Sunday, 18 October 2026
NewsFeed

โรงเรียนย้ำไม่ปกป้องคนผิด!! ปมครูถูกกล่าวหาลวนลามนักเรียน ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ครูถูกย้ายช่วยราชการชั่วคราว คดีความรอดูเขตและตำรวจดำเนินการ

ย้ายครูโรงเรียนดังสงขลา ครูถูกกล่าวหามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อนักเรียน รอเขตฯ ชี้ขาด

สงขลา - เกิดกรณีร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูในโรงเรียนชื่อดังระดับจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยมีนักเรียนหญิง 2 ราย กล่าวหาว่าถูกครูลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานว่าเกิดขึ้นภายในห้องเรียน ระหว่างที่มีการจัดสอบ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนเป็นพยานร่วม 30 คน

ภายหลังรับทราบเรื่อง ทางผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ครูใหญ่ได้เรียกนักเรียนผู้เสียหายมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามระเบียบราชการ
ขณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้จัดส่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการพิจารณาและตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป หากผลการสอบสวนพบว่ามีมูล ทางเขตพื้นที่การศึกษาจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองและนักเรียน ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวออกจากโรงเรียนไปช่วยราชการประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราวแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียน
ในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญา ขณะนี้ผู้ปกครองได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

โรงเรียนขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของบุคลากร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือภาพรวมของโรงเรียนแต่อย่างใด โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนให้ถึงที่สุด
ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แต่องค์กรที่ดีจะต้องไม่ปกป้องคนผิด และต้องยังคงรักษาความดีงามไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า "เกลือย่อมรักษาความเค็มฉันใด องค์กรที่ดีก็ย่อมรักษาความดีฉันนั้น"
ทั้งนี้ โรงเรียนจะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และจะยึดประโยชน์และความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญสูงสุด

เวลานี้ควรรอสองภาคส่วน คือการพิจารณาของเขตพื้นที่การศึกษา และพนักงานสอบสวน แต่ไม่ควรลืมว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับโรงเรียน เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล โรงเรียนยังคงรักษาความดี ประดุจเกลือรักษาความเค็มอยู่เสมอ

‘อรรถวิชช์’ จี้ส่งหลักฐานผลตรวจเหล็กตึก!! กมธ.การเงินฯ เรียก สมอ.–ปภ.–สตง. ชี้แจงหลักฐานตึก สตง.ถล่ม พบผลตรวจเหล็กบางส่วนตกมาตรฐาน ทวงคืนความเสียหายรัฐ

"อรรถวิชช์" ใช้กลไกกมธ.การเงินฯเรียกหลักฐานผลตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกถล่ม สตง. หลัง สตง.แจ้งว่าไม่เคยได้รับหลักฐาน

3 ก.ย.69 คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้เชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วมชี้แจงส่งหลักฐานผลการตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกสตง. ที่ถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

สส.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการฯ ได้รับผลทดสอบเหล็กหลายชนิดที่ใช้ในตึก สตง. ที่ถล่มไป จาก สมอ. โดยพบว่ามีเหล็กข้ออ้อยประเภท IF บางส่วนตกมาตรฐาน โดยได้ขอให้ สตง. รับไปดำเนินการตรวจสอบเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป และให้ สตง.ติดตามบริษัทประกันภัยที่ผู้ก่อสร้างได้ทำประกันไว้ด้วย เนื่องจากมีค่าสินไหมทดแทนที่ สตง.และผู้เสียหายต้องได้รับ รวมถึง ท่านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับเรื่องไปเพื่อติดตามผลทางวิชาการในการตรวจสอบการออกแบบโครงสร้างและการก่อสร้างเพื่อช่วย สตง.ในการติดตามเรียกร้องค่าเสียหายอีกด้วยทั้งนี้เวลาผ่านมาปีกว่าหลักฐานชุดนี้ไม่เคยอยู่ในมือสตง.เลย

ตนยืนยันว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทำเต็มที่ให้เงินของแผ่นดินถูกทวงคืนอย่างเป็นธรรม

‘นิพนธ์’ ยืนยันปลดล็อกนกกรงหัวจุก!! ขอบคุณนายกฯ-รมว.ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีชีวิตภาคใต้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เปิดทางเลี้ยงซื้อขายนกอย่างถูกกฎหมาย เตรียมจัดประกวดใหญ่ตุลาคม 69 ต่อยอดรายได้

“นิพนธ์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน-สุชาติ” ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘วีระศักดิ์’ ชูเชียงใหม่สู่ Longevity Wellness Hub วิกฤตสุขภาพเปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ เชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ใช้โมเดลน้ำตก 5 ชั้น ขยายเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น

“วีระศักดิ์ "ชี้ วิกฤตสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ของคนทั่วโลก เป็นโอกาสมหาศาลในการผลักดัน “Longevity Wellness Hub Thailand” เผยเศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกระฉูดแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชูเชียงใหม่ “ที่พักพิงของโลก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ปั้นโมเดล Sandbox เชื่อมโยงเมืองหลัก-เมืองรอง กระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว จัดสัมมนาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการด้านการค้าการลงทุนเชิงสุขภาพ ประจำปี 2569 (Chiang Mai Longevity Summit 2026 : World Class Wellness Destination) ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

ในการประชุม Chiang Mai Longevity Summit 2026 ครั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Longevity Wellness Hub Thailand: The Land of Life” ชี้ทิศทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากการท่องเที่ยวแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุวัฒนะระดับโลก

วิกฤตสุขภาพทั่วโลกกับโอกาสมูลค่ามหาศาล

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ ทั้งความเครียด (Burnout), สภาวะโดดเดี่ยว (Loneliness), รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและความกังวล (Anxiety) ทำให้ความต้องการด้าน Wellbeing กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “Wellness เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย (Luxury)” มาสู่ “การเป็นกระแสหลัก (Mainstream) และเป็นคุณค่าในชีวิต” เช่น เทรนด์การเล่นพิล้าทิส (Pilates), กลุ่มวิ่ง (Running Clubs), Sound Healing, Bathhouse และวัฒนธรรมการดื่มชา มัทฉะ หรือ Coffee Rave

​ส่งผลให้ เศรษฐกิจสุขภาพโลก (Global Wellness Economy) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 สู่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยตั้งเป้าโตต่อเนื่องถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมหาศาล

โมเดล “น้ำตก 5 ชั้น”

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของประเทศไทย (Thailand Brand) ในสายตาโลกคือ Hospitality (มิตรภาพการต้อนรับ), Gentleness (ความนุ่มนวล), Healing (การการเยียวยา), Cuisine (อาหาร), Spirituality (สัจธรรม/จิตวิญญาณ) และ Warmth (ความอบอุ่น) ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและบริการสุขภาพเพื่อความยั่งยืน กระบวนการนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน โมเดลน้ำตก 5 ชั้น กล่าวคือ (Cascade Model) ที่ดึงคุณค่าจากบนลงล่างให้เกิดประโยชน์กระจายทั่วถึง ตั้งแต่ 1.Local Economy เศรษฐกิจฐานรากชุมชน เกษตรกร อาหารพื้นถิ่น 2.Tourism Economy การท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3.Visitor Economy คุณค่าจากผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม 4.Experience Economy ธุรกิจสร้างสรรค์และประสบการณ์ 5.Service Economy เศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ชู เชียงใหม่ “ที่พักพิง” ของโลก

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในอดีตเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม (1960–1980) อุตสาหกรรม (1980–1997) และยุคท่องเที่ยวบูม (1997–2015) แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุค Wellness Boom (2025+) ซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare), สมุนไพรไทย, และเทคโนโลยีสุขภาพ​

เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่จัดสัมมนาเรื่อง Longevity ที่จะสามารถยกระดับสู่ Longevity Economy ในอนาคต ขณะเดียวกัน เชียงใหม่มีศักยภาพสูงมาก โดยต้องเปลี่ยนผ่านจากบทบาทการเป็นเพียง “ที่พักผ่อน (Tourism Economy)” ที่เน้นการเที่ยวชมธรรมชาติและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไปสู่ “ที่พักพิง (Wellness Economy)” ที่เน้นการฟื้นฟูสุขภาพ การบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised & Tailored) และการปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน (Transformation)

Sandbox เชียงใหม่-ภาคเหนือ 6 ล้านล้าน

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายภาพใหญ่ระดับประเทศภายในปี 2578 ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม (Visitor Economy) ขยับขึ้นจาก 3 ล้านล้านบาท สู่ 6 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันการจ้างงานในกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เติบโตถึง 4–5.2 ล้านตำแหน่ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเสนอแนวคิดใช้พื้นที่เมืองรองและพื้นที่เชื่อมโยงในภาคเหนือเป็น Sandbox ต้นแบบในการพัฒนา เช่น เชียงราย และกว๊านพะเยา นำมาจับคู่ทำงานร่วมกับเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ เพื่อกระจายสัดส่วนนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และร่วมกันสร้างระบบนิเวศ Longevity Wellness Hub ให้เติบโตอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค

‘ทนายตั้ม’ ไลฟ์เดือดโต้ ‘กัน จอมพลัง’!! ปมเล่าเหตุวันเปิดออฟฟิศ ซัดแต่งเรื่องเกินจริง ลั่น "สุดสะตอ" พูดเวอร์ เผยไม่ต้องการเข้าพบทนาย

“ทนายตั้ม” ไลฟ์เดือดจวก “กัน จอมพลัง”
ซัดแต่งเรื่อง “สุดสะตอ”
ลั่น “ไอ้ส้นตี.. พูดเวอร์จริงๆ”

"ทนายตั้ม" ษิทรา เบี้ยบังเกิด ไลฟ์ผ่านยูทูบ (2 ก.ย. 2569 ) ถึง "กัน จอมพลัง" บางช่าวงบางตอนว่า

"กัน จอมพลัง" พานักการเมืองมารู้จัก ทั้งที่ไม่ได้เชิญ แถมยัดเยียดเงินใส่ซองมาให้ กระทั่งหลังจากตนโดนจับ กัน จอมพลัง เล่านิทานเลย โพสต์ว่ามีทนายเปิดออฟฟิศ โทรมาขอความช่วยเหลือ ต้องการผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติวันเปิดออฟฟิศ เอ่ยด้วยความน่าสงสาร

"ผมไม่ต้องการนะบอกเลย ตอนช่วงที่ฮอตมีแต่คนอยากเข้ามาหาผม ผมไม่ได้ต้องการที่จะรู้จักกับผู้ใหญ่ของเขา ไม่ได้อยากให้เขามา เขาก็บอกว่าผมไปรบกวนให้เขาพาพี่ชายมาได้ไหม

ผมก็โอ้โห มึงนี่แต่งเรื่องได้สุดสะตอมากเลย ตอนนั้นกูน่าสงสารขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้กัน ไอ้ส้นตี.. อื้อหือตอนนั้นมีแต่คนอยากจะเข้าหา ดูน่าสงสาร อื้อหือมึงนี่พูดเวอร์จริงๆ นะ เห็นว่าอยู่ข้างในทำอะไรไม่ได้ แม่งเอาใหญ่เลย"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1104998191869296&set=a.209457871423337

‘ทรัมป์’ เดือดซัดสื่อ!! ด่านักข่าวสหรัฐฯขายชาติ ยันคลังอาวุธไม่เคยลดต่ำ เตรียมเรียกเงินยุโรปคืนหลายแสนล้าน สงครามอิหร่านยังมีอาวุธพร้อมลุย

ทรัมป์เดือด! ด่าสื่อ “พวกสวะขายชาติ” หลังสื่อไม่ยอมรายงานสงครามอิหร่านตามที่เขาคาดหวัง แต่ดันไปเล่นแต่เรื่องอาวุธใกล้หมด ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีอาวุธและกระสุนสำรองไม่อั้น แถมปริมาณการผลิตยังเพิ่มในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมประกาศจะเรียกเงินจากยุโรปย้อนหลัง สำหรับอาวุธและเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลไบเดนเคยมอบให้ยูเครนและ NATO ไปฟรีๆ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า:

“สำหรับพวกสวะขายชาติที่ไม่ยอมทำข่าวปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่านในทิศทางที่ถูกต้อง เรามีกระสุนระดับกลางถึงระดับสูงในปริมาณที่แทบไม่จำกัด มากเกินกว่าที่เราจะสามารถใช้หมดได้ในสงครามครั้งนี้ หรือสงครามอื่นใดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งก็แทบไม่น่าจะเกิดสงครามที่ไหนขึ้นอยู่แล้ว!

นอกจากนี้ เรายังกำลังผลิตอาวุธและกระสุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังสะสมคลังอาวุธและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรากำลังเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้สำหรับตัวเราเอง สำหรับสหรัฐอเมริกา แทนที่จะขายให้ประเทศอื่น แต่การขายให้กับชาติพันธมิตรจะกลับมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้

และขอให้ทุกคนรับทราบด้วยว่า รัฐบาลไบเดนมอบอาวุธและกระสุนให้ยูเครนฟรีๆ มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในอิหร่านเสียอีก เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกมอบให้ยูเครนและ NATO โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งที่ยุโรปยินดีจะเป็นคนจ่าย หากพวกเขาถูกเรียกเก็บเท่านั้น
แต่เราจะเรียกเงินก้อนนั้น แม้ว่าจะช้าไปสักหน่อยก็ตาม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1390859469869076/?rdid=SL30KDOYVLsZGKT6#

ผศ.กฤษฎา พรมเวค คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ให้ความเห็นกับ TASS สื่อรัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญ “พรมเวค” ชี้ นโยบายยุโรปต่อความขัดแย้งยูเครนมีความย้อนแย้งในตัวเอง
ท่าทีปัจจุบันของผู้นำยุโรปสะท้อนว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพทางทหารของเคียฟเป็นอันดับแรก มากกว่าการผลักดันให้คู่ขัดแย้งหันมาแสวงหาทางประนีประนอม

นักวิชาการไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวไว้เช่นนี้

กรุงเทพฯ, 16 สิงหาคม — แนวทางของผู้นำยุโรปที่เดินหน้าเพิ่มการส่งมอบอาวุธให้แก่เคียฟ ควบคู่กับการประกาศว่าจำเป็นต้องสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงระยะยาวนั้น มีความขัดแย้งเชิงพื้นฐานอยู่ในตัวเอง

ความเห็นดังกล่าวมาจาก กฤษฎา พรมเวค ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทาสส์
เขากล่าวว่า

“ผมเห็นว่า ความพยายามของผู้นำยุโรปในการผสมผสานระหว่างการส่งมอบอาวุธให้ยูเครนอย่างต่อเนื่อง กับคำกล่าวอ้างเรื่องความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงระยะยาวในยุโรปนั้น มีความย้อนแย้งเชิงพื้นฐานอยู่ในตัวเอง ในทางปฏิบัติ การเพิ่มการสนับสนุนทางทหารไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งเข้าใกล้จุดจบมากขึ้น ตรงกันข้าม สิ่งนี้มีแนวโน้มจะยืดสงครามออกไป และท้ายที่สุดจะยิ่งผลักโอกาสสันติภาพให้ไกลออกไป”
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ท่าทีปัจจุบันของยุโรปแสดงให้เห็นว่า ยุโรปเลือกให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของยูเครน มากกว่าการกระตุ้นหรือผลักดันให้ฝ่ายต่าง ๆ เข้าสู่การประนีประนอม

เขายกตัวอย่างว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะมนตรียุโรป ได้ยืนยันอีกครั้งถึงพันธะในการให้การสนับสนุนทางการเงินและทางทหารแก่เคียฟ
กฤษฎากล่าวต่อว่า

“ในมุมมองของผม ปัญหาอยู่ที่ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงในยุโรปไม่ควรหมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนอาวุธ หรือการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามครั้งถัดไปเท่านั้น แต่ควรหมายถึงการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่จำเป็นต่อการยุติสงครามในปัจจุบัน หากยุโรปยังคงยึดแนวทางการส่งอาวุธเพื่อสร้างเงื่อนไขไปสู่สันติภาพ โดยไม่ได้ใช้ความพยายามทางการเมืองอย่างเพียงพอในการแสวงหาทางประนีประนอมกับรัสเซีย ความขัดแย้งนี้ก็มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป”

พรมเวคยังเน้นว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของยูเครน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า

“ในเวลาเดียวกัน ยุโรปยังคงพึ่งพาระบบอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐฯ อย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของยุโรปในด้านความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์”

โดยสรุป ผู้เชี่ยวชาญไทยรายนี้มองว่า ยุโรปกำลังเผชิญความย้อนแย้งระหว่างการประกาศเป้าหมายเรื่องความมั่นคงระยะยาว กับการเดินหน้าเพิ่มการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน ซึ่งอาจไม่ได้ทำให้สงครามยุติเร็วขึ้น แต่กลับเสี่ยงยืดเยื้อความขัดแย้ง และทำให้โอกาสในการเจรจาสันติภาพถอยห่างออกไป.

ที่มา : https://tass.ru/mezhdunarodnaya-panorama/28016407

ไม่ต่อใบอนุญาต “สุสานชาวยิว”!! อบต.เสม็ดใต้ จ.ฉะเชิงเทรา แจงชัด โครงการฝังร่าง 1,200 หลุมถูกคัดค้าน รั้วล้อมที่ดินไม่ได้รับอนุญาตฝังศพ ยืนยันชัดไม่มีผลกระทบชุมชนแหล่งน้ำ

กรณีกระแสข่าวการจัดตั้ง “สุสานชาวยิว” ในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอาจรองรับการฝังร่างได้ถึง 1,200 หลุม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลและออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อชุมชนและแหล่งน้ำใกล้เคียง

ล่าสุด นายก อบต.เสม็ดใต้ ยืนยันว่า ใบอนุญาตจัดตั้งสุสานเดิมหมดอายุตั้งแต่ปี 2566 และการขอต่อใบอนุญาตไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมย้ำว่า อบต.ไม่ได้อนุญาตให้มีการฝังศพในพื้นที่ การก่อสร้างที่เห็นเป็นเพียงรั้วล้อมที่ดินเท่านั้น

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันว่า จะไม่มีการต่อใบอนุญาต ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการฝังศพได้ตามกระแสข่าวที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์.

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1751995775991649/?rdid=qEAg2JIFuZIXMXtW#

ไม่เหมือนประเทศไหนในโลก ? จีนชูนักวิทยาศาสตร์ขึ้นป้ายโฆษณา!! เปิดตัวโครงการยกย่อง นักวิทยาศาสตร์บนป้ายโฆษณา สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนจีน ให้เด็กเชื่อว่าความรู้ก็ดังได้ไม่แพ้ดารา

แคมเปญสาธารณะที่ไม่เหมือนใครในประเทศจีนกำลังถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างมากในขณะนี้ นั่นคือการเปิดเผยโฉมหน้าของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ มาจัดแสดงบนป้ายโฆษณาตามสถานที่ต่าง ๆ

หากคุณเดินเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดินที่พลุกพล่านบางแห่งในจีนวันนี้ คุณอาจได้พบกับป้ายโฆษณาดิจิทัลที่แสดงใบหน้าของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิจัยชั้นนำของประเทศ

ภายในโปสเตอร์ดังกล่าว มีทั้งชื่อและคำอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับผลงานที่พวกเขามีส่วนร่วม

นี่ไม่ใช่การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์จากบริษัทใด ๆ แต่เป็นเพียงวิธีที่ประเทศจีนต้องการบอกว่า "นี่คือซูเปอร์สตาร์ตัวจริงของเรา นี่คือบุคคลที่คุณควรยกย่อง"
.
เบื้องหลังแนวคิดนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน

โดยปกติแล้ว เด็ก ๆ มักเติบโตมากับนักแสดง นักร้อง และบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จสูงสุด

ดังนั้่น การเปลี่ยนภาพบุคคลเหล่านี้ให้เป็นการเชิดชูเกียรติของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนรู้ว่า พวกเขาเหล่านี้คือฮีโร่ของประเทศ

หากเด็ก ๆ ตั้งใจเรียนและมีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมจีนก็จะเคารพและยกย่องพวกเขาไม่ต่างอะไรกับดาราศิลปิน

แคมเปญนี้ได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียที่ยอมรับว่า พวกเขาควรเลียนแบบจีนในเรื่องนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนในประเทศของพวกเขาบ้าง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1473082188182569&id=100064424062691&rdid=yzhjrpAyUMb4RKzb#

‘เศรษฐา’ เปิดมุมมองลงทุนโรงแรม ชี้ Lake Como คือสินทรัพย์พิเศษที่มีอนาคต ลงทุน 200 ล้านยูโร ทุ่มเต็ม 100% ราคาสูงใกล้หมื่นล้านบาท เตรียมปิดดีลในเดือนกันยายนนี้

กำลังจะมีโรงแรมสัญชาติไทยที่ Como

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางบัญชี X (ทวิตเตอร์) ส่วนตัว เกี่ยวกับข่าวการลงทุนของ Sansiri Capital เข้าถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ในโรงแรม The Lake Como EDITION โรงแรมระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี 5 ดาวริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

นายเศรษฐา เปิดเผยว่า ตนเองเริ่มลงทุนในธุรกิจโรงแรมตั้งแต่ปี 2017 และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อได้ไปเห็นสินทรัพย์ที่กำลังพิจารณาลงทุนด้วยตัวเอง มักจะมี “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนั้นมีอะไรพิเศษและมีศักยภาพมากพอที่จะลงทุน และเมื่อเห็นข่าวการลงทุนในครั้งนี้ ก็เข้าใจทันทีถึงเหตุผลที่ทีมงานตัดสินใจเลือกสินทรัพย์แห่งนี้

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของทะเลสาบโคโม บริเวณ Cadenabbia (Griante) หันตรงไปยัง Bellagio Promontory สามารถมองเห็นทั้งเมืองเก่าสีพาสเทล ผืนน้ำของทะเลสาบ และแนวเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมอยู่ด้านหลัง

สำหรับการลงทุน นอกเหนือจากความสวยงามและทำเลที่โดดเด่นแล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว — ทั้งจากทำเลที่หาได้ยาก ความแข็งแกร่งของทะเลสาบโคโมในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรีโลก และโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินทรัพย์ในอนาคต

โดยดีลการลงทุนครั้งนี้ แสนสิริผ่าน Sansiri Capital ได้ลงนามสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าถือครองสินทรัพย์จากกลุ่มทุน Bain Capital และ Omnam Group ในราคาประมาณ 200 ล้านยูโร หรืออาจมากเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท เตรียมปิดดีลภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

เครดิต : เดลินิวส์

ที่มา : https://www.facebook.com/100080293719036/posts/1116376004382180/?rdid=4k0nvWDUK67ARW5M#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top