศจีน” (Seven Sons of National Defense) ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

มหาวิทยาลัย Beihang University และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกนอร์ทเวสต์เทิร์นจีน NWPU ถูกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯขึ้นแบล็กลิสต์จากการที่การวิจัยเพื่อความก้าวหน้าให้กองทัพจีน

คณะความมั่นคงทางไซเบอร์ของ NWPU ต้องการเข้าถึงการเช่าชิป AI รุ่นนี้ของ Nvidia ของสหรัฐฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยเปิดเผยว่าทำงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ให้รัฐบาลจีนและมีทีมวิจัยความก้าวหน้าการป้องกันประเทศจีนและอีกทั้งมีผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเป็นจำนวนมากเข้ารับใช้ในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์สของสหรัฐฯรายงานในเรื่องนี้วันที่ 1 มิ.ย โดยชี้ว่า ถึงแม้ว่าซีอีโอ Nvidia เจนเซน หวง ถึงแม้จะออกมาประกาศอย่างเปิดเผยอ้างว่า กองทัพจีนไม่ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาการในชิป Nvidia ของบริษัทของเขาที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ทว่าการวิเคราะห์บันทึกการจัดซื้อจีนนาน 6 ปีแสดงเห็นว่า กองทัพจีนแสวงหาอย่างเปิดเผยสำหรับชิป AI ของ Nvidia มาตั้งแต่ปี 2019

ส.ส รัฐมิชิแกน จอห์น มูเลนาร์(John Moolenaar) ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญด้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายงานการวิเคราะห์บันทึกจีนนาน 6 ปีนี้แสดงให้เห็นว่า “ปักกิ่ง” พยายามที่จะลักลอบและขโมยเทคโนโลยีอเมริกันเป้าจุดประสงค์ทางการทหาร”

นิวยอร์กไทม์สชี้ว่า บันทึกจีนที่ทำการประมวลโดย Wirescreen แพลตฟอร์มซอฟท์แวร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทจีนที่พบว่า กองทัพจีนได้เพิ่มความพยายามในการให้ได้มาซึ่งชิป AI เทคโนโลยีของสหรัฐฯถึงแม้ว่ารัฐบาลอเมริกันจะทำการจำกัดการขายให้ประเทศที่เป็นอริรวม “จีน”

Wirescreen ได้ตรวจสอบบันทึกการจัดซื้อ 3,800 บันทึกเที่ยวเกี่ยวข้องกับชิปชั้นสูงและคอมพิวเตอร์

ในการตรวจสอบพบว่ามีไม่ต่ำกว่า 500 ตัวอย่างที่มีหลายหน่วยงานจากกองทัพจีนต้องการชิป Nvidia โดยระบุถึงชื่อหรือคุณสมบัติทางเทคนิก

นิวยอร์กไทม์สกล่าวว่า เป็นเทคโนโลยีที่ถูกแสวงหาเกือบทุกกองกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนที่น่าตกใจเพราะพบว่า รวมไปถึงหน่วยงานด้านวิจัยการจำลองการระเบิดนิวเคลียร์ ปฎิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ และการวางแผนการรบ

ทั้งนี้รายงานถูกส่งไปยังรัฐบาลประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่ซึ่งมีการหารือถึงอนาคตการขายชิป Nvidia ให้จีน หนังสือพิมพ์สหรัฐฯชี้

บลูมเบิร์กรายงานต่อว่า อ้างอิงจากบันทึกที่ย้อนไปไกลในปี 2011 มีมหาวิทยาลัยจีนไม่ต่ำกว่า 25 แห่งและแล็บที่มีความร่วมมือกับกองทัพจีนและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศจีนถูกพบว่าหากไม่ได้กำลังใช้อยู่หรือกำลังแสวงหารชิป Nvidia รุ่นที่เก่ากว่า

และพบว่ามี 6 แห่งจากทั้งหมดถูกขึ้นบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯจากการที่มีความร่วมมือทางการวิจัยกับกองทัพจีนรวมถึง การพัฒนาเทคโนโลยีมิสไซล์และนิวเคลียร์ เป็นภัยคุกคามความมั่นคงต่อสหรัฐฯ

มาจนถึงปัจจุบันรัฐบาลจีนสั่งห้ามบริษัทด้าน AI ของจีนซื้อชิป AI ของ Nvidia รุ่น H200

โฆษก Nvidia กล่าวโต้ว่าเป็นเรื่องที่โง่เง่ามากที่คิดว่า การทหารจีนต้องพึ่งพาชิปของบริษัท

“จีนมีชิปผลิตภายในประเทศมากพอสำหรับอุปกรณ์ทางการทหารของตัวเองและอีกหลายล้านสำหรับเป็นอะไหล่เก็บ”

ด้านสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี เปิดเผยว่า “ขอต่อต้านการใช้ในทางการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือ และการใช้ประเด็นทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นอาวุธ”

เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ

ส.ส ไบรอัน มาสต์ (Brian Mast) ประธานคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างประเทศประจำสภาล่างสหรัฐฯกล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาในกรุงวอชิงตัน ดีซีว่า พวกเรารู้อย่างแน่นอนว่า พวกเราไม่ต้องการให้ผู้ซื้อปลายทางเป็นกองทัพจีน โดยชี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการเกี่ยวข้องกับอาวุธจริง กองทัพจริง หรือมีความสูญเสียจริงสภาคองเกรสสหรัฐฯต้องให้ความสนใจอย่างแน่นอน

บลูมเบิร์กรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ถึงแม้ว่าจีนปัจจุบันเช่น หัวเว่ย จะมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์แต่ทว่ายังคงล้าหลังห่างจากคู่แข่งบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯทั้งในด้านคุณภาพและจำนวนของชิป AI

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445518377616819&id=100064760106289&rdid=DtDfQSAGyEv48XJf#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top