Thursday, 4 June 2026
InterlinkCommunication

LINK เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ “LINK Solar Cable PV Series” พัฒนาเพื่อทุกระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กับงานสัมมนา NEW Pro Tech : LINK Solar Cabling “ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution งานติดตั้งไม่มีพลาด”

รุ่นใหม่ที่โดดเด่นกว่า LINK Solar Cable “PV Series” วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา NEW Pro Tech : Product Highlight LINK Solar Cabling เพื่อไขความลับ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี และแนวโน้มของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เกี่ยวกับการเลือกใช้สายโซลาร์ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ในงานครั้งนี้ ได้เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ LINK Solar Cable “PV Series” เปลี่ยนผ่านจาก CB Series สู่ PV Series เพิ่มความทนทาน และเสถียรภาพของวัสดุ โดดเด่นด้วยฉนวน XLPO สองชั้น ปลอดภัย ไม่ลามไฟ ทน UV กันน้ำระดับ AD8 ใช้งานได้ทั้งบนหลังคา และโซลาร์ลอยน้ำ พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี นับว่าสายโซลาร์รุ่นใหม่ จึงไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คืออีกก้าวของนวัตกรรมที่สะท้อนการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่ออนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

INTERLINK จากผู้นำเข้าสายสัญญาณรายใหญ่ สู่ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย แตกกิ่งก้าน 3 ธุรกิจบนแกนเดียวกัน เกาะเมกะเทรนด์ Cloud-Data พลังงานสะอาดเต็มตัว

ถ้าย้อนกลับไปเกือบ 40 ปีก่อน “อินเตอร์เน็ต” ยังไม่ใช่คำที่คนไทยคุ้นเคย แต่มีบริษัทหนึ่งเริ่มนำ สาย LAN เข้ามาขายให้ตลาดไอทีไทยแบบจริงจังในฐานะ “ผู้นำเทคโนโลยีสายสัญญาณ” รายแรก ๆ  

วันนี้บริษัทนั้นคือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) - ILINK ที่ไม่ใช่แค่ “เจ้าใหญ่ขายสายแลน-ไฟเบอร์” อีกต่อไป แต่ขยายตัวเองกลายเป็น กลุ่มธุรกิจดิจิทัลอินฟราฯ ของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว  

Interlink จึงไม่ใช่แค่ case study เรื่อง “ขายสินค้าไอที” แต่เป็นตัวอย่างของการยืดแกนเดิมให้ยาวขึ้น จาก Cabling → Engineering → Telecom & Data Center ซึ่งเป็นโครงที่น่าสนใจมากสำหรับทั้ง SME และนักลงทุนไทย

จุดตั้งต้น: จากผู้นำเข้า “สาย LAN” สู่ผู้นำตลาดสายสัญญาณในอาเซียน

ILINK เริ่มธุรกิจจากการนำเข้าและจัดจำหน่าย สายสัญญาณคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที โดยเป็นรายแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีสาย LAN / UTP เข้ามาเผยแพร่ในไทยเมื่อกว่า 38 ปีก่อน  

โมเดลยุคแรกคือ:
- เน้นขายส่ง (Wholesale) ให้ Dealer, System Integrator (SI), ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า-สื่อสาร, ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสารทั่วประเทศ  
- ขยายสาขาและศูนย์กระจายสินค้าไปภาคเหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก  
- Develop แบรนด์สินค้าในเครือ เช่น LINK (สายแลน-ไฟเบอร์), ตู้แร็ก GERMAN/GERMANY EXPORT ฯลฯ  

จาก “แค่ขายสาย” ILINK กลายเป็น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทั้งสาย LAN, Fiber, สายโซลาร์, สายกล้องวงจรปิด และอุปกรณ์ประกอบตู้แร็กต่าง ๆ  

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า “ยอดขาย” คือการวางโครงธุรกิจต่อจากนั้น

วันนี้ ILINK ยืนบน 3 ขาธุรกิจหลัก

ทั้งใน Factsheet ของตลาดหลักทรัพย์ และเอกสารนักลงทุนของบริษัท ระบุเหมือนกันว่า กลุ่ม ILINK ปัจจุบันยืนบน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

1. Cabling Distribution Business - ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ
2. Turnkey Engineering Business - ธุรกิจวิศวกรรมโครงการครบวงจร  
3. Telecom & Data Center Business - ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้ง 3 ขาอยู่บนแกนเดียวกันคือ “โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร-ดิจิทัลของประเทศ” แต่สร้างรายได้และ Margin คนละแบบ

เราลองค่อย ๆ แกะทีละขา

1) Cabling Distribution: หัวใจดั้งเดิมที่ยังทำเงินต่อเนื่อง

นี่คือธุรกิจดั้งเดิมที่ ILINK ทำมา มากกว่า 38 ปี และยังเป็น “หัวใจหลัก” ของรายได้จนถึงทุกวันนี้  

สิ่งที่ขายมีตั้งแต่:
- สาย LAN / UTP (Copper)  
- สาย Fiber Optic  
- สายโซลาร์ (Solar Cable)  
- สาย Control / สายกล้องวงจรปิด  
- ตู้แร็ก, อุปกรณ์ประกอบระบบเครือข่าย  

พร้อมแบรนด์หลักอย่าง LINK AMERICAN และ 19" GERMANY EXPORT RACK ที่ตลาดรู้จักดี โดยเฉพาะในกลุ่ม SI, ผู้รับเหมาระบบ, โรงงาน และ Data Center  

จุดน่าสนใจในมุม TST BIZ
•ธุรกิจนี้ “โตไปกับเทรนด์” ไม่ใช่แค่ขยายตามจำนวนลูกค้า
- Data Center / Cloud / AI ยิ่งโต → ความต้องการสายคุณภาพสูงยิ่งเพิ่ม
- Solar / พลังงานสะอาดโต → สายโซลาร์กลายเป็น product line ใหม่ที่มีอนาคต  

•ILINK ใช้ความเป็น “เจ้าใหญ่” ด้านสายสัญญาณ สร้าง เครือข่ายดีลเลอร์-สาขา-คลังสินค้า ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งกลายเป็น Infrastructure ให้ขาธุรกิจอื่นต่อยอดได้ง่ายขึ้น  

2) Turnkey Engineering: จากขายของ → รับเหมาวางระบบครบวงจร

เมื่อถือจุดแข็งเรื่อง “สาย-อุปกรณ์-ทีมเทคนิค” อยู่แล้ว ขั้นต่อมาของ ILINK คือการย้ายจากแค่ขายของไปสู่การเป็น ผู้รับเหมางานวิศวกรรมแบบ Turnkey งานในกลุ่มนี้ เช่น  
- วางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (ทั้งใต้ดิน-ใต้น้ำ)  
- ติดตั้งระบบโครงข่ายสื่อสารให้หน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจ-เอกชนรายใหญ่  
- งานสถานีไฟฟ้าย่อย / Smart Grid / ระบบสื่อสารของการไฟฟ้า/การรถไฟ ฯลฯ  

มุมธุรกิจที่สำคัญ
- รายได้ต่อโปรเจกต์สูงกว่าการขายสายอย่างเดียว  
- ใช้สินค้าในเครือ ILINK + KNOW-HOW ของทีมวิศวกร → ทำให้บริษัท “กิน Value Chain ยาวขึ้น”  
- แต่ธุรกิจนี้ลักษณะเป็น Project-based มีฤดูกาล-มี Backlog-ต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องดีเลย์และต้นทุน  

3) Telecom & Data Center: เมื่อโครงข่ายกลายเป็นบริการ

อีกขาหนึ่งคือ Telecom Business & Data Center ซึ่ง ILINK ใช้บริษัทในกลุ่มคือ Interlink Telecom Public Company Limited - ITEL เป็นหัวหอกหลัก โดยเริ่มจากการ restructure ธุรกิจแยกออกมาจาก ILINK ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อโฟกัสงานโครงข่ายโดยเฉพาะ  

วันนี้ ITEL ทำอะไรบ้าง?  
- ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก ครอบคลุม 70-77 จังหวัดทั่วประเทศ  
- วางโครงข่ายหลายเส้นทาง (redundant routes) เพื่อความเสถียร  
- ให้บริการเชื่อมต่อแบบ End-to-End Fiber, IP-VPN, Dark Fiber  
- บริการ Data Center และ Co-location มาตรฐานสากล  

พูดง่าย ๆ จากที่ครั้งหนึ่ง ILINK ขายสายให้คนอื่นเอาไปสร้างเครือข่าย วันนี้ในกลุ่มเดียวกัน มีบริษัทที่ “สร้าง-ถือครอง-ให้บริการบนเครือข่ายนั้นเอง” ด้วย

ในมุมรายได้ ธุรกิจบริการโครงข่าย-ดาต้าเซ็นเตอร์ให้ รายได้แบบ Recurring มองเห็นยาวกว่าขายสายหรือโปรเจกต์ก้อนเดียว และไปผูกกับเมกะเทรนด์อย่าง Cloud, Data, AI, Video Streaming ฯลฯ เต็ม ๆ

ภาพรวม: จาก “ผู้ขายสาย” สู่ “กลุ่มดิจิทัลอินฟราฯ” ของไทย

ถ้ามองทั้ง 3 ขาธุรกิจเรียงกัน จะเห็นลำดับการเติบโตของ ILINK ชัดมาก

1. เริ่มจาก Product (Cabling)  
   - เป็นผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่สุดในอาเซียน  
   - สร้างแบรนด์สายของตัวเอง + ช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ

2. ต่อยอดสู่ Project (Turnkey Engineering)  
   - ใช้สินค้า +ทีมเทคนิค ทำงานวิศวกรรมโครงข่ายขนาดใหญ่  
   - เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า-สื่อสารของประเทศ  

3. ขยายสู่ Service (Telecom & Data Center)  
   - จากขายโครงข่าย → กลายเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายเองผ่าน ITEL  
   - ได้รายได้แบบสัญญาระยะยาว ขยายพร้อมกับการเติบโตของดิจิทัลอีโคซิสเต็มไทย

ทั้งหมดนี้วางอยู่บน “เส้นเรื่องเดียวกัน” คือ ทำทุกอย่างที่ทำให้ข้อมูล-ไฟ-สัญญาณ วิ่งได้อย่างเสถียรทั่วประเทศ

บทเรียนสำหรับเจ้าของธุรกิจและนักลงทุน: Framework ILINK

สำหรับผู้อ่าน TST BIZ เคสของ ILINK ให้บทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ

1) เริ่มจาก Niche ให้แน่น แล้วค่อยขยาย Value Chain

ILINK ไม่ได้เริ่มจากทุกอย่างพร้อมกัน แต่เริ่มจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (สายสัญญาณ) ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยังงานที่ใช้ฐานเดิมต่อยอดได้
- Product → Project → Service  
- Margin และมูลค่าธุรกิจดีขึ้นทุกขั้น  

สำหรับ SME ไทย โมเดลนี้สอนว่า “ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่อย่าหยุดอยู่แค่จุดเดิม ถ้าฐานแข็งแล้วให้คิดต่อว่าจะขยับไปกิน Value Chain ส่วนไหนต่อ”

2) กลุ่มธุรกิจที่ดี มักผูกตัวเองกับ “เมกะเทรนด์”

ทั้ง 3 ขาของ ILINK ถูกผูกเข้ากับเทรนด์ระยะยาว
- ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม / Data Center / Cloud / AI  
- พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้ารุ่นใหม่  
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรทั่วประเทศ 

ธุรกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่อง มักอยู่บน “ทางด่วน” ที่เทรนด์กำลังวิ่งผ่าน ไม่ใช่แค่ขายของที่กระแสมาแล้วไป

3) Spin-off & Group Structure: แยกบริษัทเพื่อโตคนละทาง

การที่ ILINK แยก Interlink Telecom (ITEL) ออกมาเป็นบริษัทมหาชนอีกตัวหนึ่ง ทำให้
- นักลงทุนเลือกลงทุนตามความเชื่อของตัวเองได้ (สายสินค้า-เอนจิเนียริง vs สายเทเลคอม-ดาต้าเซ็นเตอร์)  
- แต่ทั้งคู่ยังได้อานิสงส์จากกันและกันในฐานะ “กลุ่ม Interlink” ที่เชื่อมกันด้วยโครงข่ายธุรกิจ

นี่คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เจ้าของกิจการไทยหลายรายเริ่มหันมามองมากขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีหลายแกนที่ nature ต่างกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top