Thursday, 4 June 2026
JPMorgan

นักลงทุนต่างชาติ แห่ตั้งฐานการผลิตใน ‘ไทย’ ด้าน J.P.Morgan ชี้!! ‘ไทย’ น่าลงทุนที่สุดในอาเซียน

ดูเหมือนว่าภูมิภาคเอเชียจะเป็นที่จับจ้องสนใจของนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก นักลงทุนหลายๆ เจ้าอยากจะย้ายฐานการผลิตมาตั้งในภูมิภาคนี้ เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆ ที่ดึงดูดนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ถูกว่ายุโรป-สหรัฐฯ จำนวนแรงงานที่มีมากกว่า และที่สำคัญ ไม่มีเรื่องสงครามการค้าในปวดหัวด้วย

และประเทศที่เนื้อหอมเป็นที่ถูกตาต้องใจนักลงทุน ก็คือ ‘ประเทศไทย’ บ้านเรานั่นเอง โดยล่าสุดทาง J.P.Morgan ธนาคารระดับโลก ได้ออกมาบอกว่า ‘ประเทศไทย’ เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในอาเซียนด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ช่องยูทูบ ‘Kim Property Live’ โดยคุณคิม ชัชวาลย์ วัฒนะโชติ ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจ ว่า…

การวิจัยของทาง McKinsey ได้ออกมาบอกว่า Asia’s Future is now หรือว่า ‘อนาคตของเอเชียอยู่ตรงนี้แล้ว’ โดยประเมินว่าในปี 2040 เอเชียจะกินสัดส่วน GDP ของโลกอยู่ที่ราว ๆ 50% เลยทีเดียว และจะเป็นคนขับเคลื่อนการบริโภคของโลกมากถึง 40% ทั้งนี้เอเชียจะเป็นศูนย์กลางของโลกแห่งใหม่ในอนาคต และถ้าหากมองไปถึงด้านองค์กร/บริษัทของเอเชียจะพบว่าสร้างรายได้กว่า 19 ล้านล้านเหรียญฯ ให้กับเศรษฐกิจของโลกในทุก ๆ ปี

บริษัทเล็กใหญ่ของเอเชีย เช่น Alibaba หรือ Toyota ก็มีพวกเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ต่างจากประเทศโซนยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และในเอเชียก็มีการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงออกมาใช้แล้วด้วย

ระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของเอเชียก็เป็นหนึ่งในระดับที่สูง อย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งรวมกันถึง 30% ในการส่งออกอุตสาหกรรมความรู้ และเทคโนโลยีเร่งรัดทั่วโลก หรือเรียกว่า KTI (เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์)

ส่วนอุตสาหกรรม EV จะยังคงเติบโตอย่างมหาศาล แบรนด์ในฝั่งเอเชียค่อนข้างแกร่งเลยทีเดียว อย่างเช่น BYD ที่สร้างยอดขายอันดับหนึ่งของโลก รวมถึงแบรนด์จากจีนอีกหลายแบรนด์เลย ส่วนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ จีนก็เป็นผู้นําด้วยเช่นกัน โดยอันดับหนึ่ง คือ CATL. อันดับสองเป็น BYD อันดับสาม LG ของเกาหลีใต้

อีกทั้งอุตสาหกรรมไมโครชิพ ทางจีนก็สร้างได้ค่อนข้างเยอะ รวมถึงทาง TSMC ทางไต้หวัน และก็ยังมีทางญี่ปุ่น หมายความว่าทางเอเชียบ้านเรา เริ่มครอบครองอุตสาหกรรมที่เป็นดิฟเทค แล้วก็เชิงลึกความรู้ข้อมูลในอนาคตอยู่เยอะพอสมควรเลย

ซีอีโอ JPMorgan แนะคนรุ่นใหม่ เลิกเล่น Facebook - TikTok ซะ!! เพราะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์สุดๆ ควรอ่านหนังสือแทน โดยเฉพาะแนวประวัติศาสตร์

(27 ต.ค. 67) Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan กล่าวว่า คนหนุ่มสาวควรใช้เวลาน้อยลงกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และใช้เวลาอ่านหนังสือให้มากขึ้น ในการกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมคุณภาพตลาดการเงินประจำปีของ Georgetown Psaros Center for Financial Markets and Policy เมื่อมีคนถามว่าเขามีคำแนะนำอะไรให้กับนักศึกษาที่นั่นบ้าง

 “สำหรับพวกคุณส่วนใหญ่ ปิด TikTok หรือ Facebook ซะ เพราะมันเป็นการเสียเวลาที่โง่เขลาอย่างยิ่ง” Dimon กล่าว

Dimon ยังแนะนำอีกว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย อ่านแบบรวดเดียว น่าจะเป็นการใช้เวลาที่ดีกว่ามาก

“คำแนะนำของผมสำหรับนักเรียนคือ เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้ เรียนรู้ หากคุณเป็นเดโมแครต ให้อ่านความเห็นของรีพับลิกัน ซึ่งเป็นความเห็นที่ดี หากคุณเป็นรีพับลิกัน ให้อ่านความเห็นของเดโมแครต” Dimonกล่าว

“จงอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น Nelson Mandela, Abe Lincoln, Sam Walton คุณเรียนรู้ได้จากการอ่านและพูดคุยกับผู้อื่นเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่น” เขากล่าวเสริม

Dimon เรียกได้ว่าแตกต่างจากผู้บริหารธุรกิจส่วนใหญ่ เขาค่อนข้างที่จะ ‘โลว์โปรไฟล์’ บนโซเชียลมีเดีย โดยนอกจาก LinkedIn แล้ว Dimon ไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, X หรือ TikTok แม้ว่าเขาจะยอมรับในปี 2021 ว่ามีบัญชี Instagram ภายใต้ชื่อผู้ใช้ปลอมก็ตาม

Dimon ยังวิพากษ์วิจารณ์โซเชียลมีเดียในปีนี้ในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น โดยระบุว่าแพลตฟอร์มต่างๆ จำเป็นต้องทำอะไรมากกว่านี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่พวกเขาสร้างขึ้น

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโซเชียลมีเดียส่งผลกระทบเชิงลบอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการบิดเบือนการเลือกตั้ง ไปจนถึงผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพจิตของเด็กๆ ที่ได้รับการบันทึกว่าเพิ่มมากขึ้น” Dimon ระบุ 

“นี่คือปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวมของเรา” เขากล่าวเสริม

“และถึงเวลาแล้วที่บริษัทโซเชียลมีเดียจะต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว”

แปลและเรียบเรียงจาก Jamie Dimon Says TikTok and Facebook Are a 'Total Stupid Waste of Time' and People Should Read Books Instead

ซีอีโอ JPMorgan เตือนยุโรป “กำลังแพ้” GDP ร่วงเหลือ 65% ในช่วง 15 ปี จี้เร่งปฏิรูปก่อนถูกลืม

(14 ก.ค. 68) เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. ออกโรงเตือนยุโรปว่า “กำลังแพ้” ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหดตัวจาก 90% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐ เหลือเพียง 65% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ายุโรปกำลังประสบปัญหาโตช้า ตลาดทุนกระจัดกระจาย และขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เด็ดขาด

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงดับลิน ไดมอนแนะให้ยุโรปเร่งสร้าง “ตลาดเดียวที่แท้จริง” ทั้งในด้านธนาคาร เงินทุน การเปิดเผยข้อมูลบริษัท นโยบายภูมิอากาศ และความโปร่งใส เหมือนที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ทำสำเร็จ แม้จะมีขนาดเล็กแต่เติบโตได้เกินตัว

ไดมอนเคยเตือนลักษณะนี้มาก่อนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อต้นปี โดยวิจารณ์ว่ายุโรปมี “ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้" และจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อเร่งการเติบโต แต่ครั้งนี้เขาเตือนชัดขึ้นว่า “ยุโรปอาจหมดความสำคัญ” หากยังไม่เร่งมือ

นอกจากยุโรป ไดมอนยังเตือนตลาดการเงินว่ากำลังประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยต่ำเกินไป โดยประเมินว่าโอกาสเฟด (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยอีกอยู่ที่ 40-50% มากกว่าที่ตลาดคาดไว้แค่ 20% พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยง เช่น นโยบายภาษีของทรัมป์ หนี้รัฐบาลสูง และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนทิศ

แม้ JPMorgan จะลงทุนเพิ่มในยุโรป แต่คำเตือนจากซีอีโอคนนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล สะท้อนว่าแม้เขาจะหวังดีกับภูมิภาคนี้ แต่หากไม่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ยุโรปอาจเดินสู่เส้นทางถดถอยอย่างถาวร

‘ทรัมป์’ ชงยกเลิกรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส เปลี่ยนมาเป็นทุก 6 เดือนแทน!! เพื่อให้ธุรกิจมองภาพระยะยาว

(16 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ เปลี่ยนจากการรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส มาเป็นทุก 6 เดือน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจอย่างแท้จริง โดยขณะนี้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ประกาศให้ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน

สำหรับข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากทรัมป์เคยผลักดันมาแล้วเมื่อปี 2018 แต่ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนในเวลานั้น อย่างไรก็ตามรอบนี้ SEC แสดงท่าทีสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยโฆษกองค์กรระบุว่าเป็นไปตามเจตนาของประธานาธิบดี ที่ต้องการลดภาระด้านกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นให้แก่บริษัทต่างๆ

กระนั้น ความเห็นในตลาดยังคงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุน เช่น ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ชี้ว่าการรายงานแบบครึ่งปีจะช่วยลดภาระต้นทุนและแรงกดดันต่อบริษัท แต่ฝ่ายนักลงทุนบางส่วนและนักวิชาการกังวลว่าความโปร่งใสจะลดลง ทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น และอาจเปิดช่องให้บริษัทปกปิดข่าวร้ายได้ยาวนานกว่าเดิม

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า แม้กฎหมายจะเปลี่ยน แต่หลายบริษัทน่าจะยังคงรายงานรายไตรมาสต่อไปเพื่อสนองความต้องการของนักลงทุน 

ทั้งนี้ การรายงานผลทุกไตรมาสถูกบังคับใช้ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1970 และที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจระดับโลกอย่างเจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. และวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ตำนานนักลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Berkshire Hathaway ต่างก็เคยออกมาวิจารณ์ว่าการเน้นผลระยะสั้นเกินไปอาจบั่นทอนเศรษฐกิจในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top