Saturday, 3 October 2026
MadeInThailand

‘ศุภจี’ ดันอุตสาหกรรม!! ปลุกตลาดในประเทศให้เข้มแข็ง ย้ำมาตรฐานสินค้าต้องได้สากล ขยายอุตสาหกรรมใหม่สู่ตลาดโลก เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ปลาย ส.ค.

“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

วันนี้ (13 ส.ค. 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว

ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement

นางศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน

กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว

อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG

นางศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต

ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

‘วราวุธ’ เดินเกมอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่!! ผลประชุมครั้งแรกปี 69 เดินหน้าส่งเสริม เน้นใช้ Made in Thailand ผ่านจัดซื้อจัดจ้าง สนับสนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel ลดนำเข้า วงเงินกว่า 5,884 ล้าน คาดสร้างมูลค่า 35,000 ล้าน

“วราวุธ” โชว์ผล กอช. ดัน Made in Thailand –ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ทิ้งยานยนต์สันดาปภายใน-หนุนใช้ Biofuel ลดนำเข้า เสริมขีดแข่งขัน

ผลการประชุม กอช. ครั้งแรกปี 2569 เดินหน้าบูรณาการรัฐ–เอกชน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เห็นชอบหลักการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมวางกรอบหนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel เสริมความมั่นคงพลังงาน ขณะที่แผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต วงเงิน 5,884 ล้านบาท 49 โครงการ คืบหน้า 77.22% คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม กอช. พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  

คณะกรรมการ กอช. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของ กอช. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาเรื่องสำคัญด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ซึ่งภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ขณะที่ครึ่งหลังปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มฟื้นตัวจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่คลี่คลาย และการส่งออกที่ขยายตัว โดยมีอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป เป็นแรงหนุนสำคัญ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการส่งออก เช่น อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve)

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน กอช. ได้รับทราบการนำกรอบการดำเนินงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยจะนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่คุณค่าพลาสติก และผลักดันการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น ไบโอเอทิลีน พลาสติกชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และรับทราบผลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก. 9999) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับระบบบริหารสมัยใหม่ตามแนวทาง PDCA และจะขยายผลสู่สถานประกอบการอย่างน้อย 99 แห่งภายในปี 2570 

นอกจากนี้ยังรับทราบแผนปรับปรุงกฎหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม 5 ฉบับ แบ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ 2535 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และเป็นการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. .... เพื่อยกระดับการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ คุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลสินค้าด้อยคุณภาพให้ครอบคลุมถึงตลาดออนไลน์มากขึ้น

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา กอช. เห็นชอบในหลักการส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT) ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งภาครัฐเป็นผู้ซื้อหลัก ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดังกล่าวอาทิ กำหนดผลิตภัณฑ์ศักยภาพ (Product Champion) จัดทำเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Local Content) และเร่งนำไปใช้จริงในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างตลาดภายในประเทศ ลดการนำเข้า และยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบการดำเนินงานการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมยานยนต์ ที่กำหนดมาตรการภาษีสรรพสามิตและ BOI เพื่อสนับสนุนรถยนต์ HEV และ mHEV รวมถึงมาตรการด้านเชื้อเพลิงและราคา ที่กำหนดมาตรการภาษีน้ำมัน โครงสร้างราคา และสูตรคำนวณสัดส่วนการผสม E-flex และ B-flex ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา พร้อมสนับสนุนการปรับรูปแบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์วัตถุดิบและราคาพลังงาน เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

“การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ เรื่องสำคัญจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และหลังจากนี้ จะมีการติดตามความคืบหน้าของงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เพื่อขับเคลื่อนมติที่ประชุมในระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเติบโตและแข่งขันได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล” นายวราวุธ กล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะที่ 4.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ครั้งที่ 1/2569 ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและผลการใช้จ่ายงบประมาณ และให้หน่วยงานบูรณาการทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินโครงการและใช้จ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ 30 กันยายนนี้

นายวราวุธ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีศุภจี ได้ชื่นชมผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และมอบนโยบายการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตของไทยเกิดความต่อเนื่องและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสร้างซัพพลายเชนและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการยกระดับทักษะบุคลากรโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศและนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีวงเงินงบประมาณรวม 5,884.1810 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ โดยมีหน่วยงานร่วมบูรณาการจาก 7 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ รวม 14 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและบริการของประเทศ 

การดำเนินงานภายใต้แผนงานดังกล่าวมุ่งเน้นการต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาปัจจัยสนับสนุน (Enabling Factors) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะ (Smart System) และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการผลิตในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) มีผลการใช้จ่ายงบประมาณรวม 4,317.9636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.38 และมีผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ ร้อยละ 77.22 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top