Thursday, 4 June 2026
JSP

JSP ผนึก CDIP ผลักดันอุตสาหกรรมระดับจังหวัดสู่เทรนด์ยั่งยืน หลังพบธุรกิจสีเขียวโตแรง!! เป็นรองแค่อุตสาหกรรมเทคฯเท่านั้น

JSP ผนึก CDIP จับมือภาคอุตสาหกรรมระดับจังหวัดเปิดโครงการ OPOAI – C Next Steps ถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการเพื่อยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว ที่เป็นเทรนด์การเติบโตสูงของโลก เป็นรองเพียงธุรกิจเทคโนโลยี

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) ผู้ให้บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Own Brand และการรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนและสัตว์ ยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และเครื่องสำอาง เปิดเผยว่าบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CDIP ซึ่งเป็นผู้วิจัยและพัฒนาในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับ JSP ล่าสุด CDIP ภายใต้การนำของ นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ร่วมมือภาคอุตสาหกรรมระดับจังหวัดและระดับชุมชน ในการร่วมกันวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เกิดการเพิ่มมูลค่าด้วยการสร้างธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว ด้วยการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบเหลือใช้จากโรงงานระดับท้องถิ่นเป็นสินค้าเพื่อลดปริมาณการทิ้ง หรือ“ขยะเป็นศูนย์ (zero  waste)” ในกระบวนการผลิตของแต่ละโรงงาน

ล่าสุด JSP และ CDIP ได้นำร่องในการจับมือกับอุตสาหกรรม จ. อุตรดิตถ์ ในโครงการ กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจตลาดสมัยใหม่ (OPOAI – C Next Steps) โดยโครงการนี้จะเริ่มจากการจัดอบรมเพื่อปูพื้นความรู้ สู่การพัฒนากลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเกษตร กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป ที่มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของสมาชิก จนสามารถจัดทำร่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Draft Prototype) อย่างน้อยกลุ่มละ 1 ผลิตภัณฑ์ พร้อมแผนธุรกิจ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร หลังการฝึกอบรมคณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร ให้มีความมั่นคงด้านอาชีพและมั่นคง ด้านรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป

โดย JSP ได้โชว์เคสโครงการตัวอย่าง zero waste ด้วยการนำกากเจลาตินเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีมากถึง 50 ตันต่อปี ที่เกิดจากความร่วมมือกับบริษัท CDIP ซึ่งเป็นทีมวิจัยและพัฒนา ที่ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย  จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ EM สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช ภายใต้แบรนด์ 'ID.KASET' ซึ่งสามารถเปลี่ยน waste ให้เป็นผลิตภัณฑ์น้ำยา EM ที่มีมูลค่าสูงและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ช่วยปรับสมดุลดินและน้ำ ช่วยให้พืชเจริญเติบโต ช่วยเกษตรกรลดการใช้สารเคมี รวมถึงสามารถกำจัดกากเจลาตินเหลือทิ้ง ให้เป็นประโยชน์ได้ถึง 450 กิโลกรัมต่อเดือน หรือคิดเป็น 12% ของเจลาตินเหลือทิ้งทั้งหมด

โดยก่อนหน้านี้ JSP ได้ร่วมมือกับ อบต.ศรีบัวบาน จ. ลำพูน เพื่อทำการทดสอบการฝังกลบให้เป็นอาหารของพืช ปรากฏว่าสามารถทำได้และปลอดภัย ช่วยลดต้นทุนค่ากำจัด 50,000 บาท แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ ทำให้เกิดความคิดริเริ่มในการเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งจากโรงงาน การร่วมมือกับ CDIP ครั้งนี้จึงเป็นความก้าวหน้าอีกขั้น ซึ่งทาง JSP และ CDIP จะไม่เพียงแต่นำผลิตภัณฑ์ ID.KASET ออกจำหน่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อมไปสู่พันธมิตรที่ดีกับภาคเกษตรกร

ทั้งนี้ การนำกากของเหลือใช้มาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรเป็นตัวอย่างที่ดีในการยกมาให้กลุ่มอุตสาหกรรมชุมชนเรียนรู้เนื่องจากได้ประโยชน์ 2 ด้าน คือ ได้ลดปริมาณขยะเป็นศูนย์ และ ได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเกษตรกรต่อยอดสินค้าที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งการที่เกษตรกรสามารถยกระดับสินค้าเป็นสินค้าออร์แกนิกจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ลูกค้าระดับบน 

โดยข้อมูลจากตลาดหุ้นลอนดอนระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านเศรษฐกิจสีเขียวเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลงานดีเป็นอันดับ 2 รองจากธุรกิจด้านเทคโนโลยี มีมูลค่าการตลาดเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการเติบโตสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การใส่ใจด้านความยั่งยืนที่จะให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ว่าสินค้าแต่ละประเภทที่จะซื้อนั้นผลิตมาจากกระบวนการของธุรกิจสีเขียวหรือไม่ หากอุตสาหกรรมระดับชุมชนของไทยสามารถยกระดับไปสู่ธุรกิจสีเขียวได้ก็จะส่งผลให้เพิ่มมูลค่าไปสู่กลุ่มลูกค้าระดับบนที่พร้อมจะยอมจ่ายให้กับส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

JSP ผลสำรวจต่างชาติพบปี 2025 ตลาดอาหารเสริมในไทยโตแตะ 1 แสนล้านบาทครั้งแรก ส่วนปี 2026 เป็นปีแห่งโอกาสที่จะเติบโตโดดเด่นสุดในอาเซียน คาดอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7 – 9% ไปอีกเกือบ 10 ปี

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ  ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของต่างประเทศ เช่น Grand View Research และ Euromonitor International ระบุว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการตลาดรวมขึ้นไปแตะ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยตัวเลขนี้จะถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตของระดับโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ  7 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 7-9% ไปจนถึงปี 2578 

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลกนี้มากจากเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและเฉพาะบุคคล ที่ไม่ใช่แค่กินยาเมื่อป่วย แต่คือการ "กินเพื่อป้องกัน" และ "กินให้เหมาะกับ DNA" ของแต่ละคน โดยแบ่งออกเป็น 5 เทรนด์ดังนี้

1. โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition & AI) เทรนด์การดูแลตัวเองในปัจจุบันและอนาคตจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น "ยาหนึ่งเม็ดไม่ได้เหมาะกับทุกคน" อีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์ผู้คนมากขึ้น การใช้ AI วิเคราะห์ผลเลือดหรือ DNA เพื่อออกแบบวิตามินที่ "ร่างกายต้องการจริง ๆ" เท่านั้น จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง ธุรกิจ Customized Supplements: การสั่งผลิตวิตามินแบบรายคน (Subscribed) จะโตขึ้นมาก รวมถึงธุรกิจที่ทำแพลตฟอร์มวิเคราะห์สุขภาพจะเติบโตควบคู่กัน

2. แหล่งอาหารจากพืชและฉลากสะอาด (Plant-Based & Clean Label) ผู้บริโภคยุคใหม่ จะพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาหารประเภทVegan-Friendly หรือ อาหารเสริมที่สกัดจากพืช เช่น Pea Protein หรือวิตามินจากผลไม้ จะเข้ามาแทนที่เคมีสังเคราะห์ ผู้บริโภคต้องการรู้ที่มาของวัตถุดิบ  ภาคธุรกิจต้องแจ้งข้อมูล ตั้งแต่สถานที่ปลูก สถานที่สกัด เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่สามารถสร้าง Story telling ในรูปแบบของหนังสั้นผ่าน QR Code บนฉลากผลิตภัณฑ์ สร้างจุดขายให้สินค้าและเกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมได้

3. สุขภาพจิตและสมอง (Mental Wellness & Nootropics) ความเครียดเป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนยุคปัจจุบัน เทรนด์ของการดูแลและบำรุงสมองเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรง สารอาหารบำรุงสมอง ที่เน้นเรื่องสมาธิและการนอนหลับ (Sleep Support) จะได้รับการตอบรับมากขึ้น รวมถึงสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลความเครียด เช่น Ashwagandha หรือเห็ดทางการแพทย์ต่าง ๆ จะกลายเป็นของมันต้องมีสำหรับคนยุคปัจจุบัน

4. จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Health & Microbiome) เมื่อลำไส้คือ "สมองที่สอง" ของร่างกาย ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Postbiotics นอกจาก Proและ Pre แล้ว ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ "Postbiotics" (สารที่จุลินทรีย์ผลิตออกมา) ซึ่งช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันและผิวพรรณแบบตรงจุดมากกว่า

5. ยาและอาหารเสริมกลุ่ม "ชะลอวัย" (Longevity & Anti-Aging) สังคมสูงวัย (Aging Society) กลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดตามโครงสร้างประชากรในปัจจุบัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสารช่วยซ่อมแซมระดับเซลล์ เช่น NAD+ / NMN จะกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับการตอบรับทั่วโลก รวมถึงอาหารเสริมเพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อจะได้รับความนิยมมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top