Monday, 19 October 2026
Netzero

กฟผ.ร่วมเจ้าภาพ Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era” โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว คาร์บอนต่ำ ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั่วโลก ขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

กฟผ. เจ้าภาพร่วมจัดงาน Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era”
เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต

นายกฯ ร่วมเปิดบูทนิทรรศการ กฟผ. ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในงาน Gastech 2026 วันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดบูท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น “สะพานเชื่อมพลังงาน” จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ภายในงาน Gastech 2026 เวทีพลังงานระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ร่วมพิธี ณ บูท กฟผ. (B80) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ภายในบูท กฟผ. นำเสนอเนื้อหาผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) Bridging Energy Security การเชื่อมต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ (Grid Modernization) และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid 2) Bridging Energy Transition การเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล ด้วยการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ อาทิ Hydrogen และ Biomass 3) Bridging Sustainable Future การเชื่อมต่ออนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ และได้รับความสนใจจากทั่วโลก นอกจากนี้ใน บูท กฟผ. ยังมีกิจกรรมและของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม ทั้งพวงกุญแจมาสคอต กฟผ. “ENGY” เครื่องดื่มคุณสายชล ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และมาการองรสชาติผลไม้ไทย (Macaron by Amari) นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีส่วนร่วมหลักในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเฉพาะทางด้านพลังงาน “Electrification Theatre” เวทีหารือด้านระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center

ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความท้าทายและทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต โดยผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ตลอดการจัดงาน อาทิ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” “Regional grids, cross-border trade, and Grid 2.0”

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “Thai Local Spirit Night” เพื่อสร้างบรรยากาศการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน โดยการนำเสนออาหารว่างสไตล์ไทย เครื่องดื่มจากผู้ผลิตไทย และการแสดงดนตรีสดจาก DJYP สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ บูท กฟผ. (B80) เป็นต้นไป

กฟผ. ในฐานะเจ้าภาพร่วมในการจัดงานฯ มุ่งหวังให้งาน Gastech 2026 เป็นมากกว่างานประชุมและพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน

BCPG เดินหน้าคาร์บอนนิวทรัล!! บรรลุเป้าหมายต่อเนื่อง 4 ปี รับประกาศนียบัตรจากองค์กรบริหารก๊าซ ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2593 แสดงความมุ่งมั่นสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

BCPG บรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

คุณชลิดา ณรงค์ศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เข้ารับมอบประกาศนียบัตร “เครื่องหมายคาร์บอนนิวทรัล ประเภทองค์กร” จาก นายวิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ

ในปี 2568 บีซีพีจีได้รับการรับรองการปล่อยและการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 2,487 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นับเป็นการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ บีซีพีจี ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย คาร์บอนนิวทรัลในทุกประเทศที่มีการควบคุมการดำเนินงานภายในปี 2573 และมุ่งสู่ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 อย่างต่อเนื่อง

'วราวุธ' ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมวัตถุดิบกับก่อสร้าง ขับเคลื่อน 40 ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ เร่งอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ลดของเสีย เพิ่มมูลค่าวัสดุทดแทน

“วราวุธ” ดัน Circular Economy เชื่อมวัตถุดิบ–ก่อสร้าง ชู “M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล” 40 ต้นแบบ เร่งอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว

สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด ลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

EVAT ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่อนาคต!! สมาคมไฟฟ้าจัดเวทีแลกเปลี่ยน เสวนาขับเคลื่อนสู่ Net Zero เน้นพัฒนาความสามารถแข่งขัน ชูแผน Keep-Fix-Build ต่อยอดอุตสาหกรรม

EVAT จัดเวที Member Engagement แลกเปลี่ยนมุมมอง “EV สู่ Net Zero” และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดกิจกรรม EVAT Member Engagement ภายใต้หัวข้อ “เวทีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX) เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวต้อนรับและแนะนำวัตถุประสงค์ของงาน

ภายในงานมีการเสวนา “EV สู่ Net Zero: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” โดยคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธ์) และอดีตประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย คุณพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีคุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ EVAT ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านแนวคิด Keep – Fix – Build เพื่อระบุจุดแข็งที่ควรรักษา ประเด็นที่ควรปรับปรุง และความสามารถหรือระบบใหม่ที่ควรพัฒนาขึ้น
EVAT ขอขอบคุณวิทยากร สมาชิก และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

TOP SPP รับรองเครดิตคาร์บอน ส่งเสริมเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคุมการปล่อยก๊าซทั่วไตรมาส ลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าค่าเฉลี่ย สร้างสมดุลธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

TOP SPP ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้า
อีกก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) บริษัทในกลุ่มไทยออยล์ ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ขนาด 354 เมกะวัตต์ จากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายใต้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) จำนวน 202,964 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) โดยเกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP (ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 66 - 31 มี.ค. 69) ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าในระบบสายส่งของประเทศไทย หรือสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 1,877,582 tCO2eq ตั้งแต่เริ่มขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตในปี 2561

การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ พร้อมเสริมความพร้อมด้านคาร์บอนเครดิตตามกลยุทธ์การชดเชยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ (Compensate Residual Emissions: C2) เพื่อปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050

ไทยออยล์พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top